บทที่ 266 ลูกไม้เดิม ๆ อีกแล้วหรือ
หากมิใช่เพราะฉินเฟิงอยู่ในตำแหน่งขุนนาง ไม่อาจมีแค้นชำระแค้นได้อย่างเมื่อก่อน เขาคงถล่มกรมขุนนางเปิดเปิงไปนานแล้ว
เมื่อครู่ตาเฒ่าฉินส่งฉินเสี่ยวฝูมาพร้อมข่าวเพื่อเตือนฉินเฟิงว่ากรมขุนนางมีกลเม็ดมาอีกแล้ว
เมืองฝูอวิ้นเป็นอำเภอที่ย่ำแย่ที่สุดในบรรดาสามสิบหกอำเภอรอบ ๆ เมืองหลวง ไม่เพียงแต่การเงินที่เละไม่เป็นท่า ด้านขุนนางผู้ดูแลก็ไร้ซึ่งคุณธรรมเช่นกัน
หากเมืองฝูอวิ้นอยู่ในพื้นที่แรมร้างห่างไกลก็ว่าไปอย่าง
แต่ที่นั่นตั้งอยู่ใต้ฝ่าพระบาทโอรสสวรรค์ เกี่ยวข้องลึกซึ้งกับเมืองหลวง
การที่เมืองฝูอวิ้นที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นความอับอายแห่งสามสิบหกอำเภอแห่งเมืองหลวงอยู่มาได้นานขนาดนี้ นั่นล้วนเป็นเพราะท่านอ๋องผู้หนึ่งปกครองอยู่
หมิงอ๋องผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ซ้ำยังขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์แปรปรวนนัก รับมือด้วยยากยิ่ง
กรมขุนนางทำทีใช้วาจาสวยหรูว่า ฉินเฟิงสร้างคุณงามความดีจากการดูแลเมืองเป่ยซี จึงส่งฉินเฟิงไปยังเมืองฝูอวิ้นเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การปกครองและกลยุทธิ์แก่นายอำเภอเมืองฝูอวิ้น
พูดให้ถูกคือผลักฉินเฟิงเข้ากองไฟอีกครา
ทั้งเมืองหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเมืองฝูอวิ้นถือเป็นแดนต้องห้าม
อย่าว่าแต่ลูกหลานขุนนางเลย แม้แต่บรรดาองค์ชายยังไม่เข้าใกล้เมืองฝูอวิ้นสุ่มสี่สุ่มห้า ขืนทำให้หมิงอ๋องไม่พอใจเข้า ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องเจ็บกันบ้าง
ฉินเฟิงดูแลเพียงเมืองเป่ยซีก็ปวดหัวมากพอแล้ว นี่กลับมาเมืองหลวงก้นยังไม่ทันอุ่นก็ถูกผลักไสไปยังเมืองฝูอวิ้นอีกแล้ว
บอกได้เพียงว่า เจ้าพวกกรมขุนนาง… ไม่สิ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกรมขุนนางใจกล้ายิ่งนัก!
บัดนี้อยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของสงคราม ฉินเฟิงเพิ่งสร้างคุณูปการใหญ่หลวง อีกฝ่ายใจกล้าแก้แค้นกันโต้ง ๆ เยี่ยงนี้เชียวหรือ!
มิหนำซ้ำ เขาฉินเฟิงมิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอำเภอเส็งเคร็งอะไรนั่นสักหน่อย พวกเขาทำเช่นนี้ กล้าดีอย่างไร!
ฉินเฟิงทนไม่ไหว เขาไม่สนแรงห้ามจากเสี่ยวเซียงเซียงแล้ว ชายหนุ่มพาฉินเสี่ยวฝูและซูเฟิงมุ่งหน้าไปยังกรมขุนนางทันที
สุดท้ายหลังมาถึงกรมขุนนางกลับพบว่าประตูกรมขุนนางปิดสนิท มีเพียงผู้ดูแลอายุเจ็ดแปดสิบ ฟันร่วงหมดปากไปแล้วเฝ้าอยู่หน้าประตูทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวสั่นเทา
ฉินเสี่ยวฝูชี้ผู้ดูแลเฒ่า พลางคำรามเสียงกราดเกรี้ยว “บอกให้ผู้ช่วยเสนาบดีกรมขุนนางออกมาอธิบายให้นายน้อยของข้าฟัง!”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฉินเฟิงก็อดหัวเราะในใจมิได้
ฉินเสี่ยวฝูผู้นี้หัวใสยิ่งกว่าลิงเสียอีก
ระหว่างทางมาเขาเอ่ยว่าจักล้างบางกรมขุนนางเพื่อระบายความแค้นให้ฉินเฟิง ทว่าเมื่อถึงกรมขุนนางจริง ๆ กลับปอดแหก ไม่ยอมกล่าวถึงเสนาบดีกรมขุนนางสักคำ กลับเลือกรังแกแต่ผู้ที่อ่อนแอกว่า
ตาเฒ่าตรงหน้าเป็นโล่ที่กรมขุนนางโยนออกมาเห็น ๆ แม้นเป็นเพียงผู้ดูแลซึ่งมิได้สลักสำคัญ กระนั้นก็ถือเป็นขุนนางในราชสำนัก กอปรกับอายุมากแล้ว ดินเหลืองแทบฝังมาถึงคอ
ขอเพียงฉินเฟิงกล้าแตะต้องเขา เขาย่อมล้มตายอยู่ตรงนี้ เมื่อนั้นนายน้อยฉินจักมีความผิดฐาน ‘ทำร้ายขุนนางราชสำนักจนถึงแก่ชีวิตกลางถนน’
ฉินเฟิงย่อมมองอุบายของกรมขุนนางออก เพราะอย่างนั้นจึงไม่พูดจา ปล่อยให้ฉินเสี่ยวฝูออกหน้า ถึงเวลามีคนตายขึ้นมา ก็เพียงเอ่ยว่าบ่าวรับใช้ไม่รักดีทำร้ายผู้อื่น อย่างมากฉินเฟิงก็มีโทษเพียงไม่รู้จักควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น
เมื่อเผชิญกับคำต่อว่าของฉินเสี่ยวฝู ผู้ดูแลก็ตอบกลับเสียงสั่นเทาหลังผ่านไปพักใหญ่ “ท่านผู้ช่วยเสนาบดีออกจากเมืองด้วยมีกิจ อีกทั้งหากมิมีคำสั่งจากท่านเสนาบดี ผู้ใดก็มิอาจเข้าไปยังกรมขุนนางได้ ปีนี้ข้าอายุเจ็ดสิบปีแล้ว โรคร้ายกัดกิน…”
ฉินเสี่ยวฝูเก็บไม้กวาดเงียบ ๆ เขามองค้อนใส่ผู้ดูแลเฒ่า “ข้าหาได้ถามอายุเจ้า อะไรกัน คิดใช้ความชราภาพเป็นข้ออ้างหรือ?!”
ผู้ดูแลเฒ่ายืนอยู่หน้าประตูประดุจเทพคุ้มกัน วางมาดราวกับ ‘หากเจ้ากล้าแตะข้า ข้าจักตายเสียตรงนี้’
พอฉินเฟิงหันหลังจากไป ฉินเสี่ยวฝูก็รู้สึกเจ็บใจนักหนา “กรมขุนนางใช้ลูกไม้เดิมซ้ำสอง บังอาจยิ่งนัก! การที่เมืองฝูอวิ้นเป็นอย่างทุกวันนี้ล้วนมีสาเหตุจากครอบครัวหมิงอ๋อง ต่อให้นายอำเภอเมืองฝูอวิ้นอยากจัดการก็มิกล้า บัดนี้กรมขุนนางกลับส่งท่านไปตามล้างตามเช็ด นับว่าผลักท่านลงกองไฟเห็น ๆ”
ด้านซูเฟิงก็เดือดดาลไม่แพ้กัน “นายน้อย พวกเราจะไปเมืองฝูอวิ้นจริงหรือ?”
ฉินเฟิงเอามือไพล่หลัง ความเร็วของฝีเท้าไม่ได้ลด เขาเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ถึงยอมปริปาก “ไปกับผีน่ะสิ! ต่อให้ข้าโง่งมปานใดก็คงไม่ตกหลุมพรางเดียวกันซ้ำสอง”
“พวกเขาอยากเล่นกับข้ามิใช่หรือ? เช่นนั้นข้าจักเล่นกับพวกกรมขุนนางให้ก็ได้!”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ซูเฟิงกับฉินเสี่ยวฝูก็มองหน้ากัน ผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย
ในเมื่อกรมขุนนางปิดประตูไม่ให้พบ เช่นนั้นก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นคือเข้าวัง ขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้!
เวลานี้ยังไม่ถึงยามอู่ หากนับตามชั่วยามแล้วเหมือนว่า ‘การว่าราชการช่วงสาย’ ยังไม่จบ
เพราะด้วยความตายของจงหลิง สถานการณ์ระหว่างแคว้นต้าเหลียงและเป่ยตี๋จึงได้เปลี่ยนไปแล้ว การตระเตรียมสงครามต้องเร่งมือกันพัลวัน ขุนนางทั้งหลายต่างพากันเข้าเมืองหลวงกราบทูล เพราะเหตุนั้นช่วงนี้จึงมีกิจมากเป็นพิเศษ มิฉะนั้น ด้วยนิสัยตาเฒ่าฉิน เขาคงไปฉะกับกรมขุนนางนานแล้ว ไหนเลยจะมัวส่งจดหมายมาเตือนฉินเฟิง
ทว่าบัดนี้ฉินเฟิงมีศักดิ์ขุนนาง ก่อนเข้าวังจำต้องเปลี่ยนเป็นชุดราชการเสียก่อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มจึงแต่งกายเรียบร้อย และออกมุ่งหน้าสู่พระราชวังต้องห้าม
เวลานี้ราชกิจในท้องพระโรงใกล้ปิดฉากแล้ว
ในที่สุดฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็เบนสมาธิไปอ่านจดหมายลับที่เฮยเว่ยส่งมาเมื่อครู่ได้ เมื่อได้อ่านจดหมายลับและรู้ว่ากรมขุนนางตั้งใจส่งฉินเฟิงไปยังเมืองฝูอวิ้น เขาก็แค่นหัวเราะในใจอย่างอดมิได้
กรมขุนนางช่างไร้ความคิดใหม่ ๆ โดยแท้
ทว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นรายงานลับ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมิอาจไต่ถามตรง ๆ พระองค์จึงทำได้เพียงชำเลืองมองฉินเทียนหู่เท่านั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ