เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 347

บทที่ 347 สินค้าฟุ่มเฟือยชั้นสูง

การกำหนดราคาก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเช่นกัน

น้ำตาลเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยระดับสูงอยู่แล้ว แต่ลูกกวาดล้ำค่ากว่าน้ำตาลทรายขาวอีกหนึ่งระดับ นอกจากนี้เขายังผูกขาดอุตสาหกรรมลูกกวาดอยู่ สิ่งที่ต้องพิจารณาในตอนนี้คือทำอย่างไรถึงจะเพิ่มกำไรได้สูงสุด

สิ่งนี้ไม่สามารถชั่งน้ำหนักขายได้เด็ดขาด!

ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดคำนวณในใจ “ลูกกวาดชาหนึ่งเม็ดหนึ่งตำลึงเงิน ลูกกวาดเพื่อสุขภาพหนึ่งเม็ดสองตำลึงเงิน”

เมื่อได้ยินราคาของฉินเฟิง เสี่ยวเซียงเซียงก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นางเอ่ยอย่างสงสัย “นายน้อย นี่ไม่ถูกเกินไปหรือเจ้าคะ?”

แม้จิ่งเชียนอิ่งจะไม่เข้าใจวิถีพ่อค้า แต่นางก็กระตือรือร้นเรื่องเงินเป็นอย่างมาก

ในความเห็นของนาง ‘ของดี’ ที่ไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อน เปี่ยมไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมแบบนี้ แม้ว่าขายในราคาก้อนละห้าตำลึงเงิน คนนับไม่ถ้วนก็คงยังอยากจะมาลอง

ยิ่งกว่านั้น ลูกกวาดชนิดนี้ยังไม่ได้ละลายเร็วเกินไป แค่หยิบเข้าปากก็อยู่ได้ถึงหนึ่งก้านธูป เพียงเท่านี้ก็เป็นข้อดีที่เกล็ดน้ำตาลธรรมดาและน้ำตาลทรายขาวไม่สามารถเทียบเคียงได้แล้ว

หลี่หลางที่อยู่ด้านข้างมีดวงตาเป็นประกาย เขาดึงตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมาจากแขนเสื้ออย่างรวดเร็วและพูดอย่างกระตือรือร้น “เอาลูกกวาดชาหนึ่งร้อยเม็ดให้ข้าก่อน รอข้ากลับจวนจะอาให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ได้ลองชิม”

ฉินเฟิงเองมีความสุขไม่น้อย หนึ่งมือยื่นสินค้า หนึ่งมือยื่นจ่ายเงิน

เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงเอาจริง แม้แต่จ้าวหลี่หลางก็รู้สึกสะเทือนใจ หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ซื้อลูกกวาดเพื่อสุขภาพร้อยเม็ดและจ่ายไปสองร้อยตำลึงเงิน

แม้แต่ฉินเสี่ยวฝูก็ขอลูกกวาดชาห้าสิบเม็ดจากฉินเฟิงอย่างไร้ยางอาย โดยบอกว่าเขาจะเก็บมันไว้เป็นของขวัญ ส่วนเงินน่ะหรือ? ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้ บอกให้ฉินเฟิงหักเงินจากเงินเดือนประจำปีไปได้เลย

ฉินเฟิงให้อู๋เว่ยไปอีกสิบเม็ด แม้แต่คนรับใช้ที่ร่วมเดินทางก็แบ่งกันอีกคนละห้าเม็ดด้วย

ทุกคนได้รับของมาเปล่า ๆ ย่อมมีความสุขมาก อู๋เว่ยรู้สึกราวกับได้รับสมบัติ ซ่อนลูกกวาดไว้ติดกายและเตือนด้วยเสียงทุ้ม “นายน้อย วัตถุดิบของลูกกวาดนี้โดยเนื้อแท้ก็มีคุณค่ามีราคาอยู่แล้ว ท่านขายถูกเกินไป ทุกวันนี้การเงินของค่ายเทียนจีกำลังตึงเครียด ไม่สู้ตั้งราคาสูงขึ้น หาเงินมากขึ้น ลดแรงกดดันให้คุณหนูรองเล่าขอรับ?”

ฉินเสี่ยวฝูเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว “ถูกต้อง! ของดีเช่นนี้มีราคาเพียงหนึ่งตำลึงเงิน? ร้อยชิ้นมีราคาเพียงหนึ่งร้อยตำลึงเงินเท่านั้น นายน้อย ท่านใช้ความพยายามอย่างมากในการทำสิ่งนี้ บ่าวเกรงว่าท่านจะขาดทุนด้วยซ้ำ บ่าวขอยืมคำของนายน้อย ท่านเป็นนายทุนเลือดเย็นที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งญาติตัวเองไม่ใช่หรือ? ไยคราวนี้ถึงเลอะเลื่อนเช่นนี้เล่าขอรับ?”

ฉินเสี่ยวฝู เจ้าเด็กสารเลวคนนี้ เริ่มไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว เขากล้าที่จะดุนายน้อยของตนเองต่อหน้าคนมากมายรึ!

ฉินเฟิงกำหมัดเขกหน้าผากฉินเสี่ยวฝูและพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะไปรู้อะไร นายน้อยอย่างข้าเคยทำกิจการที่ขาดทุนตั้งแต่เมื่อใด ไม่สู้ข้ายกตำแหน่งผู้บัญชาการของค่ายเทียนจีให้เจ้าเสียเลยดีหรือไม่? เจ้าเก่งนักก็ทำเอง หากไม่ทำก็อย่าปากมาก”

ดังคำกล่าวที่ว่าคนซื้อฉลาดไม่เท่าคนขาย

เหตุผลที่ลูกกวาดชุดแรกใช้เวลานานมากก็เนื่องมาจากการลองผิดลองถูก ไม่ว่าจะเป็นความร้อนที่ใช้ในการต้มน้ำตาลและความเข้มข้นของลูกกวาด หรืออัตราส่วนของวัตถุดิบ ทั้งหมดทำเอาฉินเฟิง กังวลจนเหงื่อตก

แต่ตราบใดที่ประสบความสำเร็จและสรุปผลที่แน่นอนได้ ต่อจากนั้นย่อมเป็นกิจการที่ทำกำไรได้มหาศาล

เพียงแต่ตอนนี้ฉินเฟิงยังถูกจำกัดโดยสถานที่จึงไม่สามารถผลิตลูกกวาดจำนวนมากได้

ตราบใดที่ขั้นตอนการทำลูกกวาดโดยละเอียดได้บันทึกไว้ในหนังสือ ส่งมอบให้กับโรงฝีมือของค่ายเทียนจีและเริ่มการผลิตเต็มรูปแบบแล้ว ผลผลิตแต่ละวันสามารถเกินหมื่นหรือแสนเม็ดได้เลยทีเดียว

ส่วนเหตุผลประการที่สามเป็นข้อสำคัญที่สุด ฉินเฟิงต้องการเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของการพัฒนาออกจากเมืองหลวง

ตอนนี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงเริ่มเรียกร้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องโรงหลิวหลีที่เขาขาดทุนครั้งก่อน ฉินเฟิงย่อมจดจำไปตลอดชีวิต!

ถ้าอุตสาหกรรมน้ำตาลจะขยายตัวภายใต้พระเนตรของฝ่าบาท ด้วยพฤติกรรมของพระองค์ คงจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแน่นอน

หากเป็นเช่นนั้น แม้กำไรของฉินเฟิงจะลดลงครึ่งหนึ่งก็ถือว่ายังพอทำเนา

ด้วยหากอยู่ใกล้ฮ่องเต้ต้าเหลียงแล้วอีกฝ่ายอยากจะกลืนอุตสาหกรรมน้ำตาลในอึกเดียว โดยการเตะฉินเฟิงออกไปให้พ้นทาง นายน้อยฉินย่อมไม่สามารถทำอะไรได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งแผงขายของในเมืองหลวงมีขนาดใหญ่เท่าใด ฉินเฟิงก็จะถูกควบคุมโดยฮ่องเต้ต้าเหลียงมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่ต้องการจะกลายเป็นเครื่องมือของฮ่องเต้ต้าเหลียงอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่เช่นนั้นในอนาคตเขาคงจะมีจุดจบเหมือนมหาเสนาเกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระต่ายม้วยอย่างสุนัข วิหคสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน!

ฉินเฟิงสามารถภักดีได้ แต่เขาต้องไม่ภักดีอย่างโง่เขลา จะมากจะน้อยก็ยังต้องวางเส้นทางหลบหนีสำหรับตนเองเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน

ณ อำเภอเป่ยซี สถานการณ์ยังคงเลวร้ายลง

กองทัพใหม่ที่ย้ายมาจากกองบัญชาการค่ายเทียนจีมีผู้เสียชีวิตในสนามรบมากกว่าร้อยนาย อัตราการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนที่คัดเลือกมาระหว่างทางยิ่งสูงกว่า คิดเป็นหนึ่งในห้าของผู้เสียชีวิตในสนามรบ การเป็นทหารรักษาการณ์ในอำเภอเป่ยซีกลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง แม้ค่ายเทียนจีสัญญาว่าจะมอบ ‘ผลประโยชน์’ ให้สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ทหารรักษาการณ์ที่ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนก็ยังคงคิดจะเป็นทหารหนีทัพ

จำนวนประชากรเมืองเขตในของอำเภอเป่ยซีอิ่มตัวถึงขีดสุด และการจัดหาปัจจัยต่าง ๆ ก็มาถึงขีดจำกัดแล้วจึงจำเป็นต้องดำเนินงานตามแผนการจัดหาเสบียง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ