บทที่ 296 ลางสังหรณ์ร้าย
ปลายยามโฉ่ว ณ อำเภอผิงเหยา
ฉินเฟิงที่เพิ่งหลับไปไม่นาน จู่ ๆ พลันสะดุ้งตื่น เขาเหยียดมือออกเช็ดแผ่นหลังที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ประหลาด…
พวกลิ่วล้อในอำเภอผิงเหยาเกือบจะถูกทหารองครักษ์ของค่ายเทียนจีสังหารจนสิ้นแล้ว ขอเพียงรอขึ้นศาลในวันพรุ่งนี้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาในอำเภอผิงเหยาได้ แต่เหตุใด… ภายในใจถึงรู้สึกหนักอึ้งเช่นนี้?
ฉินเฟิงคิดไม่ตก อีกทั้งยังไม่รู้สึกง่วง เขาจึงลุกออกจากห้อง เมื่อเดินไปที่หน้าต่างห้องรับแขกบนชั้นสองเพื่อสูดอากาศก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาตามหลังมา ก่อนที่เขาจะหันกลับไปดูก็ได้ยินเสียงของหลี่จางดังขึ้น
“พี่ฉิน เจ้าก็นอนไม่หลับเหมือนกันหรือ?”
หลี่จางรวบผมและสวมกวาน เสื้อผ้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูไม่ต่างจากตอนกลางวัน เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้เข้านอนด้วยซ้ำ
หลี่จางไม่สนใจเมื่อเห็นว่าฉินเฟิงไม่ส่งเสียง ไม่หันกลับมา และปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นอากาศ
เขาแค่นั่งอยู่ที่โต๊ะโดยคำนึงถึงเรื่องของตัวเอง รินชาที่เหลืออยู่บนโต๊ะให้ตัวเอง ดื่มมันลงไปจนหมดโดยไม่ลังเล และเปล่งเสียง ‘ฮ่า’ ออกมาจากปาก ท่าทางพออกพอใจ
“อำเภอเป่ยซีกำลังตกอยู่ในอันตราย มารดา พี่หญิง พี่น้องทุกชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากเป็นข้า ข้าก็คงไม่อาจข่มตาหลับลงได้”
“แต่อีกไม่นานเจ้าจะคุ้นเคยกับชีวิตแห่งความหวาดกลัวนี้”
“เหมือนกับข้า”
แน่นอนว่าฉินเฟิงเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของหลี่จางซึ่งสรุปได้ด้วยประโยคเดียวว่า การอยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ก็เหมือนกับการอยู่กับพยัคฆ์
ทว่าฉินเฟิงไม่ต้องการหารือเรื่องนี้กับหลี่จาง ไม่ใช่ว่าเขาไม่กล้าหรือไม่อยากเผชิญหน้า แต่มันไม่จำเป็นต่างหาก
ฉินเฟิงหันหลังกลับ แล้วเดินไปที่ประตู เมื่อเดินผ่านหลี่จาง เขาก็เอื้อมมือไปตบไหล่ของอีกฝ่ายพลางกล่าวอย่างไม่จริงจัง “ถ้าเจ้าต้องการลากข้าลงน้ำล่ะก็ เก็บแรงไว้เถอะ”
เมื่อมองไปยังแผ่นหลังของฉินเฟิง สายตาเจ้าเล่ห์ยามปกติของหลี่จางก็เลือนหายแทนที่ด้วยแววตาแน่วแน่หาใดเปรียบ “เจ้าไม่ใช่ทั้งขุนนางที่ดีและไม่ใช่คนดี ข้าขอมอบหนึ่งคำแก่เจ้า ‘ต่างอุดมการณ์’ ไม่อาจร่วมทาง!”
ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน จากไปโดยไม่หันกลับมอง
ไม่จำเป็นต้องให้หลี่จางเปลืองคำพูดกับหลักการอันยิ่งใหญ่พวกนั้น หัวใจของฉินเฟิงก็ชัดเจนราวกับกระจกใส สำหรับหนทางถัดไปจะเป็นอย่างไร ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน ไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนการหรือทิ้งทางหนีทีไล่ให้ตัวเองด้วยซ้ำ
เพราะว่าบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองมีความสามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง
การเตรียมการใด ๆ ที่ทำไว้ล่วงหน้าแทบจะไม่รอดพ้นสายตาของเขา…
หลังจากกลับมาที่ห้อง ฉินเฟิงพลิกกายไปมายากจะนอนหลับ เขาจึงประสานมือหลังศีรษะ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างในค่ำคืนอันหนาวเหน็บอย่างเหม่อลอย
ในเวลาเดียวกัน ณ จวนตระกูลเกา รถม้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเพื่อขอความช่วยเหลือได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว
โจวอวี้ฝูเดินออกมานอกประตูพร้อมกับบ่าวรับใช้หลายคน ขณะที่กำลังจะยกขาขึ้นรถ พลันก็ได้ยินเสียงกระซิบดังเข้าหู
เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นทหารแปลกหน้าสองคนยืนอยู่ตรงมุมไม่ไกล ทั้งคู่สวมชุดสีดำ แบกธนูสั้นไว้บนหลัง และแหน็บดาบสั้นอยู่ที่เอว
องครักษ์ค่ายเทียนจีสองคนโอบไหล่กัน มองดูโจวอวี้ฝูด้วยความสนใจพลางหัวเราะขบขัน
องครักษ์ค่ายเทียนจีเช็ดเลือดกำเดาเปื้อนมือลงบนร่างของโจวอวี้ฝู แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกข้าเป็นคนของนายน้อยฉิน”
โจวอวี้ฝูทรุดตัวลงกับพื้น ยกมือปิดจมูก แหงนมององครักษ์ค่ายเทียนจีและส่งเสียงคำรามอู้อี้ “ข้าเป็นคนรับใช้ของมหาเสนาเกา พวกเจ้ากล้าดียังไง…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ องครักษ์ค่ายเทียนจีก็ชกเขาอีกหนึ่งหมัด และพูดซ้ำอย่างใจเย็น “พวกข้าเป็นคนของนายน้อยฉิน”
โจวอวี้ฝูถูกต่อยสองครั้งติดต่อกันทำให้มึนงงไปหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงภูมิหลังอันใหญ่โตของตน เขาก็ยังคงดื้อดึงต่อไป “นายท่านของข้าเป็นขุนนางใหญ่และเป็นหนึ่งในซานกง พวกเจ้ากล้าดียังไง…”
องครักษ์ค่ายเทียนจีความอดทนต่ำมาก ไม่มีอารมณ์จะฟังสิ่งที่โจวอวี้ฝูพูดจนจบ พลิกมือตบบ้องหูเขาอีกครั้ง “พวกข้าเป็นคนของนายน้อยฉิน!”
ทหารบ้าคลั่งหยิ่งผยองผู้นี้ พูดได้เพียงประโยคgfup;เท่านั้นใช่หรือไม่?
หรือจะบอกว่า… เพียงแค่ฐานะของ ‘นายน้อยฉิน’ ที่ว่าก็สามารถเมินเฉยต่อภัยคุกคามทั้งหมดได้แล้ว?
ความเย่อหยิ่งในใจของโจวอวี้ฝู ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความกลัว
ชั่วเวลานี้เอง องครักษ์ค่ายเทียนจีอีกคนก็ตบหลังม้า แล้วกล่าวอย่างสงบ “หากเจ้าวิ่งหนีออกจากเขตอำเภอผิงเหยาได้ ถือว่าข้าแพ้ เชิญ!”
บ่าวรับใช้ชั่วที่แยกเขี้ยวยิงฟันอยู่ใกล้ ๆ ต่างตกใจกลัวจนโง่งมไปนานแล้ว เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ปกติ พวกเขาก็รีบประคองโจวอวี้ฝูกลับไปที่จวนอย่างรวดเร็ว
ปึ้ง!
ประตูใหญ่ถูกกระแทกปิด
องครักษ์ค่ายเทียนจีทั้งสองมองหน้ากัน และพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง “น่าเบื่อ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ