บทที่ 278 พระทัยฮ่องเต้
หลี่จ้านไม่กล้าลังเล รีบตอบอย่างรวดเร็ว “กระหม่อมคิดว่าฉินเฟิงมีความกล้าหาญเช่นนั้นจริง ๆ ไม่ทราบว่าฝ่าบาทยังจำหลินเฟยโม่ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อได้ยินชื่อ ‘หลินเฟยโม่’
ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็แค่นเสียงแผ่วเบา “จำได้”
หลี่จ้านรีบทูลต่อ “หลินเฟยโม่เป็นหลานชายของกุ้ยเฟยและไท่เป่า แต่ก็ยังถูกฉินเฟิงทุบตีต่อหน้าธารกำนัลจนเสียหน้า หนีกลับเจียงหนานไปแล้วมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ เจ้าเด็กฉินเฟิงเป็นคนไม่สนกฎเกณฑ์มาแต่ไหนแต่ไร ครั้งเขายังเป็นคนธรรมดาก็หาญกล้าต่อสู้กับลูกหลานในเมืองหลวงไม่เลือกหน้า ว่ากันว่าไม่ไว้หน้าองค์ชายรองและองค์ชายเจ็ดด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่ลงรอยกับฉีหยางจวิ้นจู่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ “ก็จริง!”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ฉินเฟิงรู้ว่าองครักษ์ชุดดำเป็นคนสนิทของเจิ้น แต่เขาเพิกเฉยต่อคำสั่งขององครักษ์ชุดดำ นั่นทำให้เจิ้นไม่พอใจ”
หลี่จ้านรีบยิ้มประจบพลางกล่าว “ใต้หล้านี้มีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่สามารถควบคุมเจ้าเด็กคนนั้นได้ อย่าว่าแต่องครักษ์ชุดดำเลย แม้แต่องครักษ์หลวง เขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงราวกับนึกบางอย่างได้จึงเอ่ยถามต่อ “เจ้าคิดอย่างไรกับทหารองครักษ์จากค่ายเทียนจี เมื่อเทียบกับองครักษ์หลวง”
หลี่จ้านแสร้งทำเป็นครุ่นคิด วิเคราะห์อย่างจริงจัง “องครักษ์หลวงมีเพียงไม่กี่สิบคน หากระดมพลทุกนาย ทหารองครักษ์จากค่ายเทียนจีจะเหนือกว่าหนึ่งขั้น แต่หากมีจำนวนเท่ากัน องครักษ์หลวงจะได้เปรียบอย่างมาก ถ้าสู้ตัวต่อตัว องครักษ์หลวงเป็นฝ่ายชนะแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงหรี่ตาลง ดวงเนตรล้ำลึกจนแม้แต่หลี่จ้านก็ไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้น
กระทั่งฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ถอนหายใจออกมา แล้วหยิบพู่กันขึ้นแก้ฎีกาต่อ “อำนาจในใต้หล้าไม่เคยถูกควบคุมได้ด้วยความแข็งแกร่งของคนผู้เดียว ไม่ว่าองครักษ์หลวงจักแข็งแกร่งปานใด เผชิญหน้ากับกองทัพประจำการก็ไม่ต่างอะไรกับมดตัวเล็ก ๆ เช่นนี้แล้ว ทหารองครักษ์ค่ายเทียนจี จะมีเกินสามร้อยนายไม่ได้”
…
อำเภอฝูอวิ้นอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง
เมื่อหมิงอ๋องได้รับจดหมายก็ส่งคนมาไถ่ตัวลุกชายในคืนนั้นด้วยเงินหนึ่งหมื่นตำลึง
หลี่หลางแลดูผอมเพรียว แต่จริง ๆ แล้วกระดูกของเขาแข็งแกร่งนัก หลังถูกทุบตีอย่างหนักก็มีสติฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น จึงคิดว่าถูกฉินเฟิงทุบตีจนเป็นเช่นนี้ ก่อนจากไปเขากัดฟันกรอดพลางตะโกนเสียงดังใส่ฉินเฟิง “ฉินเฟิงเจ้ารอข้าก่อนเถอะ แค้นนี้หากไม่ชำระ ข้าหลี่หลางไม่ขอเป็นคน!”
นายน้อยฉินเอนตัวพิงประตูจวน ทำหน้ายั่วโมโหประหนึ่งบอกว่า ‘แน่จริงก็กัดข้าสิ’ แล้วกล่าวอย่างเหยียดหยาม “ถ้าเจ้ากล้ามาที่เมืองหลวงอีก ข้าจะทุบตีเจ้าทุกครั้งที่พบหน้า”
สมแล้วที่หลี่หลางเป็นบุตรชายของหมิงอ๋อง แม้นยามนี้จะตกอยู่ในสภาพมอมแมม แต่เขาก็ยังคงไม่ขลาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำทั้งยังยกนิ้วก้อย*[1] ไปทางฉินเฟิง “ถ้าข้ากลัวเจ้า ถือว่าข้าเป็นเช่นนี้!”
ภายใต้คำวิงวอนของพ่อบ้านเก่าแก่จวนหมิงอ๋อง ในที่สุดหลี่หลางก็ถูกเชิญให้กลับไป
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่โกรธเกรี้ยวของหลี่หลาง ฉินเฟิงก็แอบถอนหายใจ “คราวนี้ที่ช่วยเจ้า ข้าก็เสี่ยงมากแล้ว หากเจ้ายังจะกลับมาอีก ข้าคงทำได้เพียงมองดูอย่างเฉยชาและปล่อยให้เจ้ากลายเป็นผีภายใต้คมมีด”
แม้ว่าฉินเฟิงจะไม่มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับหมิงอ๋อง แต่ก็ไม่ได้มีความบาดหมางต่อกัน
รู้แค่ว่าหมิงอ๋องได้สร้างความชอบด้านการสงครามอย่างยิ่งใหญ่ให้กับต้าเหลียง ตัวเขาเองก็ไม่อยากเห็นคนผมขาวส่งคนผมดำ*[2]
ตอนนี้ฉินเฟิงรู้สึกว่าเขามีหัวใจดุจพระโพธิสัตว์จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจขึ้นมา
ปรากฏว่าพอหันกลับมาก็เห็นดวงตาสองคู่จ้องมองมาที่เขาอย่างกระตือรือร้น ราวกับกำลังพูดว่า ‘เจ้าตายแน่’
หลิ่วหงเหยียนวางมือบนสะโพกแล้วตะโกนเสียงหวาน “เจ้าเด็กสารเลว! เจ้าถึงกับข่มขู่ท่านอ๋องเลยรึ? ใต้หล้านี้ยังมีสิ่งใดที่เจ้าไม่กล้าทำอีกหรือไม่? ข้าพร่ำเตือนเจ้าทุกวิถีทางว่าอย่าได้เป็นศัตรูกับหมิงอ๋อง ไยเจ้าถึงทำหูทวนลมเสียได้?!”
ฉินเฟิงสับสน “เอ๋?”
เสิ่นชิงฉือกลอกตา “เอ๋มะเหงกเจ้าสิ! ท่านพ่อรู้แล้วว่าเจ้าทุบตีหลี่หลางจนเป็นเช่นนั้น เขากำลังโมโหจนตัวสั่น พริบตาก็หันหลังไปที่สวนหลังจวนแล้ว”
ฉินเฟิงเกาศีรษะด้วยความงุ่นงง “ไปที่สวนหลังจวนทำไม?”
แต่ด้วยคำพูดของฉินเฟิง หลิ่วหงเหยียนถึงรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับความเหนื่อยล้า
หลังจากนั้นฉินเฟิงก็ตัวติดอยู่กับเสิ่นชิงฉือ อีกทั้งยังพาชูเฟิง เสี่ยวเซียงเซียง และฉินเสี่ยวฝูไปกับเขาด้วย ขณะมุ่งหน้าไปยังหอวิจิตรศิลป์ ปากนายน้อยเจ้าสำราญก็ฮัมเพลงไปแผ่วเบา
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงพาคนรับใช้ส่วนตัวทั้งสามคนมาพร้อมกัน เสิ่นชิงฉือก็รู้สึกจุกอยู่ในใจ นางพูดอย่างคนรู้ทัน “เจ้าคงไม่ได้จะค้างคืนที่หอวิจิตรศิลป์จริง ๆ กระมัง?”
ฉินเฟิงพูดตามความเป็นจริง “ไม่อย่างนั้นจะทำอย่างไรเล่า ท่านพ่อไม่หายโกรธเร็ว ๆ นี้เป็นแน่ ข้าไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อน แล้วข้าก็เคยเห็นห้องด้านในของหอวิจิตรศิลป์แล้ว ด้านในมีเตียงขนาดใหญ่ เพียงพอให้…”
ฉินเฟิงยื่นมือออกมาแล้วชี้ที่ตัวเองและคนอื่น ๆ “เพียงพอให้เราสี่คนนอน”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็ชี้ไปที่ฉินเสี่ยวฝู “ส่วนเจ้านอนที่ห้องโถง เฝ้าประตูให้ดี”
ใบหน้าของเสี่ยวเซียงเซียงกับซูเฟิงแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก
เสิ่นชิงฉือรู้สึกละอายและฉุนเฉียว นางพลันต่อยเข้าที่หน้าอกฉินเฟิง “ไร้ยางอายนัก! ใครจะนอนกับเจ้า ถ้าเจ้ากล้ามายุ่ง ข้าจะทุบตีเจ้าให้ดู!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของฉินเฟิงก็เปล่งประกาย “พี่หญิงจะตีข้าที่ตรงไหนหรือ?”
แก้มของเสิ่นชิงฉือซับสีแดงด้วยความเขินอายทันที พลันนางก็แสร้งโมโหกลบเกลื่อน “ไร้ยางอาย ไยข้าถึงได้มีน้องชายเช่นเจ้าได้กัน!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…” ฉินเฟิงหัวเราะร่า
ขณะที่ฉินเฟิงและพรรคพวกกำลังเดินหัวเราะหยอกล้อไปที่หอวิจิตรศิลป์ พ่อบ้านก็นำทางหลี่หลางกลับไปถึงจวนหมิงอ๋อง…
[1] นิ้วก้อย มีความหมายเชิงลบ สื่อเป็นนัยว่าเล็กน้อย ไม่คู่ควรให้พูดถึง หรือคนถ่อย
[2] คนผมขาวส่งคนผมดำ หมายถึง สถานการณ์ที่ลูกหลานเสียชีวิตก่อนญาติผู้ใหญ่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ