เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 287

บทที่ 287 สตรีและเด็กที่น่าเวทนา

เสียงของโจวอวี้ฝูต่ำลงเรื่อย ๆ “ท่านอาลักษณ์ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบ คงจะยากจะฟื้นตัวได้ระยะเวลาสั้น ๆ เกรงว่าเขาจะไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบอันหนักหน่วงนี้ได้ขอรับ”

ฉินเฟิงรู้สึกขบขันอยู่ในใจ

โจวอวี้ฝูกล่าวมาไม่ผิด ปัญหาเรื่องภาษีควรได้รับการจัดการโดยเจ้าหน้าที่ทางการ

ไม่ว่าโจวอวี้ฝูจะร่ำรวยแค่ไหน มีอำนาจมากเพียงใดในอำเภอผิงเหยา ก็ไม่ใช่กิจที่เขาควรเข้ามาสอด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการควักเงินตนเองช่วยชดเชยส่วยธัญพืชที่ขาดหายไป

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเงินสินบนให้ฉินเฟิง

ตามดังว่า รับของคนอื่นมือไม้อ่อน กินของคนอื่นปากอ่อน*[1] หากรับเงินสามหมื่นตำลึงนี้มา ยามฉินเฟิงกลับเมืองหลวง เขาย่อมต้องไปรายงานต่อฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง ถ่ายทอดความสงบสุขของอำเภอฝูผิงเหยาตามอย่างโจวอวี้ฝูกับคนอื่น ๆ จัดฉากเอาไว้

เมื่อถึงตอนนั้น กรมขุนนางจะส่งขุนนางมายังผิงเหยาอีกครั้ง

หากครานี้ฉินเฟิงรับเงิน ยอมสมรู้ร่วมคิดกับโจวอวี้ฝูและคหบดีท้องถิ่น โจวอวี้ฝูและคหบดีท้องถิ่นก็จะสามารถรักษาฐานะเดิมไว้ได้

แต่หากฉินเฟิงปฏิเสธที่จะร่วมมือ ‘อุบัติเหตุ’ คงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยามนี้สงครามแคว้นใกล้เข้ามาทุกขณะ ดินแดนต้าเหลียงตกอยู่ในอันตรายนัก ทว่าหนอนเน่าเหล่านี้ยังคงโผล่ขึ้นมาทีละตัวสองตัวไม่หยุด เป็นอันตรายอีกด้านหนึ่งที่ทำให้คลังสมบัติที่กำลังฝืดเคืองของต้าเหลียงย่ำแย่ลงไปอีก

ซ้ำยังทำให้กรมขุนนางมีเหตุผลในการส่งตัวเขามายังสถานที่เช่นนี้คราแล้วคราวเล่า

นี่มันสุดยอดไปเลย!

พิจารณาแล้วก็เป็นจริงดังคำโบราณว่า ‘ศึกภายในต้องสงบก่อน จึงค่อยสู้ศึกภายนอก’

ฉินเฟิงยื่นมือรับตั๋วเงินมา แล้วส่งต่อให้ฉินเสี่ยวฝู ก่อนจะมองโจวอวี้ฝูด้วยรอยยิ้ม แล้วถามขึ้น “อำเภอผิงเหยาแห่งนี้มีโรงแลกเงินหรือไม่?”

โรงแลกเงิน?

โจวอวี้ฝูทวนความอยู่ในใจ กังวลด้วยไม่รู้ฉินเฟิงหมายจะทำการใด ครั้นพิจารณาว่าอีกฝ่ายรับเงินสามหมื่นตำลึงแล้ว เขาก็มีความมั่นใจขึ้น ไม่กังวลมากเกินไปนัก “แน่นอนว่ามีโรงแลกเงิน ใต้เท้าฉินต้องการแลกเงินหรือ?”

ฉินเฟิงยักไหล่ “หากมิใช่จะไปที่นั่นด้วยเหตุใด ข้าคงไม่ไปกินข้าวที่โรงแลกเงินกระมัง”

ดวงตาของโจวอวี้ฝูไหวอาย เขาฝืนยิ้มหัวเราะแหง “ฮะฮ่า ใต้เท้าฉินมีอารมณ์ขันยิ่ง”

อารมณ์ขันรึ? จากนี้ต่างหาก จากนี้เรื่องน่าขบขันอีกมากมายกำลังจะตามมา!

ฉินเฟิงส่งฉินเสี่ยวฝูไปโรงแลกเงินในบัดดล ให้เขาไปแลกเปลี่ยนตั๋วเงินเป็นเงินสดมา บัดนี้ฉินเฟิงจึงมีกล่องไม้ขนาดใหญ่บรรจุแท่งเงินจำนวนสองกล่อง แท่งเงินใหญ่ที่สุดคือห้าสิบตำลึงเงิน แท่งเล็กที่สุดคือห้าตำลึงเงิน

นายน้อยฉินหยิบแท่งเงินห้าตำลึงติดมือมา แล้วเดินไปยังตรอกข้าง ๆ ท่ามกลางสายตาสับสนของโจวอวี้ฝูกับเหล่าคหบดีท้องถิ่นคนอื่น ๆ

เมื่อเห็นฉินเฟิงเปลี่ยนเส้นทางการเดินตรวจตรากะทันหัน โจวอวี้ฝูสะดุ้งโหยง วิ่งตามไปทันที “ใต้เท้า…ตรอกนี้ลึกเกินไป หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ข้าน้อยคงไม่อาจรับมือได้”

ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เดินลึกเข้าไปในตรอก เพียงไม่นาน ก็เห็นประตูเล็ก ๆ อยู่ตรงหน้า นายน้อยฉินออกแรงผลัก พบว่าประตูลานบ้านนี้ถูกลงกลอนจากด้านใน นายน้อยเจ้าสำราญจึงเคาะประตูถาม “มีคนอยู่บ้านหรือไม่?”

โจวอวี้ฝูที่ตอนแรกมีสีหน้าประจบประแจงเสียเต็มประดา บัดนี้สีหน้ากลับมืดมนนัก เขารีบขยิบตาให้คหบดีที่มาด้วยกัน และคนผู้นั้นก็หันหลังจากไปทันที

ฉินเฟิงเคาะอยู่นาน แต่ไร้เสียงตอบรับจากในลานบ้าน

โจวอวี้ฝูฝืนยิ้ม “ใต้เท้าขอรับ ลางทีเจ้าของบ้านอาจไม่อยู่ เดินมาตั้งนานใต้เท้าคงจะเหนื่อยแล้ว เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าน้อยจะไปส่งใต้เท้ากลับหอสุราก่อน ทั้งจะเตรียมสุราและอาหารรสเลิศรอท่า เอาไว้ให้ใต้เท้าได้พักผ่อนเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินตรวจตราต่อก็ยังไม่สาย”

ฉินเฟิงเดินเข้าไปหาอย่างมั่นคง เขาเอื้อมมือสัมผัสเด็กชาย

ชั่วขณะนั้น ความสับสนในดวงตาของเขาถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาทันที

ความรู้สึกนี้คราวสัมผัว หาใช่ผิวสัมผัสของทารกอ่อนนุ่ม ทว่าเป็นกระดูกแข็ง ๆ! โดยเฉพาะที่ตำแหน่งหัวไหล่ ฉินเฟิงสามารถสัมผัสได้ถึงโครงกระดูกของเด็กชายอย่างง่ายดาย

เนื่องจากภาวะขาดสารอาหารเป็นเวลานาน เด็กชายจึงผอมโซ มีเพียงหนังหุ้มกระดูก ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเขาหวาดกลัวมาก ดวงตาโตกลมโตจ้องมองที่ฉินเฟิงอย่างกังวล แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้

ฉินเฟิงสังเกตเห็นเช่นั้น เขาคว้าคอเสื้อหญิงสาว แล้วตะโกนเสียงดัง “นางมารร้าย บังอาจนัก! เด็กชายวัยสี่ขวบ ไยจึงปล่อยให้หิวเพียงนี้? เจ้าจงใจทำร้ายเขารึ?! ตามกฎหมายต้าเหลียง ใครก็ตามที่ทารุณกรรมเด็กจะถูกโทษโบยสามไม้! ใครก็ได้ ลากนางไปรับโทษที!”

การลงโทษโบยสามไม้ ไม่ใช่การตีสามครั้ง แต่เป็นการตีจนไม้หักครบสามท่อนซึ่งเกือบจะเท่ากับโทษประหารชีวิต

สตรีผู้นี้เดิมทีมีท่าทางหวาดกลัว แต่เมื่อฉินเฟิงตะโกนเช่นนี้ นางก็ตกใจ พรั่นพรึงจนหลั่งน้ำตา “ใต้เท้าท่านเข้าใจผิดแล้ว! เสือยังไม่กินลูกของมัน ไม่ว่าหญิงชาวบ้านอย่างข้าจะชั่วร้ายแค่ไหนก็ไม่มีทางปฏิบัติต่อลูกเช่นท่านว่า เพียงแต่ตั้งแต่เขาเกิดมา ข้าน้อยก็ไม่มีน้ำนมให้ดื่มกิน”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเฟิงก็เบิกตากว้าง แสร้งทำเป็นตวาดอย่างดุดัน “ยังจะกล้าเถียง! หากไม่มีน้ำนมก็ยังมีโจ๊กลูกเดือยไม่ใช่หรือ? ตราบใดให้กินสักคำ เด็กก็คงจะไม่หิวโซจนเป็นเช่นนี้”

ปัญหานี้ตอนยังไม่พูดก็ยังดี แต่เมื่อพูดออกมาแล้ว สตรีนางนั้นกลับร้องไห้หนัก โหยหวนด้วยความเศร้าเสียใจราวกับว่าวิญญาณออกร่าง นางคร่ำครวญว่า “ถ้ามีอาหารให้กิน ไฉนข้าน้อยจะปล่อยให้ลูกอดได้ ข้าน้อยไม่ได้กินข้าวมาสามวันแล้ว อาศัยแต่เคี้ยวผักป่า ตนเองทนกลืนน้ำลายในปาก ค่อย ๆ ป้อนผักให้ลูกกิน ส่วนสามี พ่อแม่ข้า พ่อแม่สามีข้า พวกเขาล้วนอดตายกันไปหมดแล้ว! ลานบ้านกว้างใหญ่ขนาดนี้ เหลือแค่หญิงม่ายและเด็กกำพร้าอย่างพวกเราเท่านั้น…”

เมื่อสิ้นประโยค อย่าว่าแต่ฉินเฟิงเลย หลี่จางเองก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างเช่นกัน

หลี่หลางมักมีนิสัยตรงไปตรงมา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาตะโกนลั่น “เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ภายใต้โลกที่สดใส ไฉนจึงมีเหตุการณ์ชั่วร้ายเช่นนี้ได้!”

เมื่อเห็นว่าใบหน้าฉินเฟิงมืดมนจนน่ากลัว โจวอวี้ฝูก็ชี้ไปที่สตรีคนนั้นและตำหนิเสียงดัง “นาง…นางมารร้าย อย่ามาพูดไร้สาระ ในยุคที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองของอำเภอผิงเหยา ทุกคนกินอิ่มนอนอุ่น บนถนนไร้ผู้คนเก็บขยะประทังชีพ กลางคืนก็หาต้องปิดบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรจะน่าเวทนาอย่างเจ้าว่าได้อย่างไร!”

[1] รับของคนอื่นมือไม้อ่อน กินของคนอื่นปากอ่อน หมายถึง รับของของคนอื่นมา หรือกินอาหารของคนอื่นแล้ว มักจะไม่สามารถยึดหลักการของตนเองได้ จำต้องปกป้องผู้อื่น

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ