เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 267

บทที่ 267 ประจันหน้าในท้องพระโรง

ฉินเทียนหู่ในฐานะขุนนางผู้บัญชาการศึก ไม่เพียงแต่มากด้วยพรรคพวก แต่เขายังมีลู่ทางกว้างขวางด้วย เมื่อคราวกรมขุนนางตัดสินใจเช่นนี้ก็ทราบข่าวแล้ว บัดนี้ได้รับสัญญาณทางสายตาจากฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง เขาจึงรีบก้าวออกมา ประสานมือคำนับ “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องรายงานพ่ะย่ะค่ะ”

“กระหม่อมได้ยินว่ากรมขุนนางส่งฉินเฟิงไปที่เมืองฝูอวิ้นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปกครองกับนายอำเภอเมืองฝูอวิ้น เดิมควรเป็นเรื่องดี เพียงแต่นี่มิใช่ช่วงเวลาอันสมควร ถึงอย่างไรฉินเฟิงก็เพิ่งกลับจากเมืองเป่ยซีเข้าเมืองหลวง ยังไม่ทันได้หายใจก็ถูกส่งออกไปอีกคราเช่นนี้ นับว่าไม่ถูกต้อง ขอฝ่าบาทโปรดมีพระราชโองการปัดตกเรื่องนี้ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทำทีเป็นปรายตามองเสนาบดีกรมขุนนาง แสร้งเอ่ยถามด้วยท่าทางเรียบเฉย “ใต้เท้าอู๋ มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?”

อู๋เหมี่ยนรีบก้าวออกมา ก้มหน้า ประสานมือ “กราบทูลฝ่าบาท เรื่องนี้เป็นจริงพ่ะย่ะค่ะ ทว่ากระหม่อมไม่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่สมควรตรงไหน… แม้ฉินเฟิงจะเป็นบุตรชายสายตรงตระกูลฉิน กระนั้นเขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภอเป่ยซีแล้ว ในเมื่อมีตำแหน่ง ย่อมต้องเป็นไปตามที่กรมขุนนางจัดสรร นอกจากนี้ ใต้เท้าฉินเป็นถึงขุนนางผู้บัญชาการศึกควรต้องหลีกเลี่ยงคำครหา เหตุใดถึงแก้ต่างแทนฉินเฟิงในที่ประชุมราชการเช่นนี้ กระหม่อมกลับมองว่าใต้เท้าฉินน่าสงสัย เขาอาจใช้อำนาจของตนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินเทียนหู่คาดการณ์ไว้แล้วว่าอู๋เหมียนจักต้องยอกย้อน จึงถามกลับทันที “ใต้เท้าอู๋หาว่าข้าใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่นนั้นข้าขอถามสักคำ ใต้หล้านี้มีขุนนางอยู่คณานับ เหตุใดใต้เท้าอู๋ถึงสนใจแต่เพียงฉินเฟิงเล่า? ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วันก็ส่งเขาออกไปถึงสองครา ปกติแล้วใต้เท้าอู๋ว่างจนมิมีการใดให้ทำหรือ จึงเอาแต่จับจ้องฉินเฟิงอย่างเดียว หรือท่านจงใจเป็นปฏิปักษ์ ฉวยโอกาสข่มเหงเขา?”

ถึงอย่างไรอู๋เหมี่ยนก็เป็นถึงเสนาบดี เขาย่อมสงบใจไว้ได้ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเป็นถึงเสนาบดี ไยต้องข่มเหงนายอำเภอ น่าขันนัก”

ฮ่องเต้ต้าเหลียงมองกรมกลาโหมกับกรมขุนนางโต้เถียงกันกลางท้องพระโรงโดยมิมีทีท่าว่าจะห้ามปราม

ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ ‘เล็กน้อย’ เกินไป เล็กจนฮ่องเต้ไม่จำเป็นต้องแทรกแซง

หากไม่ว่าเรื่องใดในใต้หล้าล้วนต้องให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงตัดสิน เช่นนั้นวันทั้งวันคงมิอาจสำเร็จกิจใดได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในฐานะฮ่องเต้ เขาก็ชื่นชอบการประชันกันของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละฝ่ายในราชสำนักด้วย

นี่เป็นหนึ่งในความอภิรมย์ใหญ่หลวงที่สุดในฐานะฮ่องเต้แล้ว…

ถึงแม้ฉินเทียนหู่จะพยายามเอาเหตุผลเข้าโต้เถียง กระนั้นกรมกลาโหมก็มิมีอำนาจโยกย้ายขุนนาง ต่อให้เถียงจนหน้าดำหน้าแดงก็ไม่เป็นประโยชน์อันใด

ขณะที่เรื่องนี้ใกล้ได้บทสรุป

ขันทีน้อยก็รายงานจากนอกประตู “นายอำเภอเป่ยซี ฉินเฟิงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้ยินว่าฉินเฟิงมา ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยกยิ้มมุมปากอย่างอดมิได้ นึกในใจว่าเจ้านี่ไหวพริบดียิ่ง จึงมีรับสั่งให้ฉินเฟิงเข้าเฝ้าทันที

อู๋เหมี่ยนที่เมื่อครู่ยังลำพองใจพลันเงียบไปในบัดดล

มิใช่ว่าเขากลัวในตัวฉินเฟิง เพียงแต่ไม่อยากประจันหน้ากับอีกฝ่ายในท้องพระโรงก็เท่านั้น ถึงอย่างไรอู๋เหมี่ยนก็ทำไปเพราะคำสั่งจากเกาหมิง ย่อมต้องมีหวั่นใจอยู่บ้างเป็นธรรมดา

เนื่องจากแคว้นต้าเหลียงมีขนบธรรมเนียมที่ค่อนข้างเปิดกว้าง

เพราะอย่างนั้นชุดขุนนางจึงถูกออกแบบไว้ค่อนข้างสดใส

บัดนี้ฉินเฟิงผู้สวมอาภรณ์สีชมพูอันเป็นชุดขุนนางตำแหน่งนายอำเภอ สวมหมวกขุนนางบนหัว แล้วสวมรองเท้าขุนนาง เขาวางสองมือเท้าเอว เดินอาด ๆ เข้ามาในท้องพระโรงนวยนาด ดูหยิ่งผยองอย่างยิ่ง

ชั่วขณะนั้น สายตาขุนนางทั้งราชสำนักต่างเพ่งมองไปที่เขา

ฉินเฟิงเป็นแขกหน้าประจำของท้องพระโรงจึงมิได้รู้สึกหวาดหวั่น เขาเดินตรงไปอยู่ข้าง ๆ ฉินเทียนหู่และอู๋เหมี่ยนทันที

ทว่า…ยืนไม่ทันนิ่ง เขาก็ถูกบิดาเตะและเอ็ดใส่เสียงเบา “ไสหัวไปด้านหลัง!”

เช่นนี้ฉินเฟิงจึงนึกขึ้นได้ว่าตำแหน่งของตนต่ำนัก สีหน้าที่เคยจองหองพลันเซื่องซึมลง เขาถอยไปสามสี่ก้าวด้วยความสลด แล้วใช้รอยยิ้มปกปิดความกระอักกระอ่วนในใจ “กระหม่อมนายอำเภอเป่ยซี ฉินเฟิง ถวายบังคมฝ่าบาท!”

ส่วนอันชิงโหวผู้นั้นสนิทสนมกับหย่งอันโหว

และหย่งอันโหวก็เป็นพรรคพวกของตระกูลฉิน หนี้แค้นของอันชิงโหวย่อมมลายหายไป

จู่ ๆ ฉินเฟิงยกเรื่องเก่าขึ้นมาในเวลานี้เป็นผลให้อู๋เหมี่ยนรับมือไม่ถูก

เจ้าตัวรีบอธิบาย “ฝ่าบาทโปรดทรงใคร่ครวญ! การส่งฉินเฟิงไปยังเมืองฝูอวิ้นเป็นเรื่องที่เหล่าขุนนางของกรมขุนนางตรึกตรองอย่างละเอียด แล้วจึงร่วมกันตัดสินใจพ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ทรงทราบสถานการณ์ในเมืองฝูอวิ้นดีว่าเป็นความอัปยศของสามสิบหกอำเภอรอบเมืองหลวง ส่วนฉินเฟิงนั้นมีความดีความชอบจากการดูแลเมืองเป่ยซี ย่อมต้องมีประสบการณ์เลิศล้ำ เพราะเหตุนี้เราถึงได้ส่งเขาไปเสนอกลยุทธ์ที่เมืองฝูอวิ้น ซึ่งนับว่าสมเหตุสมผล ส่วนเรื่องใช้กิจหลวงชำระแค้นส่วนตนนั้นเป็นการปรักปรำจากฉินเฟิงพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงย่อมรู้ถึงความจริงเบื้องหลัง เพียงแต่ขี้เกียจสนใจเท่านั้น ในเมื่อหนี้เก่านี้ถูกยกขึ้นมา ฮ่องเต้จึงพายเรือตามน้ำ หันไปมองฉินเฟิง “เป็นการใช้กิจหลวงชำระแค้นส่วนตนหรือจงใจปรักปรำ เจ้าจงอธิบายมาให้ชัดเจน หาไม่แล้ว นายอำเภอเล็ก ๆ กล่าวหาเสนาบดีเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีโทษสถานใด?”

เมื่อได้ยินอย่างนั้น ฉินเฟิงก็ตระหนกจนเด้งตัวไปด้านหลังหนึ่งก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความแตกตื่น “กล่าวหาหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไฉนเลยจะกล้ากล่าวหาท่านเสนาบดี กระหม่อมเพียงแต่ว่าไปตามจริงเท่านั้น ท่านเสนาบดีต่างหากที่ยกระดับปัญหานี้พ่ะย่ะค่ะ”

“มิหนำซ้ำเมื่อครู่ใต้เท้าอู๋ยังกล่าวว่า… เมืองฝูอวิ้นเป็นความอัปยศของสามสิบหกอำเภอรอบเมืองหลวง? เหอะ ๆ หากข้าจำไม่ผิด ครอบครัวหมิงอ๋องประทับอยู่ที่เมืองฝูอวิ้น ใต้เท้าอู่คงมิได้แอบถากถางท่านอ๋องกระมัง”

เมื่อวาจานี้ถูกเอ่ยขึ้น สีหน้าอู๋เหมี่ยนก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก

อู๋เหมี่ยนลืมไปเสียได้ว่าฉินเฟิงผู้นี้ถนัดจับผิดในถ้อยคำนักแล!

หากเรื่องนี้ถึงหูหมิงอ๋อง ตาเฒ่านั่นย่อมกล้าตวัดดาบมาฟันเขาจริง ๆ แน่

อีกทั้งยามกล่าวถึงหมิงอ๋อง ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน

ในบรรดาราชนิกูลทั้งหมด มีเพียงหมิงอ๋องผู้นี้ที่เป็นเรื่องกวนใจของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ