บทที่ 292 ใช้บทลงโทษรุนแรง
ท่าทางใหญ่โตปานนั้น ฉินเฟิงก็นึกว่าบุคคลนี้เป็นญาติสนิทของเกาหมิง ไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นเพียงพ่อบ้านจวนตระกูลเกาตัวเล็ก ๆ ได้?
ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมา “ข้าก็คิดว่ามีภูมิหลังใหญ่โตเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเพียงทาสต่ำต้อย ข้าเป็นผู้ตรวจการณ์ที่กรมขุนนางส่งมาและเป็นนายอำเภอที่มาเยี่ยมเยือน อีกทั้งยังเคยได้รับพระราชทานเข็มขัดทองคำ! เห็นข้าแล้วไยยังไม่ลงมาคุกเข่าคารวะอีก?!”
ทันใดนั้นดวงตาของพ่อบ้านจวนตระกูลเกาพลันดุร้าย “รนหาที่ตาย!”
ฉินเฟิงมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม กล่าวอย่างจริงจัง “รนหาที่ตาย? เจ้ากำลังพูดถึงข้ารึ? ถ้าใช่เจ้าก็ตาบอดแล้ว คืนนี้ข้าไม่ใช่คนที่จะตายอย่างแน่นอน ส่วนเจ้า เหอะ ๆ เจ้าก็ตายไม่ได้เหมือนกัน! เจ้าเป็นคนกำกับดูแลเรื่องฆ่าข้าปิดปากที่เป็นงานสำคัญเช่นนี้ แสดงว่าค่อนข้างมีตำแหน่งในจวนตระกูลเกา”
“เพื่อที่จะกุมหลักฐานอาชญากรรมต่าง ๆ ของเกาหมิง ข้าจะทำให้เจ้าได้สัมผัสสักหน่อยว่า อะไรที่เรียกว่าการรีดไถคำสารภาพผ่านการทรมานซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!”
เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงกำลังหัวเราะ ทั้งยังหัวเราะอย่างเปิดเผยด้วย
แต่สิ่งที่เขาพูดฟังดูช่างขนพองสยองเกล้านัก
พ่อบ้านจวนตระกูลเกาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้าว่าเจ้าคงยังไม่ตื่นสินะ!”
ขณะพูด พ่อบ้านจวนตระกูลเกาก็เหลือบมองไปที่ชูเฟิงกับหลี่หลาง แล้วตะคอกเสียงเย็น “หากข้าเดาไม่ผิด สตรีน่ารังเกียจนั่นคงจะเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้า ชูเฟิง? แน่นอนว่ามีทักษะกังฟูอยู่บ้าง แต่นางคงจะถูกฟันตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้! ส่วนไอ้เด็กเหลือขอผอมกะหร่องนั่น ดูไม่คุ้นตาเลย แต่นั่นก็ไม่สำคัญ”
“หมู่บ้านนี้ถูกล้อมด้วยทหารจวนตระกูลเกาสามร้อยนายไว้เรียบร้อยแล้ว อย่าว่าแต่คนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเหล่านี้เลย ต่อให้ปรมาจารย์เร้นกายจะมา พวกเขาก็ไม่สามารถช่วยชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าได้!”
นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริง แม้ว่าปรมาจารย์เร้นกายจะลึกลับ อีกทั้งยังมีวรยุทธ์โดดเด่นในใต้หล้า ครอบครองกำลังภายในอันทรงพลังที่สามารถเอาชนะศัตรูนับร้อยได้
แต่ก็เป็นหนึ่งต่อร้อย ทั้งยังต้องยืมประโยชน์จากภูมิศาสตร์ในการจู่โจม
ท้ายที่สุดแล้ว จุดแข็งที่ร้ายกาจที่สุดของปรมาจารย์เร้นกาย คือพวกเขาล้วนไม่เคยเผชิญหน้ากับศัตรูกลุ่มใหญ่มาก่อน
น่าเสียดายที่ฉินเฟิงยังคงไม่ไหวติง เขายิ้มกรุ้มกริ่ม “ไม่สู้เรามาเดิมพันกันดีหรือไม่? ถ้าข้าตายต่อหน้าเจ้า เจ้าสามารถขุดหลุมและเฆี่ยนศพข้าได้ตามที่เจ้าต้องการ แต่ถ้าเจ้าตายต่อหน้าข้า ข้าจะแขวนเจ้าไว้ที่หน้าประตูเมืองให้แห้งสักสองสามวัน เพื่อให้ชาวอำเภอผิงเหยามองเห็นใบหน้าของเจ้าชัดเจน เช่นนี้ เป็นอย่างไร?”
พ่อบ้านจวนตระกูลเกาเดือดดาลเป็นที่สุด เขาชี้หน้าฉินเฟิงและคำราม “ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตาย เช่นนั้นก็อย่าได้โทษข้าที่หยาบคาย!”
“ฆ่ามันซะ!”
ทหารที่รวมตัวกันล้อมเขาเริ่มเข้ามาทีละคน
ใบหน้าของหลี่หลางเคร่งขรึม ส่วนชูเฟิงดูไม่ยี่หระต่อความตาย
ตอนนี้ฉินเฟิงซ่อนตัวอยู่ข้างหลังทั้งสองคน แต่กลับวางท่าเอามือวางไว้ที่สะโพกราวกับว่ามั่นใจชัยชนะเสียเต็มประดา ชายหนุ่มตะโกนเสียงดัง “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าสักครั้ง หากใครทิ้งอาวุธและยอมให้ถูกจับกุม ข้าจะไว้ชีวิตน้อย ๆ ของพวกเจ้า แต่หากยังยืนกรานอย่างโง่เขลา ข้าจะทำให้พวกเจ้าถูกฝังรวมกับโจวอวี้ฝู”
ขณะพูด ฉินเฟิงก็ชี้ไปยังรั้วของสนาม และพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ใครก็ตามที่ข้ามรั้วจะต้องตาย”
แม้เผชิญกับคำเตือนของฉินเฟิง แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครใส่ใจ
พ่อบ้านจวนตระกูลเกาถึงกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฉินเฟิง ดูท่าเจ้าคงโดนลาเตะสมองไปแล้วจริง ๆ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะพูดจาไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ที่นี่คืออำเภอผิงเหยา แม้ว่าเจ้าจะมีอิทธิพลในเมืองหลวง แต่เมื่อมาถึงที่นี่ เจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าปลาและเนื้อสัตว์บนเขียง!”
เมื่อเห็นว่าหลี่หลางกับชูเฟิงกำลังจะพุ่งไปข้างหน้าเพื่อปะทะกับศัตรู ฉินเฟิงก็คว้าพวกเขาไว้ พร้อมกับยิ้มอย่างไม่รู้สำนึก “อย่าขยับ ภารกิจของพวกเจ้าคือปกป้องข้า สำหรับการฆ่าโจรสุนัขเหล่านี้ แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม อย่างที่พวกเจ้าเห็น นายน้อยอย่างข้าไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ เรื่องสู้สุดชีวิตประเภทนี้ ข้าจะไม่ทำ”
หลี่หลางขมวดคิ้ว เขาคิดว่าฉินเฟิงบ้าไปแล้ว จึงกล่าวว่า “ต่อให้จิ่งเชียนอิ่งพี่หญิงสี่ของเจ้าจะมา ก็เป็นไปไม่ได้ที่นางผู้เดียวจะเอาชนะคนมากมายขนาดนี้”
ดวงตาของพ่อบ้านจวนตระกูลเกาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “เจ้า… เจ้านำทหารมาด้วย? เป็นไปไม่ได้!”
หลี่หลางเองก็ตกใจเช่นกัน ลูกธนูเหล่านั้นยิงผ่านความมืดมิดแม่นยำมาก จนแม้แต่หลี่หลางที่ฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กก็ยังรู้สึกพ่ายแพ้
หากมีเพียงคนเพียงคนเดียวที่มีทักษะการยิงธนูเช่นนี้ก็ช่างเถิด
แต่ดูจากจำนวนลูกธนูที่บินมา อีกฝ่ายย่อมมีคนอย่างน้อยหลายสิบคน!
เมื่อเห็นสถานการณ์นี้ ชูเฟิงที่ประหม่ามาโดยตลอดก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ นางกัดริมฝีปากบาง แล้วกล่าว “นายน้อย ในเมื่อท่านเตรียมพร้อมแล้ว ไยท่านไม่บอกบ่าวตั้งแต่เนิ่น ๆ เจ้าคะ? บ่าวตกใจจนคิดว่าจะไม่มีชีวิตรอดคืนนี้ไปได้แล้ว”
เมื่อเห็นชูเฟิงเสียขวัญมาก ฉินเฟิงก็รีบเข้าไปกอดปลอบพลางลูบหัวลูบหลังนางเบา ๆ และเอ่ยอย่างทะเล้น “ถ้าบอกเจ้าล่วงหน้าก็จะไม่มีความประหลาดใจและความยินดีน่ะซี?”
ซูเฟิงหลุดหัวเราะออกมาพลางพึมพำ “แน่นอนว่าข้าประหลาดใจ แต่ความยินดีอยู่ที่ไหนเล่าเจ้าคะ?”
ฉินเฟิงแสยะยิ้ม หันไปมองพ่อบ้านจวนตระกูลเกาที่มีใบหน้าซีดเซียว เบ้ริมฝีปากแสดงสีหน้า ‘เจ้าสมควรโดน’ แล้วกล่าว “ข้าเป็นนายอำเภอตัวเล็ก ๆ ไหนเลยจะมีอำนาจในการระดมกำลังทหารของเมืองหลวงได้? อีกทั้งกองทหารรักษาการณ์เมืองหลวงล้วนเป็นทหารเก่า พวกเขาทุกคนต่างหยิ่งผยองและเพิกเฉยต่อข้า”
“ดังนั้น…” ฉินเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ และพูดอย่างไม่มีพิษภัย “ข้าจึงนำทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีมาด้วยเพียงห้าสิบคนเท่านั้น”
ทหารองครักษ์ค่ายเทียนจี!
พ่อบ้านจวนตระกูลเกาหน้าซีดเผือด ไอ้บ้านี่นำกองทหารรักษาการณ์เมืองหลวงมาด้วยซะยังดีกว่า!
ในต้าเหลียงนี้มีใครบ้างไม่รู้ว่าทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีมีกำลังรบเหนือมนุษย์?!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ