บทที่ 325 พี่หญิงรอง ท่านต้องชดเชยให้ข้า!
หลิ่วหงเหยียนรีบหยิบตั๋วเงินขึ้นมาแล้วนับอย่างรอบคอบ ดวงตาของนางตื่นตะลึงมากขึ้นเรื่อย ๆ นางคิดว่าตนกำลังฝันจึงนับอีกครั้ง คุณหนูรองตระกูลฉินตกใจจนตาเบิกกว้าง
ฉินเทียนหู่ที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้จึงถามอย่างร้อนรน “ยัยหนูรอง ฉินเฟิงนำเงินกลับมาได้เท่าไรกันแน่?”
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิ่วหงเหยียนถึงจะได้สติกลับมา มือที่ถือตั๋วเงินสั่นเล็กน้อย นางเอ่ยงึมงำ “สาม…สามล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินจำนวนดังกล่าว มือของฉินเทียนหู่ก็สั่น เขาเกือบจะทำถ้วยชาตกลงกับพื้นแล้ว
“เท่า… เท่าไรนะ?”
หลิ่วหงเหยียนเหลือบมองฉินเฟิงที่มีท่าทีสลดหดหู่ กัดริมฝีปากบางเบา ๆ ใบหน้าน้อย ๆ แดงปลั่ง “ท่านพ่อ ท่านได้ยินไม่ผิดเจ้าค่ะ ทั้งหมดสามล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงเงิน ทั้งหมดล้วนเป็นตั๋วเงินของโรงแลกเงินสามอันดับแรกในสามสิบหกอำเภอของเมืองหลวง สามารถถอนได้ตลอดเวลา ไม่ผิดเพี้ยนแน่นอนเจ้าค่ะ”
แม้แต่ฉินเทียนหู่ผู้เคยประสบกับคลื่นลมมรสุมที่รุนแรงนับไม่ถ้วนก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายในเวลานี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ท้องพระคลังได้จัดสรรเงินทุนให้กับกองทัพแนวหน้า
กองทหารชายแดนเจ็ดแสนตำลึงเงิน ทหารรถม้าศึกและทหารม้า ทั้งสองหน่วยห้าแสนตำลึงเงิน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ค่าใช้จ่ายทางทหารสำหรับกองทัพแนวหน้าทั้งหมดตลอดทั้งปีเป็นเงินเพียงหนึ่งล้านเจ็ดแสนตำลึงเงินเท่านั้น!
ทว่าฉินเฟิงแค่ออกไปเดินเล่นเพียงวันเดียวก็นำเงินกลับมามากกว่าสามล้านตำลึงแล้ว!
ดังสุภาษิตที่ว่า ขนแพะงอกออกมาจากตัวแพะเอง
ฉินเทียนหู่รู้สึกกลัวอยู่ภายในใจ กังวลว่าวันหนึ่งฉินเฟิงจะ ‘ขูดรีด’ ทั้งต้าเหลียงจนเกลี้ยง
“เฟิงเอ๋อร์… เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าไปเอาเงินมากมายเพียงนี้มาจากไหน?”
ฉินเทียนหู่กังวลเสียจนเขาเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกบุตรชาย ในวันปกติเขาจะเรียกฉินเฟิงว่าไอ้เด็กเดรัจฉานหรือไอ้ลูกเวร เวลาอารมณ์ดีก็จะเรียกอีกฝ่ายว่าเจ้าเด็กตัวเหม็น
แต่เมื่อไหร่ฉินเฟิงถูกเรียกว่า ‘เฟิงเอ๋อร์’ นั่นหมายความว่าในเวลานั้นฉินเทียนหู่รู้สึกตื่นเต้นหาใดเปรียบ
หลิ่วหงเหยียนเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
นางจัดการกับเงินมาเกือบทั้งชีวิต แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถสร้างรายได้เป็นล้านในวันเดียว!
เมื่อเปรียบเทียบกับท่านพ่อและพี่หญิงรองที่ตื่นเต้นอย่างมาก ฉินเฟิงไม่เพียงไม่มีความสุข แต่ยังมีสีหน้าเศร้าสลดและหดหู่ใจอย่างที่สุด ชายหนุ่มระบายความขมขื่นออกมาทันที “ข้าต้องทนโดนเอาเปรียบจนจะตายอยู่แล้ว หากฝ่าบาทไม่ได้โผล่มา วันนี้ข้าคงนำเงินกลับมาได้เจ็ดถึงแปดล้านตำลึงเงินและโรงหลิวหลีก็จะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักอุตสาหกรรมของค่ายเทียนจีได้ ในอนาคตย่อมมีผลกำไรไม่มีวันหมดสิ้น”
เจ็ด… เจ็ดถึงแปดล้านตำลึงเงิน?!
ฉินเทียนหู่กับหลิ่วหงเหยียนสบตากันอย่างตกใจราวกับว่าอยู่ในความฝัน
ฉินเฟิงไม่ได้อ้อมค้อม เล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลเซี่ยทันที
หลังจากรับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ฉินเทียนหู่ก็สงบลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวอย่างจริงใจ “ไม่ขาดทุน! เจ้าช่างบ้าดีเดือดนัก แรกเริ่มพาพี่น้องหลี่จางกับหลี่หลางออกจากอำเภอฝูอวิ้น นี่เป็นการแตะเกล็ดย้อนของฝ่าบาท ประการที่สองสวี่ฉางในฐานะหูตาของฝ่าบาทถูกฆ่าปิดปาก มิหนำซ้ำเจ้ายังทำให้กรมยุติธรรมตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายและกักตัวสาวใช้ของกุ้ยเฟยอีก… มีหลายสิ่งหลายอย่างทั้งในและนอก ถ้าขุดลึกลงไป ไม่ว่าเรื่องใดก็เพียงพอที่จะเอาชีวิตเจ้าทั้งนั้น”
“ตอนนี้ฝ่าบาทหักเงินห้าล้านตำลึงจากเจ้าและนำโรงหลิวหลีไปจึงนับว่าหายกัน”
ฉินเฟิงพยักหน้า ในขณะที่รับมือกับตาเฒ่าฉิน เขาก็แอบเหลือบมองหลิ่วหงเหยียน พบว่าหลิ่วหงเหยียนรู้สึกประหลาดใจกับเงินจำนวนมหาศาล แต่ยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้าราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉินเฟิงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าพี่หญิงรองท่านนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก!
สำหรับเรื่องโรงหลิวหลี ในเมื่อไม้กลายเป็นเรือไปแล้ว ฉินเฟิงก็ไม่ยุ่งยากใจอีกต่อไป
ไม่มีผู้ใดรู้จักบุตรชายดีกว่าบิดา ฉินเทียนหู่ย่อมรับรู้ถึงคำร้องเรียนเล็ก ๆ ของฉินเฟิง แต่เขาเลือกที่จะเพิกเฉยเช่นเคย เขากำชับสองสามคำให้บุตรชายระมัดระวังคำพูดและการกระทำในระยะนี้ อย่าไปเกี่ยวข้องกับครอบครัวของหมิงอ๋องอีก จากนั้นก็ลุกขึ้นและจากไป
ยามนี้จึงเหลือเพียงฉินเฟิงกับหลิ่วหงเหยียนอยู่ในห้องบัญชี
ก่อนฉินเฟิงจะเปิดปากถาม หลิ่วหงเหยียนก็ยิ้มและส่ายหัว “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าเพียงแค่ดูแลค่ายเทียนจีให้ดี สำหรับการก่อตั้งองครักษ์เสื้อแพร พี่หญิงสามของเจ้ามีตัวเลือกอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือเป็นคนของเจ้าเอง”
ภายในใจฉินเฟิงเกิดความสงสัยเป็นพัก ๆ
คำพูดของหลิ่วหงเหยียนไม่เพียงแต่ยืนยันการคาดเดาก่อนหน้านี้ของฉินเฟิงเท่านั้น
เหตุผลที่หลิ่วหงเหยียนรู้จักหลี่เซียวหลานเป็นอย่างดีย่อมเป็นเพราะติดต่อสื่อสารกันมาโดยตลอด
ไม่เอ่ยถึงตัวตนของพี่หญิงสาม ความสามารถของหลิ่วหงเหยียนเพียงอย่างเดียวยังทำให้ฉินเฟิงพูดไม่ออก ท้ายที่สุดแล้ว การที่นางสามารถแลกเปลี่ยนจดหมายอย่างไร้สุ้มเสียงโดยปิดบังสายตาหน่วยองครักษ์ชุดดำได้ จุดนี้แม้แต่ฉินเฟิงก็คงไม่มีความสามารถ
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหลิ่วหงเหยียนไม่เต็มใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฟิงก็ไม่ซักไซ้
เมื่อถึงเวลารู้ก็จะรู้เองโดยธรรมชาติ
และด้วยความช่วยเหลือของหลิ่วหงเหยียนกับหลี่เซียวหลาน การก่อตั้งองครักษ์เสื้อแพรจะได้รับผลลัพธ์เป็นสองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว!
ฉินเฟิงหาได้รีบร้อนจากไป ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้หลิ่วหงเหยียนอย่างไร้ยางอาย ก่อนจะนั่งเบียดกายนาง
เก้าอี้ที่แต่เดิมมีขนาดเล็กอยู่แล้ว เมื่อฉินเฟิงเบียดตัวเข้ามาจึงเกือบจะ ‘แนบติด’ กับหลิ่วหงเหยียนโดยปริยาย
“ฮิ ๆ พี่หญิงรอง ข้าจะไม่ถามอะไรเรื่องที่ท่านฆ่าสวี่ฉาง แต่การที่หอสุราธารหยกถูกโอนให้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ในราคาหกแสนตำลึงเงิน ไม่ใช่ว่าข้าขาดทุนหรือ? เช่นนี้แล้ว…ท่านต้องชดเชยให้ข้า!”
แก้มของหลิ่วหงเหยียนแดงก่ำ นางกลอกตาและเอ่ยอย่างโมโห “เจ้าต้องการให้ชดเชยอย่างไร?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ