บทที่ 345 ผีหลอกตอนกลางวันแสก ๆ
การเดินทางครั้งนี้แม้จะยาวนานแต่ฉินเฟิงกลับไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่าย
นอกเหนือจากว่ามีจิ่งเชียนอิ่งกับเสี่ยวเซียงเซียงร่วมเดินทางด้วยแล้ว ยังเป็นเพราะโรงฝีมือเคลื่อนที่ที่ฉินเฟิงสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน
รถม้าทั้งสามคันในขบวนต่างก็มีบทบาทเป็นของตัวเอง
รถม้าคันแรกเป็นรถของฉินเฟิง และรถม้าคันกลางมีอู๋เว่ย จ้าวอวี้หลง และผู้ติดตามสองคนกับข้าวของบางส่วน
รถม้าคันสุดท้ายมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่ารถม้าคันแรกเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงฝีมือจำนวนมากติดตั้งอยู่ภายใน
สิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ใช้ไฟหรือใช้ไฟเพียงเล็กน้อยเกือบทั้งหมดถูกฉินเฟิงยัดเข้าไป กล่องไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงมุมของรถม้าเต็มไปด้วยวัตถุดิบต่าง ๆ ปริมาณไม่มากแต่มีความหลากหลาย
ระหว่างทางไปอำเภอชางผิง ฉินเฟิงเริ่มทำของจุกจิกในรถม้าโรงฝีมือ
เดิมทีชายหนุ่มวางแผนที่จะสร้างหลิวหลีให้เป็นอุตสาหกรรมหลักของค่ายเทียนจี แต่กลับกลายเป็นว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต เขาถูกฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงแย่งชิงไปกลางทาง
สิ่งที่น่าโมโหที่สุดคือหอสุราก็ถูกเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เอาไปด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ฉินเฟิงจึงมีเพียงอุตสาหกรรมน้ำตาลและร้านหนังสืออยู่ในมือเท่านั้น
นายน้อยเจ้าสำราญจำเป็นต้องขยายเส้นทางการค้าอย่างเร่งด่วน
หากบ่มเพาะกิจการใหม่ก็ใช่ว่าจำสำเร็จในเร็ววัน น้ำไกลไม่สามารถดับกระหายยามนี้ได้ ดังนั้นฉินเฟิงจึงตัดสินใจอัปเกรดกิจการเดิม
ชายหนุ่มเพิ่งใช้ศักยภาพของอุตสาหกรรมน้ำตาลไม่ถึงหนึ่งในสิบ ยังมีพื้นที่ว่างให้ใช้ลูกเล่นอีกมาก
ในยุคนี้อย่าว่าแต่น้ำตาลทรายขาวที่ฉินเฟิงผลิตออกมาเลย แม้แต่น้ำตาลอ้อยที่พบมากที่สุดก็ยังอยู่ในหมวดหมู่ของสินค้าฟุ่มเฟือยและยากที่คนทั่วไปจะเอื้อมถึง
ฉินเฟิงทำความเข้าใจเรื่องน้ำตาล ตั้งแต่เกล็ดน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลทรายขาว แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เขายังต้องพัฒนาต่อไป!
โดยขั้นต่อไปก็คือลูกกวาด
ในยุคสมัยนี้มีเพียงลูกกวาดจากธรรมชาติอย่างเดียวซึ่งก็คือน้ำผึ้ง
อย่างไรก็ตามน้ำผึ้งมีรสหวานจนเลี่ยน ทั้งยังดื่มได้โดยการต้มกับน้ำหรือทำเป็นขนมอบเท่านั้น เทียบไม่ได้กับลูกกวาดที่หวานและสดชื่น
ฉินเฟิงเทน้ำตาลลงในหม้อ เติมน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็นำไปวางบนเตาเหล็กขนาดเล็กเพื่อทำการเคี่ยว
หลังจากน้ำตาลทั้งหมดละลายเป็นน้ำเชื่อมแล้วก็ต้มต่อไปเพื่อให้ได้ส่วนผสมที่เข้มข้น
ถัดมาเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การเคี่ยวให้เหนียวข้น
จักต้องควบคุมอุณหภูมิไว้ที่หนึ่งร้อยสิบห้าองศา
เนื่องจากฉินเฟิงไม่มีเครื่องวัดอุณหภูมิจึงได้แต่ควบคุมอุณหภูมิโดยอาศัยความแรงของเปลวไฟ ทั้งยังต้มน้ำตาลเสียหายไปหลายหม้อก่อนที่จะรู้ความร้อนโดยประมาณได้ในที่สุด
เมื่อเคี่ยวจนเข้มข้นเรียบร้อยแล้ว เขาก็เติมวัตถุดิบเสริมลงไป
เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ ฉินเฟิงจึงทำได้เพียงใช้ของที่มีในท้องถิ่น เลือกสีและรสชาติตามธรรมชาติ
เติมน้ำชาเพื่อให้ได้สีน้ำตาลเข้ม
ใส่ดอกหงฮวาเพื่อให้ได้ ‘ลูกกวาดเพื่อสุขภาพ’ สีแดง
ชายหนุ่มวางน้ำตาลเข้มข้นที่เตรียมไว้ลงในอ่างเพื่อพักให้เย็น ใช้แท่งไม้คนและสังเกตการเปลี่ยนแปลงความเย็นของน้ำตาล กระทั่งมีสถานะกึ่งของเหลว เขาก็สวมถุงมือผ้าฝ้ายหนา ๆ แล้วนำน้ำตาลออกมา จากนั้นจึงใช้สองมือที่คล่องแคล่วในการยืดและม้วน ปั้นน้ำตาลเป็นเส้นยาว ๆ ตัดเป็นทรงกลมเล็ก ๆ โรยด้วยแป้งข้าวสาลี เป็นอันเสร็จ
ด้วยกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะด้านที่สำคัญที่สุดอย่างความแรงของไฟ ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงอาศัยประสบการณ์เท่านั้น
ระหว่างนั้นเขาล้มเหลวห้าหรือหกครั้ง ถือว่าเสียหายค่อนข้างมาก และของที่ทำออกมาได้ก็ค่อนข้างน้อยเช่นกัน
ลูกกวาดชาห้าร้อยลูกและลูกกวาดเพื่อสุขภาพสองร้อยลูก
ฉินเฟิงหยิบลูกกวาดขึ้นมาหนึ่งก้อนแล้วโยนเข้าไปในปาก ความหวานที่เหมาะสม พร้อมด้วยกลิ่นหอมของชาแพร่กระจายไปทั่ว นายน้อยเจ้าสำราญอดไม่ได้ที่จะหลับตาและเพลิดเพลินกับมัน
ฉินเฟิงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังจิ่งเชียนอิ่ง กอดเอวของนางอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ชี้ไปที่รถม้าด้วยมืออีกข้างแล้วเอ่ยอย่างสั่นเทา “มะ… มีผีอยู่ใต้รถม้า!”
จิ่งเชียนอิ่งถือกระบี่เหมันต์และขมวดคิ้วเล็กน้อย “กลางวันแสก ๆ ท้องฟ้าสดใส้ช่นนี้ ผีจะมาจากไหน?”
ฉินเฟิงจ้องตรงไปที่ใต้ท้องรถม้า เหงื่อท่วมศีรษะอย่างประหม่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไร? ถึงจะไม่ใช่ผีแต่ก็ต้องเป็นนักฆ่าแน่!”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘นักฆ่า’ ทุกคนก็เตรียมพร้อมรับศึก
อู๋เว่ยถือไม้อยู่ในมือ จ้าวอวี้หลงก็ดึงดาบข้างเอวออกมา แยกกันล้อมด้านซ้ายและขวาไปที่ใต้ท้องรถม้า
จ้าวอวี้หลงเห็นเงาสีดำอยู่ใต้ท้องรถอย่างเลือนราง หัวใจเขาดิ่งลง ชายหนุ่มตวาดเสียงต่ำ “นั่นใคร! ออกมา! หากกล้าแกล้งทำเป็นผีก็เตรียมตัวตายอยู่ที่นี่ซะ”
บรรยากาศในที่เกิดเหตุตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง
ก้อนความตื่นเต้นของทุกคนพุ่งมาถึงลำคอ เมื่อการต่อสู้หลีกเลี่ยงไม่ได้เกิดขึ้น เสียงหัวเราะไม่พอใจก็ดังออกมาจากใต้ท้องรถม้า
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเอง กังวลอะไรกัน!”
ฉินเฟิงคุ้นเคยกับเสียงนี้มาก มากเสียจนแทบรอไม่ไหวที่จะจับไอ้หมานี่เผาไปพร้อมกับรถม้า!
ท่ามกลางการจ้องมองของทุกคน ชายหนุ่มคนหนึ่งคลานออกมา เขาสวมชุดสีดำรัดรูปและมีตะบองยื่นออกมาจากหลัง คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลี่หลางจากอำเภอฝูอวิ้น
จ้าวอวี้หลงจำหลี่หลางได้ในทันที เขาโล่งใจและในเวลาเดียวกันก็รู้สึกคาดไม่ถึง “บุตรชายคนรองของหมิงอ๋อง? เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่เล่า?”
หลี่หลางดึงตะบองที่มีลักษณะคล้าย ‘ไม้เท้า’ ออกมาจากด้านหลัง ปัดดาบของจ้าวอวี้หลงออกไป แสยะยิ้มกว้างแล้วเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “ข้าต้องการจะไปที่ใดก็ไปที่นั่น ต้องรายงานพวกเจ้าด้วยหรือ?”
สิ้นเสียงนั้น เสียงคำรามก็ดังขึ้น
ฉินเฟิงกระโดดขึ้นกลางอากาศและเตะหลี่หลางเข้าที่หน้าอก แต่ปรากฎว่าหลี่หลางเบี่ยงตัวหลบ โชคดีที่ฉินเฟิงตอบสนองอย่างรวดเร็ว อีกนิดเดียวเขาก็เกือบจะชนกับรถม้าแล้ว
เมื่อเตะพลาดเป้า ฉินเฟิงก็ยิ่งเดือดดาล “การหลอกคนทำให้คนตกใจตายได้ รู้หรือไม่!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ