บทที่ 302 เจ้าบอกข้าว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือ?!
เรื่องเล็กน้อย?
คำนี้เหมือนกับเข็มที่แทงเข้าไปในหัวใจของฉินเฟิงโดยตรง
เขาหันกลับมาอย่างเฉยเมย มองไปที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่รีบร้อนเข้ามา แล้วถามกลับ “พี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับข้ามา บัดนี้เลือดพวกเขาอาบย้อมเป่ยซี เจ้าบอกข้าว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือ?”
“อำเภอเป่ยซีได้รับความเสียหาย ผู้คนหลายพันเสียชีวิตเพียงเพราะมีคนขัดขวางและสังหารผู้ส่งสารระหว่างทาง เจ้าบอกข้าว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ”
“แม่ของข้า พี่หญิงสาม หลินฉวีฉี พวกเขาล้วนอยู่ในเป่ยซี! ทันทีที่อำเภอเป่ยซีถูกเป่ยตี๋ยึดครอง ครอบครัวและพี่น้องของข้าจะถูกสังหารทั้งหมด… เจ้ากำลังบอกกับข้าว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ?!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามสามข้อของฉินเฟิง ความตำหนิในดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็หายไปทันที
ตอนฉินเฟิงไปที่ศาลต้าหลี่เพื่อทำธุระ เรื่องสงครามในเป่ยซีได้แพร่กระจายไปในหมู่ขุนนางในเมืองหลวง
หลังจากรับรู้สถานการณ์ที่น่าเศร้าในอำเภอเป่ยซี เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้ว่าด้วยพฤติกรรมของฉินเฟิง เขาจะต้องทำให้เมืองหลวงเกิดความวุ่นวายแน่
แต่สถานที่แห่งนี้อยู่ใต้ฝ่าพระบาทโอรสสวรรค์ ฉินเฟิงไม่อาจทำผิดพลาด…
ฉินเซี่ยสองตระกูล เจริญรุ่งเรืองด้วยกัน เสื่อมถอยไปด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นความเจริญรุ่งเรือง ความเสื่อมถอยของตระกูล หรือเป็นเพราะเหตุอันใด แต่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็จะไม่ยอมให้ฉินเฟิงกระทำการโดยประมาท
ทว่า…
ตั้งแต่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์รู้จักฉินเฟิง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นดวงตาที่ดุร้ายของเขา ราวกับว่าเขาไม่ใช่ฉินเฟิงที่นางรู้จัก
คำด่าทอที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์คิดมาตลอดทางติดอยู่ในลำคอ นางไม่สามารถกลืนลงไปหรือพูดออกมาได้
ฉินเฟิงไม่สนใจเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่ตกตะลึงอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มหันหลังมุ่งหน้าไปยังค่ายเทียนจีทันที
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กัดริมฝีปากเบา ๆ ลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า และสุดท้ายก็ตัดสินใจตามไป
แม้จะไม่สามารถหยุดฉินเฟิงได้ แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถห้ามปรามได้บ้าง
ช่วงเวลาเดียวกับที่ฉินเฟิงกำลังมุ่งหน้ากลับไปที่ค่ายเทียนจีด้วยอารมณ์คุกรุ่น ประตูของกรมโยธาก็ถูกเปิดออกโดยทหารค่ายเทียนจี
เสนาบดีกรมโยธาไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในวัง ในกรมโยธายามนี้จึงมีเพียงผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาเท่านั้นที่อยู่ดูแล
เมื่อเห็นผู้คุมค่ายเทียนจีวิ่งอาละวาด ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธายังไม่ทันได้วางถ้วยชาลงก็รีบวิ่งออกจากห้องโถง ตะโกนลั่นใส่ทหารค่ายเทียนจีมากกว่าสิบคน “พวกเจ้าบังอาจนัก! รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือสถานที่สำคัญของกรมโยธา พวกเจ้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายได้รึ?!”
อู๋เว่ยหัวหน้าหน่วยสามที่โจมตีเขตเป่ยซีพร้อมกับฉินเฟิงและเคยต่อสู้กับจงหลิงมีสีหน้าเขียวคล้ำ เขาคร้านเกินกว่าจะแสดงความสุภาพใด ๆ กล่าววาจาเสียงดังจนเกือบจะเข้าขั้นพยายามข่มขู่ “นายน้อยของข้ามีคำสั่ง! คุมตัวซุนเฟิ่งหัวหน้างานกรมโยธาไปที่ค่ายเทียนจีเพื่อให้ความร่วมมือในการสอบสวน ท่านผู้ช่วยโปรดอำนวยความสะดวก!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาก็ขว้างถ้วยชาในมือลงบนพื้น ตวาดเสียงเกรี้ยว “ให้ตายเถอะ! ค่ายเทียนจีของเจ้านับเป็นสิ่งใด? กล้าจะจับกุมผู้คนในเมืองหลวง ทั้งยังจะจับกุมขุนนางในกรมของข้า เจ้ากลับไปบอกฉินเฟิงเถิดว่า นอกจากกรมขุนนาง กรมยุติธรรม และศาลต้าหลี่ ต่อให้เป็นกรมกลาโหมก็ไม่มีคุณสมบัติจะจับกุมผู้ใด!”
“ไอ้คนแซ่ฉิน แม้ว่าจะได้รับความโปรดปราน แต่ก็เป็นเพียงนายอำเภอตัวเล็ก ๆ ทั้งยังมิมียศอันใด! ส่วนตำแหน่งผู้บังคับบัญชาค่ายเทียนจีรึก็เป็นเพียงตำแหน่งที่ไร้ชื่อและว่างเปล่า!”
สิ้นเสียงกราดเกรี้ยว องครักษ์มากกว่าร้อยนายที่ประจำการอยู่กรมโยธารีบเข้ามาล้อมทหารค่ายเทียนจีในบัดดล
ไม่มีระลอกคลื่นวูบไหวในดวงตาของอู๋เว่ย เขาโบกมือหนึ่งครั้ง ทหารทั้งสิบห้าคนที่อยู่ข้างหลังหยิบคันธนูสั้น ชักดาบ เบิกตากว้างจับจ้องไปยังทหารองครักษ์กรมโยธา
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาโกรธเกรี้ยวนัก “ประเสริฐแท้! ค่ายเทียนจีของพวกเจ้าอยากจะเห็นเลือดในกรมโยธาของข้ารึ? ไอ้เด็กฉินเฟิงมันมีกี่หัวให้ตัดเล่า?”
อู๋เว่ยจ้องผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาพลางพูดเน้นทีละคำ “ในเมื่อนายน้อยมีคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นภูเขาดาบทะเลเพลิงพวกข้าก็จะทำให้ถึงที่สุด”
อู๋เว่ยเพิกเฉยต่อผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธาที่โกรธเกรี้ยว มองดูขุนนางกรมโยธาด้วยดวงตาดุร้ายราวนกอินทรี เขาตวาดเสียงดังและทรงพลัง “ใครก็ตามที่กล้าขัดขวางค่ายเทียนจี ฆ่า!”
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันที่ปล่อยออกมาจากทหารค่ายเทียนจี ทหารผ่านศึกที่ประจำการอยู่กรมโยธาตลอดทั้งปี ไหนเลยจะมีแรงต้านลมฝน ได้แต่กลืนน้ำลายทีละคน มือที่จับดาบสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้
แม้แต่ทหารพรานชั้นยอดของเป่ยตี๋ก็ไม่สามารถเทียบได้กับทหารค่ายเทียนจี
แค่องครักษ์ของกรมโยธาเพียงร้อยคน หากสู้กันขึ้นมา พวกเขาย่อมถูกทหารค่ายเทียนจีทำให้เลือดอาบอย่างแน่นอน
เหล่ากลุ่มทหารค่ายเทียนจีคุมตัวซุนเฟิ่งเดินตามหลังไปติด ๆ
ทว่าทันทีที่ทหารค่ายเทียนจีออกจากกรมโยธาก็ถูกกลุ่มทหารองครักษ์จากหน่วยลาดตระเวนเข้ามาขวาง
นายกองหน่วยลาดตระเวนขมวดคิ้ว พูดเสียงเข้ม “เจ้ายังเห็นกฎหมายอยู่ในสายตาหรือไม่?”
อู๋เว่ยพูดอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว “หลีกทาง!”
นายกองหน่วยลาดตระเวนมีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่จึงไม่สามารถหลีกทางได้ เขากำลังจะออกคำสั่งให้ล้อมทหารค่ายเทียนจี แต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทั่วทุกสารทิศ
คราวนี้มีกลุ่มทหารสวมชุดเกราะ ถือดาบและโล่กำลังพุ่งเข้ามา
เลขาธิการกรมกลาโหมชี้ไปที่นายกองหน่วยลาดตระเวน แล้วกล่าวโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น “ปลดอาวุธ!”
พริบตาองครักษ์หน่วยลาดตระเวนทุกนายถูกกองกำลังของกรมกลาโหมตรึงไว้กับพื้น
นายกองหน่วยลาดตระเวนถูกทหารหลายนายกดอยู่กับพื้น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวน่าเกลียด “บ้าไปแล้ว พวกเจ้าบ้าไปแล้ว!”
เลขาธิการกรมกลาโหมเงยหน้าขึ้นมองอู๋เว่ย “ไปกันเถอะ!”
อู๋เว่ยกำหมัดแน่น ไม่มัวลังเลอีก เขากับทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีวิ่งปรี่กลับค่าย
แทบจะทันทีที่อู๋เว่ยและคนอื่น ๆ เข้ามาในประตูค่ายเทียนจี
เสียงกีบม้าจำนวนมากวิ่งอย่างรวดเร็วก็ดังมาจากฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง
เมื่อมองไปตามต้นเสียงก็เห็นกองทหารม้าพันนายติดอาวุธหนัก มุ่งหน้ามายังค่ายเทียนจี
ผู้นำกองทหารม้าที่มุ่งหน้ามาคือ ผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์
ครั้นมาถึง ผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์โบกมือ คำรามลั่น “เราล้อมค่ายเทียนจีเอาไว้แล้ว อย่าคิดว่าจะหลบหนีได้!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ