เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 293

บทที่ 293 กลับบ้านรอความตาย

องครักษ์ของค่ายเทียนจีห้าสิบคนก็เพียงพอที่จะเอาชนะศัตรูและสังหารนายพลเป่ยตี๋ บัดนี้พวกเขาถูกใช้เพื่อจัดการกับบ่าวรับใช้กับทหารชั่วในอำเภอผิงเหยา ไม่รู้ว่าฉินเฟิงผู้นี้ขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือระมัดระวังมากเกินไปกันแน่

ทหารและบ่าวรับใช้ชั่วที่อยู่รอบ ๆ มีข้อได้เปรียบเชิงจำนวนอย่างแน่นอน แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทหารองครักษ์ค่ายเทียนจี’ ขวัญกำลังใจของพวกเขาก็พังทลายลงทันที เป็นเหตุให้มีคนแปรพักตร์นับไม่ถ้วน

เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?! ขุนพลหยาเจี้ยงในตำนานของเป่ยตี๋บัญชาการทหารม้าชั้นยอดสองร้อยคน แต่ทั้งหมดล้วนถูกแทงทะลุโดยทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีหนึ่งร้อยคน นับประสาอะไรกับบ่าวรับใช้ชั่วสามร้อยคนกระจอก ๆ ที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้อันใดเลย? การประจันหน้ากันนับว่าเป็นการยื่นศีรษะของตนเองไปให้อีกฝ่ายโดยแท้

ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะหนีไปหรือไม่ อย่างไรองครักษ์ของค่ายเทียนจีที่ซุ่มซ่อนอยู่ในราตรีก็จะไล่ตามพวกเขา และหลังจากนี้ย่อมจะกลายเป็นเหตุการสังหารหมู่ฝ่ายเดียวทันที

เมื่อเห็นพลังอันล้นหลามราวกับพายุโหมกระหน่ำ และการเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่งขององครักษ์ค่ายเทียนจี พ่อบ้านจวนตระกูลเกาที่เย่อหยิ่งก่อนหน้านี้ พลันตัวสั่นเทา เขาพูดอย่างอ้ำอึ้ง “ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด จะมีองครักษ์ค่ายเทียนจีห้าสิบคนเข้ามาในอำเภอผิงเหยาโดยที่เราไม่รู้เลยสักนิดได้อย่างไร?”

ฉินเฟิงเดินไปหาพ่อบ้านจวนตระกูลเกา ตบหัวที่โง่เขลาของอีกฝ่ายพลางถอนหายใจ “การเร้นกาย การแทรกซึม และการลอบสังหารเป็นหนึ่งในวิชาบังคับสำหรับองครักษ์ค่ายเทียนจีซึ่งเตรียมไว้สำหรับรับมือกับเป่ยตี๋ หากหลบไม่ได้แม้แต่พวกหูตาไร้สมองพวกนี้ ข้าจะเสียแรงไปเพื่ออันใด?”

“อ้อ จริงสิ…”

ฉินเฟิงนึกอะไรบางอย่างได้ เขาหรี่ตาแล้วหัวเราะเบา ๆ “เดิมทีตัวข้าไม่ชอบเรื่องชนชั้นสูงต่ำ แต่ยกเว้นให้เจ้า เจ้าทาสสารเลว เจ้ายังไม่ได้ทักทายข้าเลย”

พ่อบ้านจวนตระกูลเกากลืนน้ำลาย ไม่เพียงแต่รู้สึกโกรธและอับอาย แต่ยังหวาดกลัวด้วย

ครั้นเห็นคนตรงหน้าทำตัวดูปลอดภัยไร้พิษสง ในที่สุดพ่อบ้านจวนตระกูลเกาก็เข้าใจว่าเหตุใดนายน้อยเจ้าสำราญผู้นี้จึงสามารถต่อสู้อย่างดุเดือดกับขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงได้

แม้แต่มหาเสนาเกายังทำได้เพียงล่อฉินเฟิงออกจากเมืองหลวงเพียงเพื่อจะลงมือฆ่าเขาเท่านั้น

น่าเสียดายที่กว่าจะเข้าใจก็สายเกินไปแล้ว

เมื่อนึกถึงการทรมานอันเลวร้ายยิ่งกว่าความตายที่ฉินเฟิงกล่าวถึงเมื่อครู่ แผ่นหลังของพ่อบ้านจวนตระกูลเกาก็เปียกโชกทันที เขาไม่กล้าลังเลอีกต่อไป เจ้าตัวอดทนต่อความเจ็บปวดสาหัสที่ไหล่ คลานไปบนพื้นและคร่ำครวญ “ข้าน้อย คารวะใต้เท้าฉิน”

หลี่หลางที่อยู่ด้านข้างโกรธจัด “ฉินเฟิง สับไอ้สารเลวนี่ด้วยมีดเล่มเดียวก็สิ้นเรื่อง ทำไมเจ้าถึงยังพูดมากความกับเขาอีก?!”

ฉินเฟิงโบกมือ กล่าวอย่างจริงจัง “ท้ายที่สุดองครักษ์ของค่ายเทียนจีก็จะเผชิญหน้ากับทหารชั้นยอดของเป่ยตี๋อีกครั้ง ข่าวกรองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ว่าค่ายเทียนจีจะสอนวิธีการรีดไถคำสารภาพหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่เป็นความรู้ทางทฤษฎีและขาดโอกาสในการฝึกฝน วันนี้สามารถฝึกฝนกับบ่าวรับใช้ชั่วเหล่านี้ได้ นับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ภายหน้ายามจับเชลยศึกเป่ยตี๋ได้แล้วทำอะไรไม่ถูก”

ฉินเฟิงปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบกับเชลยศึก

ทว่าการจับเชลยศึกและการสอดแนมข่าวกรองทางทหารถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในสนามรบจะต้องไม่มีความเมตตาและจะต้องปฏิบัติงานอย่างไร้ความคลุมเครือ

ทันทีที่พ่อบ้านจวนตระกูลเกาได้ยินคำพูดของฉินเฟิง เขาก็ตกใจเสียจนขวัญหนีดีฝ่อ เนื้อตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง

ทันใดหัวหน้าองครักษ์ก็วิ่งเข้ามา ประสานหมัดรายงานว่า “นายน้อย โจรสุนัขพวกนั้นหนีกระเจิดกระเจิงไปแล้วขอรับ สามารถไล่ตามฆ่าได้ร้อยกว่าคนเท่านั้น ที่เหลือ…”

ก่อนที่หัวหน้าองครักษ์จะพูดจบ ฉินเฟิงก็ชิงตัดบท “ฆ่าให้หมด!”

หัวหน้าองครักษ์ไม่ชักช้า รับบัญชาและจากไปทันที

หลี่หลางแอบเผยอปาก หากเขาไม่เห็นด้วยตาตนเองย่อมไม่คาดคิดว่า ฉินเฟิงที่มักจะหัวเราะเฮฮาเหมือนคนเสเพลว่างงานจะมีด้านที่เด็ดขาดเช่นนี้ได้

หลี่หลางไม่สงสัยเกี่ยวกับสายตาอันกว้างไกลของหลี่จาง พี่ใหญ่ของเขาอีกต่อไป

ไม่ใช่ว่าฉินเฟิงโหดเหี้ยม แต่บ่าวรับใช้ชั่วเหล่านี้เป็นปัญหาเรื้อรังในอำเภอผิงเหยา ปกติพวกมันก็รังแกผู้บริสุทธิ์จำนวนนับไม่ถ้วน หากไม่ได้รับการจัดระเบียบ พวกมันย่อมรวมตัวกันอีกครั้งทันทีที่ฉินเฟิงจากไปอย่างแน่นอน

ฉินเฟิงผู้พึงพอใจอยู่เมื่อสักครู่ถึงกับงงงวย

นี่มันบ้าบออันใด?

ยอมรับข้าเป็นพี่ใหญ่?

ฉินเฟิงรีบโบกมือยอมแพ้ “อย่าเลย เจ้าอย่าทำร้ายข้าเลย”

ทว่าหลี่หลางกลับหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ตราบใดที่ข้าปักใจกับอะไรแล้ว ย่อมไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉินเฟิง จากนี้ไปเจ้าเป็นพี่ใหญ่ต่างแซ่ของข้า ต่อไปเมื่อเจ้ามาที่อำเภอฝูอวิ้น ข้าจะเลี้ยงสุราเจ้า!”

ก็ได้!

แต่หากเจ้าเลี้ยงสุราข้า ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงคงประทานสุราพิษหงอนกระเรียนแดงให้ข้าแน่…

ปลายยามจื่อ

ในอำเภอเป่ยซี ฉีเหมิงคว้าลูกธนูที่ปักอยู่ในไหล่ขวาแล้วหักมันอย่างแรง ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือด ไม่อาจแยกแยะว่าเป็นเลือดของตนเองหรือของศัตรู

หน้าผากของฉีเหมิงเต็มไปด้วยเส้นเลือด เจ้าตัวพรูลมหายใจหนัก ๆ เสียงดังฟืดฟาด พลางเหวี่ยงดาบอย่างสุดกำลัง จนเกือบจะฟันทหารเป่ยตี๋ที่อยู่ตรงหน้าออกเป็นสองท่อน

ฉีเหมิงเตะศพทหารเป่ยตี๋ออกไป ก่อนจะหันไปมองทางทิศตะวันตกของอำเภอแล้วบ่นพึมพำ “ไม่ถูกต้อง! ทหารส่งสาสน์ส่งรายงานทางทหารไปที่เมืองหลวงแล้ว เพียงแค่ให้แม่ทัพรถม้าศึกรุกคืบสามสิบลี้ ทหารเป่ยตี๋ก็จะละล้าละลังและยอมแพ้ที่จะโจมตีทางฝั่งตะวันตก”

“ตอนนี้อำเภอถูกล้อมรอบด้วยศัตรูจากทุกด้าน แต่แม่ทัพรถม้าศึกกลับไม่มีการเคลื่อนไหว? นี่เพราะเหตุใดกัน?…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ