บทที่ 351 นิ่งเฉยสยบความปั่นป่วน
เท่าที่จิ่งเชียนอิ่งรู้ สาเหตุที่อำเภอชางผิงเป็นแบบนี้สืบเนื่องมาจากภัยแล้งที่รุนแรง
หากมีแหล่งน้ำ ชาวบ้านจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยหนีความอดอยากได้อย่างไร?
หาน้ำรึ? นั่นนับว่ายากเหลือคณานับ!
ฉินเฟิงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เขายกมือชี้กอหญ้าที่อยู่ไม่ไกล “ไม่มีหญ้าเติบโตในที่แห้งแล้ง หากไม่มีความชื้นในดิน แม้แต่วัชพืชที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่สามารถเติบโตได้ นี่แสดงให้เห็นว่าความแห้งแล้งร้ายแรงเพียงใด แต่พวกเจ้าเห็นรึไม่ว่าวัชพืชรอบชางผิงยังไม่สูญพันธุ์ แสดงให้เห็นว่าดินในท้องถิ่นยังคงมีความชื้นอยู่บ้าง”
“แต่จากการกระจายตัวและการเจริญเติบโตของวัชพืชที่มีอยู่เป็นระยะ ๆ ถึงบริเวณนี้จะมีความชื้น แต่น้ำก็น้อยเกินไป แม้แต่วัชพืชก็ยังดิ้นรนเอาชีวิตจึงปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ยาก แม้ปลูกได้ผลผลิตก็น้อยกว่าปกติ”
“นี่เป็นแค่ข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น หากต้องการระบุตำแหน่งของแหล่งน้ำต้องตัดสินจากภูมิประเทศ ซึ่งก็ดูได้หลายวิธี อย่างว่า ‘รอยคดโค้ง’ ตามพื้นที่ภูเขาและการตัดสินจากเนินทรายและชั้นหิน”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ดวงตาของจิ่งเชียนอิ่งก็อดไม่ได้ที่จะเผยประกายแห่งความชื่นชม
ในแง่ของวรยุทธ์ จิ่งเชียนอิ่งสามารถยกฉินเฟิงขึ้นและะต่อยตีเป็นกระสอบทรายได้
แต่นอกจากวรยุทธ์แล้ว ฉินเฟิงมีความรอบรู้ในทุกด้าน นั่นทำให้จิ่งเชียนอิ่งทั้งชื่นชมและละอายใจ
ชายหนุ่มเดินไปรอบ ๆ เมืองโดยเอามือไพล่หลัง ทำท่าทีราวกับทหารผ่านศึกที่กำลังเดินตรวจตรา
ไม่นานหลังจากนั้น พื้นที่ลุ่มแห้งหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของเขา
พื้นที่ลุ่มบริเวณนี้ไม่กักเก็บน้ำ มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงสองจั้ง อย่างไรก็ตาม มีวัชพืชจำนวนมากเติบโตแถบพื้นที่ลุ่มตรงนี้
ฉินเฟิงขอให้เสี่ยวเซียงเซียงทำเครื่องหมายในตำแหน่งของพื้นที่ลุ่มบนกระดาษทันที
จากนั้นเขาก็ลาดตระเวนและระบุตำแหน่งของพื้นที่ลุ่มน้ำต่อไป พื้นที่ที่มีหญ้าค่อนข้างเขียวชอุ่ม และพื้นที่ที่มีชั้นหินที่ละเอียด ล้วนถูกทำเครื่องหมายที่ชัดเจนเอาไว้
หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน ฉินเฟิงได้ทำเครื่องหมายสถานที่มากกว่าห้าสิบแห่ง และทั้งหมดก็อยู่ใกล้กับตัวอำเภอ เมื่อเป็นเช่นนี้ในอำเภอชางผิงก็อาจมีพื้นที่กักเก็บน้ำนับไม่ถ้วนอยู่ก็ได้ ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของฉินเฟิงเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถสำรวจครอบคลุมทั้งอำเภอ
เมื่อชายหนุ่มกลับมาที่ขบวนรถก็เป็นเวลาค่ำแล้ว
ฉินเฟิงปีนขึ้นไปบนรถม้าและพักผ่อน
ในเวลาเดียวกันนี้ ศาลาว่าการชางผิงก็กำลังครึกครื้นหาใดเปรียบ
ขุนนางทุกคนนำโดยนายอำเภอปรากฏตัวอยู่ที่นั่น ทั้งยังมีชายวัยกลางคนหลายคนในชุดที่ดูมีราคายืนอยู่พร้อมหน้า
เมื่อเห็นมือปราบที่เฝ้าประตูเมืองกลับมา หลิวหลิงนายอำเภอชางผิงก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าฉินเฟิงนั่นทำอะไรอยู่?”
มือปราบประสานมือพลางตอบ “ตอบใต้เท้า ฉินเฟิงได้พาญาติสตรีมาด้วยกัน พวกเขาเดินวนไปวนมานอกเมืองยกใหญ่ จากนั้นก็พักผ่อนและไม่ทำอะไรเลยขอรับ”
ทันทีที่คำกล่าวนี้ออกมาก็เกิดความเงียบงันในศาลาว่าการ จากนั้นก็มีการถกเถียงอย่างดุเดือดตามมา
นายอำเภอขมวดคิ้ว “ฉินเฟิงผู้นี้มากแผนการมาตลอด มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในเมืองหลวง ในเมื่อเขามาถึงอำเภอชางผิงแล้วจักต้องเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้เขาปักหลักอยู่นอกประตูเมือง ไม่มีความตั้งใจที่จะเข้ามา เกรงว่าจะใช้ความนิ่งเฉยสยบความเคลื่อนไหว รอให้เราออกจากเมืองไปต้อนรับอยู่เป็นแน่”
สายตาของผู้ช่วยก็เคร่งขรึมเช่นกัน “ว่ากันว่าครั้งฉินเฟิงไปเมืองผิงเหยาเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของผู้คน เขาสังหารคหบดีในท้องถิ่นไปหลายคน คนผู้นี้หาใช่คนใจดี ไยเราไม่… ออกไปทักทาย ปฏิบัติต่อเขาด้วยความสุภาพเล่า?”
หลิวหลิงยกมือกุมหน้าผาก กังวลเป็นอย่างยิ่ง ก้นบึ้งของหัวใจเขาไม่ต้องการทำให้ฉินเฟิงขุ่นเคือง เพราะอย่างไรเสียวิธีการโหดเหี้ยมของอีกฝ่ายก็แพร่กระจายไปยังอำเภอต่าง ๆ นานแล้ว
หลิวหลิงต้องการออกไปนอกเมืองเพื่อทักทายฉินเฟิงอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเขาเห็นชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงข้ามก็อดไม่ได้ที่จะหดคอกลับ
บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาพูดเสียงทุ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยไม่ออกไปฆ่านอกประตูเมืองเล่าขอรับ?”
นายท่านหลินหรี่ตา “เจ้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอำเภอผิงเหยาเลยรึ? ฉินเฟิงระมัดระวังมาโดยตลอด ไม่มีใครรู้ว่าฉินเฟิงวางทหารจากค่ายเทียนจีไว้รอบตัวเขาหรือไม่ นอกจากนี้ จิ่งเชียนอิ่งที่อยู่ข้างกายเจ้านั่นก็มีวิชากระบี่ที่ยอดเยี่ยม หากเราดำเนินการอย่างหุนหันพลันแล่น เกรงว่าคงจะไม่สามารถหยุดฉินเฟิงจากการหลบหนีได้”
“เพียงแค่เชิญเขาเข้ามา ปิดประตูตีสุนัขย่อมเป็นการดีกว่า”
“ไม่ต้องกังวล ถ้าฉินเฟิงเข้ามาแล้วจะไม่มีทางได้ออกไปอีก! ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถจัดการความแห้งแล้งในอำเภอชางผิงได้โดยไม่ต้องเข้ามาในเมืองหรือไม่แม้แต่จะมาพบนายอำเภอ เด็กนั่นไม่ใช่เทพเซียนลงมาจุติเสียหน่อย!”
วันรุ่งขึ้น กระทั่งตะวันขึ้นสูงโด่ง ฉินเฟิงถึงได้เดินออกจากรถม้าพลางขยี้ตาที่ยังดูไม่ลืมเต็มที่
พอออกมาชายหนุ่มก็เห็นหลี่หลางกำลังเหวี่ยงตะบองในมือ เกิดเสียงแหวกผ่านอากาศรุนแรงขึ้น พลันหินก้อนหนึ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสามฉื่อตรงหน้าเขาก็แตกออกเป็นสองซีก
พละกำลังเช่นนี้ทำให้ฉินเฟิงมึนงงด้วยความตกใจ
ถ้ามันโดนกระโหลก แสดงว่าสมองคงจะกระเด็นออกมาตรง ๆ เลยมิใช่หรือ?
เมื่อเห็นว่าในที่สุดฉินเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้น หลี่หลางก็เลิกคิ้วและพูดติดตลก “ฮ่องเต้ส่งเจ้ามาที่อำเภอชางผิงเพื่อแก้ไขความอดอยาก แต่เจ้าดูสนุกไปกับมันยิ่งนัก มีญาติสตรีอยู่ซ้ายขวา นอนจนตะวันโด่งป่านนี้ถึงลุกตื่น เจ้าเป็นขุนนางละโมบหรือขุนนางซื่อสัตย์กันแน่ ข้าไม่แน่ใจเลยจริง ๆ”
ฉินเฟิงเกาบั้นท้ายของตนพลางพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน “ขุนนางละโมบหรือขุนนางซื่อสัตย์ก็ไม่ได้ต่างกัน? ข้าใช้เงินของข้า ไม่ได้ไปรบกวนผู้ใด ทำเช่นนี้ก็ไม่ได้อย่างนั้นรึ”
“การขจัดภัยอดอยากกับการที่ข้าตั้งค่ายพักแรมที่นี่เพื่อสัมผัสประสบการณ์ชีวิตกลางแจ้งพร้อม ๆ กันก็ไม่ได้ผิดอะไร”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้าไม่ใช่ขุนนางด้วยซ้ำ!”
[1] ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินต้าน : ทุกปัญหามีทางแก้เสมอ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ