บทที่ 334 สุนัขกัดไม่เห่า
ในเวลานี้ ทั้งสองได้มาถึงหน้าประตูจวนสกุลหลี่แล้ว
ฉินเฟิงเหลือบมองประตูจวน แต่ยังก้าวเดินต่อไป ชายหนุ่มเพียงโบกมือให้หลี่ซวี่และใบหน้าของเขาก็ไม่น่าดูชมเท่าไหร่นัก “ในบางแง่มุม ใต้เท้าหลี่จำเป็นต้องเรียนรู้จากใต้เท้าอู๋แห่งกรมขุนนางบ้าง อู๋ยงผู้นั้นถูกส่งออกจากเมืองหลวง ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในท้องถิ่น แม้ว่าจะมีปัญหา หรือข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ฟ้าอยู่สูงฮ่องเต้อยู่ไกล ใครจะมีเวลาไปดูแลจัดการเล่า?”
“เมืองหลวงแห่งนี้เป็นสถานที่หรูหราโอ่อ่า… เปรียบดั่งสะพานไม้เดี่ยว*[1] ผู้ที่อยากยืนอย่างปลอดภัยบนสะพานนี้ก็เปรียบเสมือนปลาที่กำลังข้ามแม่น้ำ หากไม่ระวังก็อาจลื่นล้มจนเจ็บตัวได้ง่าย…”
เมื่อมองดูแผ่นหลังของฉินเฟิงที่เดินไปอย่างสบาย ๆ พร้อมมือที่วางไพล่หลัง ราวกับคนมากประสบการณ์
หลี่ซวี่ก็ยืนอยู่หน้าประตูจวนโดยไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน
ในที่สุดเขาก็หายใจเข้าลึก หันกายเดินเข้าไปในจวน พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกกับพ่อบ้านที่รออยู่ข้าง ๆ “เก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย ส่งนายน้อย… กลับบ้านเกิด…”
ขณะเดียวกันนั้น ณ โถงดอกไม้ในวังหลัง
กุ้ยเฟยยืนอยู่หน้าพุ่มดอกไม้ สะบัดแมลงออกจากกิ่งอย่างระมัดระวัง พลางเอ่ยพูดเลื่อนลอย “นังทาสชั้นต่ำที่ถูกฉินเฟิงกักตัวไว้เป็นอย่างไรบ้าง?”
นางกำนัลที่อยู่ข้างหลังค้อมศีรษะลงต่ำ “ตอบกุ้ยเฟย ค่ายเทียนจีป้องกันแน่นหนา ยากจะแทรกซึมเข้าไป แม้แต่สวี่ฉาง ผู้สอดแนมที่ฮ่องเต้ทรงจัดวางเอาไว้ในค่ายเทียนจีก็ถูกกำจัดแล้ว อยากจะฆ่าปิดนางทาสชั้นต่ำคนนั้นเกรงว่าจะยากกว่าขึ้นสวรรค์เพคะ”
เมื่อได้สดับรับฟัง กุ้ยเฟยก็ไม่สูญเสียกิริยา ดวงตายังฉายแววสงบ “ข้าแค่อยากจะกำจัดปัญหา ให้มีปัญหาน้อยลง ในเมื่อฆ่าไม่ได้ก็ปล่อยไปเถอะ แค่คำพูดของทาสชั้นต่ำ ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อข้า แต่ความกล้าหาญของฉินเฟิงที่กล้าจับคนของข้า นับว่าสมควรได้รับการยกย่อง”
ขณะพูด กุ้ยเฟยก็บีบปีกเล็ก ๆ ของผึ้ง แล้วเฝ้ามองดูเข็มพิษของผึ้งต่อยเข้าที่ปลายนิ้ว นางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเอ่ย “การถูกผึ้งต่อยไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่กลับแสบ ๆ คัน ๆ ไม่น้อย”
“ถ่ายทอดคำพูดของข้า ใต้หล้ามีผู้หิวโหยมากมาย เดินเตร่ไปมาทั้งวัน เป็นสาเหตุของความไม่สงบ จำเป็นต้องตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างเหมาะสม จงชี้นำผู้หิวโหยทั้งหมดเข้าสู่อำเภอเป่ยซี ไม่เพียงแต่จะทำให้มีหนทางเอาชีวิตรอด แต่ยังช่วยคลายความกังวลของต้าเหลียงอีกด้วย แม้แต่ฉินเฟิงก็สามารถได้รับชื่อเสียงที่ดีในฐานะผู้มีคุณธรรม ในเมื่อดีต่อทุกฝ่าย แล้วไยถึงจะไม่ทำเล่า?”
“นอกจากนี้ ข้าจะไปกราบทูลฝ่าบาท… ข้าไม่ได้กลับจวนไปเยี่ยมท่านพ่อมานานกว่าครึ่งปีแล้ว วันนี้ข้าจะกลับไปสักเที่ยว”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กุ้ยเฟยก็คลายนิ้วออกพลันผึ้งตัวน้อยก็บินหนีไป มุมปากของกุ้ยเฟยยกขึ้นเล็กน้อย “ข้าจะรออยู่ที่จวน เพื่อดูว่าฉินเฟิงจะมีความกล้าหาญเช่นฮูหยินฉินมารดาของเขาหรือไม่ ข้าจะรอดูว่าเขาจะมากัดข้าหรือไม่”
…
ฉินเฟิงกลับมาจากจวนของหลี่ซวี่ และได้แวะเยี่ยมชมจวนของขุนนางคนอื่นไปอีกหนึ่งเที่ยว
หลังจากสนทนาอย่างเป็นมิตรกับขุนนางในเมืองหลวง ชายหนุ่มก็นำ ‘ผล’ แห่งชัยชนะกลับไปยังค่ายเทียนจีอย่างมีความสุข และเริ่มนับอย่างรอบคอบ
กองตั๋วเงินวางอยู่บนโต๊ะ
ฉินเฟิงในยามนี้ ตกอยู่ในกองเงินกองทอง ชายหนุ่มจ้องมองตั๋วเงินและหัวเราะอย่างโง่งมเป็นครั้งคราว
หลิ่วหงเหยียนเห็นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม “เงินเจ็ดส่วนจะถูกส่งเข้าพระคลัง มีอะไรให้ชวนระรื่นใจกัน?”
ฉินเฟิงยักไหล่เบา ๆ “ใครบอกว่าจะส่งเข้าพระคลัง”
หลิ่วหงเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? หรือว่าเจ้าจะริบเงินก้อนนี้เอาไว้? เจ้าจำใส่กะโหลกไว้เถอะว่า นี่คือเงินของฮ่องเต้ เจ้ากล้าดี…”
ก่อนที่หลิ่วหงเหยียนจะพูดจบฉินเฟิงก็เอนหลังบนเก้าอี้ แล้วเงยหน้าขึ้นพูดว่า “จะกลัวอะไรเล่า เขาโกงข้าได้ แต่ข้าโกงเขาไม่ได้รึ ไม่สมเหตุสมผลเลย โรงหลิวหลีและเงินห้าล้านตำลึงนั่น ข้าจดไว้ในสมุดบัญชีแล้ว”
“นอกจากนั้น ครั้งนี้ข้ายังต้องรับผิดชอบการจัดระเบียบขุนนางด้วย ข้าบอกว่าตรวจสอบเงินได้เท่าไหร่ก็คือเท่านั้น เมื่อถึงเวลาทูลรายงานต่อฮ่องเต้ก็จะบอกว่าขุนนางในเมืองหลวงเหล่านี้ล้วนแต่แขนเสื้อสะอาดทั้งสิ้น ประพฤติตนอย่างสง่างาม ด้วยฮ่องเต้ปกครองผู้คนได้ดี เช่นนี้แล้วฮ่องเต้จะยอมฉีกหน้าตัวเองรหรือ?”
หลังได้ยินคำพูดของฉินเฟิง หลิ่วหงเหยียนก็อ้าปากค้างด้วยความเหลื่อเชื่อ
แน่นอนว่าหลิ่วหงเหยียนประเมินความกล้าหาญของเขาต่ำเกินไปจริง ๆ
เจ้าเด็กคนนี้โหดเหี้ยมขึ้นไม่น้อย แม้แต่เงินของฮ่องเต้ก็ยังกล้าฉ้อโกงแล้ว!
ในเวลานี้ ทั้งห้องบัญชีมีเพียงฉินเฟิงกับหลิ่วหงเหยียนเท่านั้น
สวี่ฉางที่น่ารำคาญผู้นั้นก็ถูกกำจัดไปแล้ว
เมื่อไม่เห็นใคร ฉินเฟิงจึงเดินไปที่ตู้หนังสือ
หลิ่วหงเหยียนตระหนักถึงบางสิ่งได้ในทันที แก้มของนางพลันแดงปลั่ง เอ่ยพูดด้วยความตื่นตระหนก “เจ้า… เจ้าจะทำอะไร เฟิงเอ๋อร์เจ้าใจเย็น ๆ ก่อน ที่นี่คือค่ายเทียนจี”
ฉินเฟิงทำราวกับไม่ได้ยิน ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าหลิ่วหงเหยียนราวลูกศร แล้วเขาก็ก้มต่ำลงเรื่อย ๆ
หัวใจของหลิ่วหงเหยียนเต้นตึกตัก แม้ว่านางจะกังวลแต่ก็รู้สึกขัดเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หญิงสาวรีบก้มศีรษะลง พูดเสียงแผ่วเบา “เจ้าอย่าเข้ามานะ”
ในฐานะที่เป็นดั่งเสาหลักของจวนฉิน ความทรงจำที่มีต่อหลิ่วหงเหยียนในใจฉินเฟิงหาใช่หญิงสาวที่อ่อนโยนราวสายน้ำ แต่เป็นการดำรงอยู่ที่เรียกได้ว่าศักดิ์สิทธิ์
ท้ายที่สุดแล้ว หากปราศจากการอุทิศตนอย่างเงียบ ๆ ของหลิ่วหงเหยียน ตระกูลฉินก็จะไม่มีวันสามัคคีกันขนาดนี้
ฉินเฟิงไหนเลยจะเคยเห็นด้านที่เหมือนเด็กสาวของหลิ่วหงเหยียนมาก่อน
สักพักปากของชายหนุ่มก็แห้งผาก เขาแทบอยากจะกระโจนเข้าไปทันที
แต่สุดท้ายฝ่ายเหตุผลก็มีชัยเหนือกว่าความรู้สึก
ฉินเฟิงยกมือขึ้น ค่อย ๆ เช็ดคราบหมึกบนใบหน้าของหลิ่วหงเหยียนแล้วฉีกยิ้ม “พี่หญิงรอง ท่านคิดอันใด? ข้าปฏิบัติต่อท่านเหมือนพี่สาว แต่ท่านกลับจินตนาการถึงเรื่องแบบนั้น เอ๊ะ…”
[1] เปรียบดั่งสะพานไม้เดี่ยว : เปรียบเทียบว่าเป็นหนทางที่ยากลำบาก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ