บทที่ 317 ถ้วยสุราหลิวหลี
ทันใดนั้น นายน้อยคนหนึ่งก็เอ่ยถามเสียงดัง “ฉินเฟิง เจ้าไม่ได้บอกว่ามีของขวัญชิ้นใหญ่หรือ? ของขวัญชิ้นอื่น ๆ คืออะไรเล่า?”
ฉินเฟิงไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้น ประกาศออกมาทันที “นอกจากแท่นฝนหมึกแล้ว ยังมีกริชที่ผลิตในค่ายเทียนจีของข้าและน้ำตาลหนึ่งจินด้วย!”
สิ้นประโยค…
เมื่อครู่มีคนอยู่ในลานบ้านกี่คน ตอนนี้ก็ยังมีเท่าเดิม
บรรดานายน้อยที่กำลังจะจากไปด้วยความโกรธ จู่ ๆ ก็นั่งลงไปบนเก้าอี้ มือหยิบผลไม้แห้งขึ้นกัด เริ่มพูดคุยอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไม่เคยเกิดเหตุอยากจะออกจากงานกลางคันมาก่อน
“ฮะฮ่า ข้าได้ยินมานานแล้วว่าอาวุธที่โรงผลิตค่ายเทียนจีมีคุณภาพสูง กริชเล่มนั้นย่อมสามารถเก็บไว้เล่นในอนาคตได้”
“อาวุธของค่ายเทียนจีได้รับการทดสอบจากการต่อสู้จริง! ฆ่าพวกเป่ยตี๋จนหมวกสงครามกระเด็น ชุดเกราะหลุดลุ่ย ข้าอยากซื้อของจากค่ายเทียนจีมานานแล้ว น่าเสียดายที่การรักษาความลับในค่ายแข็งแกร่งเกินไป ไม่มีทางเข้าถึงได้เลย”
“ข้าเคยเห็นดาบคาดเอวของทหารองครักษ์แห่งค่ายเทียนจี! วัสดุนั้นแตกต่างจากดาบของกองทหารอย่างมาก ว่ากันว่าสามารถตัดเหล็กได้เหมือนตัดดินเหนียว! ปกติแล้วความสามารถในการทำลายเกราะของดาบสั้นไม่เพียงพอ แต่ดาบคาดเอวของค่ายเทียนจีกลับตัดชุดเกราะหนักได้ น่าทึ่งมากจริง ๆ”
“ได้น้ำตาลกลับไปสักหนึ่งจินก็ไม่เลว ตอนนี้ราคาน้ำตาลยังขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากันว่าได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนอ้อย”
“ใช่ ราคาน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามส่วนแล้ว และความต้องการซื้อก็ยังคงมีมากกว่าของที่วางขายนัก”
“จริงสิ! แล้วเรามาทำอะไรที่นี่กัน?”
จากนั้นเหล่าบุตรหลานทั้งหมดก็เริ่มโหวกเหวกโวยวาย ตะโกนไปที่ฉินเฟิง กระตุ้นให้ชายหนุ่มเริ่มการประมูลอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะได้จบลงโดยไว พวกเขาจะได้ไปที่หอวิจิตรศิลป์เพื่อชมเสิ่นชิงฉือ หรือไม่ก็รีบไปรับกริชและน้ำตาลที่แจก ดีกว่ามัวนั่งอยู่ตรงนี้
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ สั่งให้คนรับใช้หยิบของชิ้นแรกขึ้นมา พลางทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประมูล ชายหนุ่มกล่าวแนะนำอย่างช้า ๆ “มีเพียงสามสิ่งในโลกนี้เท่านั้นที่สามารถดึงเอาฐานะสูงส่งของนายน้อยทุกท่านออกมาได้ เครื่องทองแม้ว่ามีค่าแต่ก็ดูเชยเกินไป หยกแม้ดูสง่างามแต่ก็แสนธรรมดา ในความคิดของข้า ทั้งสามสิ่งดังกล่าว หนึ่งคือสมบัติทั้งสี่ของห้องหนังสือ ก่อให้เกิดความสง่างามของปัญญาชน สองคือกระบี่จุดประกายความกล้าหาญตามแบบฉบับนักรบ และสิ่งสุดท้าย แฝงทั้งความสง่างามของปัญญาชนและความห้าวหาญของนักรบ นั่นก็คือถ้วยสุรา”
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน ฉินเฟิงพลันยกผ้าสีแดงบนถาดขึ้น ชุดถ้วยสุราหลิวหลีชุดหนึ่งที่ปราณีตเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังมีรูปลักษณ์แวววาวราวผลึกใสปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้ชม
ชุดแก้วหลิวหลีนี้ประกอบด้วยเหยือกสุราและถ้วยสุราหกแก้ว
มันถูกสร้างขึ้นโดยการใช้เครื่องเป่าขึ้นรูปและตัดแต่งเล็กน้อย
แทบไม่ต้องพูดถึงฝีมืออันใดเลย
แต่ก็เข้าตำรา ‘ความใสแวววาวปกปิดความน่าเกลียดทั้งหมดได้’
ฉากที่มีเสียงดังแต่เดิมเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาเกือบทั้งหมดจับจ้องถ้วยสุราบนเวที
“ข้ามองไม่ผิดใช่หรือไม่! นั่นคือ… ชุดถ้วยสุราหลิวหลี?”
นายน้อยผู้รอบรู้คนหนึ่งกลืนน้ำลายพลางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ถึงแม้เพชรจะใสแต่พื้นผิวของมันก็แข็งเกินไป ไม่สามารถแกะสลักเป็นภาชนะได้ นอกจากนี้ยังมีหยกที่โปร่งใสมาก แต่ความโปร่งใส่ของมันเทียบไม่ได้กับสิ่งนี้เลย อีกทั้งยังหายากมากอีกด้วย ดังนั้น… ชุดถ้วยสุรานี้ต้องทำมาจากหลิวหลีเป็นแน่!”
นายน้อยที่อยู่ข้าง ๆ ตกตะลึง “ข้าได้ยินมาว่าซีอวี้อันห่างไกลเคยมอบแก้วหลิวหลีเป็นเครื่องบรรณาการ แต่ส่วนใหญ่ทำเป็นลูกปัด บางครั้งก็เป็นภาชนะหนึ่งหรือสองชิ้น และทั้งหมดล้วนถูกเก็บไว้ในพระคลัง แม้แต่ซีอวี้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลิวหลียังไม่สามารถแกะสลักหลิวหลีได้ ทว่าฉินเฟิงกลับแกะสลักชุดถ้วยสุราหลิวหลีได้อย่างง่ายดายอย่างนั้นรึ?!”
ในตอนนี้เองใครบางคนก็คนถามเสียงดัง “ฉินเฟิง เจ้าโยนเศษหลิวหลีที่เหลือจากการแกะสลักชุดถ้วยสุราหลิวหลีไปที่ไหน? ขายให้ข้าได้หรือไม่”
เศษหลิวหลีที่เหลือ?
ฉินเฟิงเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาทันที
ตามความเข้าใจของคนเหล่านี้ หลิวหลีเป็นแร่ธรรมชาติเหมือนหยกสินะ
คงคิดว่าชุดแก้วหลิวหลีนี้แกะสลักอย่างระมัดระวังจาก ‘หลิวหลีธรรมชาติ’ ก้อนใหญ่
ความเข้าใจผิดนี้แน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อฉินเฟิง
แผนการที่บรรดาบุตรหลานในเมืองหลวงเคยเสียท่าให้อย่างหมดรูปก็ล้วนคือแผนการของฉินเฟิง
แต่เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงกำลังจะขายชุดถ้วยสุราหลิวหลีล้ำค่านี้ให้กับผู้ประมูลในราคาสองตำลึงเงิน ซึ่งแทบจะเท่ากับไร้ราคา ทุกคนก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้อีกต่อไป
อย่าว่าแต่สองตำลึงเงินเลย ต่อให้เป็นสองร้อยตำลึงเงิน สองพันตำลึงเงิน นั่นก็ไม่ต่างจากการให้เปล่า!
“ใครบอกเจ้า ข้าจะจ่ายยี่สิบตำลึงเงิน!”
“นายน้อยโจว กฎของการประมูลครั้งนี้คือผู้ที่ให้ราคาสูงสุดเป็นผู้ชนะ พูดตรง ๆ ก็คือ แขกสามารถประมูลเสนอราคาได้ด้วยตัวเอง เจ้าคงไม่คิดว่าจะซื้อมันด้วยเงินแค่ยี่สิบตำลึงจริง ๆ กระมัง? ข้าจะบอกให้ ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมไปมา บอกราคาที่แท้จริงมาเลย… ฉินเฟิงข้าจะจ่ายห้าร้อยตำลึงเงิน!”
นายน้อยที่สวมเครื่องประดับเพชรพลอยจากฝ่ายกรมพิธีการที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะเยาะ “แม้แต่ลูกปัดหลิวหลีขนาดเท่าเม็ดถั่วก็สามารถขายได้ในราคาสามร้อยตำลึง นายน้อยจางต้องการใช้เงินห้าร้อยตำลึงซื้อชุดถ้วยสุราหลิวหลีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ เกรงว่าจะน่าเกลียดเกินไปกระมัง?”
ขณะที่พูด บุตรหลานของฝ่ายกรมพิธีการก็ยกมือขึ้นอย่างกล้าหาญ “ฉินเฟิง ข้าจะให้เจ้าหนึ่งพันตำลึงเงิน”
แม้ว่าบรรดานายน้อยในที่แห่งนี้จะร่ำรวยหรือมีเกียรติ แต่หลักปฏิบัติในตอนนี้ของต้าเหลียงคือการห้ามฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองโดยเด็ดขาด พวกเขาต้องทำทุกอย่างให้เรียบง่าย
หนึ่งพันตำลึงเงินสำหรับพวกเขาไม่นับว่ามีค่าอะไร สิ่งที่กลัวคือกรมขุนนางจะมาตรวจสอบ
ชั่วขณะหนึ่ง บุตรหลานมากกว่าครึ่งที่อยู่ตรงนั้นเงียบงัน
บุตรหลานที่เหลือมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน คนที่ด้อยที่สุดมาจากตระกูลเลขาธิการหกกรม ปกติแล้วย่อมไม่กลัวการตรวจสอบจากกรมขุนนาง แต่ก็ยังมีผู้ประมูลน้อยจนผิดวิสัย
เหล่าบุตรหลานของกรมพิธีการเชิดหน้าขึ้น เหมือนว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะชนะมาก
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะสาปแช่งในใจ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ถ้วยสุราหลิวหลีที่ข้าสร้างขึ้นอย่างตั้งอกตั้งใจ ขายได้ในราคาเพียงหนึ่งพันตำลึงเงินเท่านั้นหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ