บทที่ 354 ปล่อยข่าวลือ
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความสงสัยของทุกคน ฉินเฟิงพูดอย่างจริงจัง “ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน ค่ายเทียนจีของเราจะฝึกอบรมด้วยทรัพยากรทั้งหมด ยิ่งมีคนเรียนรู้ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น”
“ท้ายที่สุดแล้ว อาณาจักรจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อผู้คนร่ำรวย!”
เมื่อฉินเฟิงกล่าวมาถึงตรงนี้ เขาก็กลืนคำพูดที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งลงไป คำพูดืั้ว่า…
เพราะอย่างไรเสีย…
เมื่อผู้คนร่ำรวย อาณาจักรเข้มแข็ง สินค้าของค่ายเทียนจีจึงจะสามารถออกตีตลาดได้ เมื่อนั้นเขาถึงจะสามารถหาเงินอย่างไร้กังวลจริง ๆ
มิฉะนั้นถ้าชาวบ้านยากจนข้นแค้น กิจการของค่ายเทียนจีจะแพร่หลายในกลุ่มคนมีอันจะกินเท่านั้น และกิจการก็จะไม่อาจเติบโตได้
ยิ่งผู้คนร่ำรวยเท่าไร ฉินเฟิงก็จะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
บรรดาชาวบ้านตื้นตันใจจนถึงกับหลั่งน้ำตา
อาณาจักรจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อผู้คนร่ำรวยเท่านั้น…
คำพูดพวกนี้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาได้ยิน
ก่อนหน้านี้ทั้งขุนนางและผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นพยายามทุกวิถีทางที่จะบีบบังคับผู้คน โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ยามนี้ในที่สุดต้าเหลียงก็มีคนมากความสามารถที่หวังให้ราษฎรมีความเจริญรุ่งเรือง
สิ่งสำคัญที่สุดคือบุคคลมีความสามารถผู้นี้มีสิทธิ์ที่จะพูด
เขาเป็นคนสำคัญที่สามารถทำตามสิ่งที่พูดเอาไว้ได้
บรรดาชาวบ้านคุกเข่าคำนับตามสัญชาติญาณ
“นายน้อยฉิน ท่านคือผู้กอบกู้ของพวกเราอย่างแท้จริง!”
“นายน้อยฉิน ไม่ต้องกังวล เราจะขุดบ่อลึกนี้และไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่”
“ทุกคน ทำงานต่อ อย่าทำให้นายน้อยฉินผิดหวัง”
บรรดาชาวบ้านดูเหมือนจะมีกำลังเพิ่มขึ้นมา แล้วพวกเขาก็เริ่มก่อสร้างกันอย่างสุดกำลัง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉินเฟิงก็หยุดอยู่ฝีเท้า สั่งให้ฉินเสี่ยวฝูอยู่ควบคุมงาน จากนั้นจึงหันหลังจากไป
การควบคุมงาน ไม่ใช่การควบคุมระยะเวลาการก่อสร้าง แต่เป็นการดูแลความปลอดภัยของการก่อสร้าง
เมื่อฉินเฟิงกลับไปยังจุดพักแรมก็เกือบจะเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
กลุ่มนักเลงเกียจคร้านที่เหลืออีกพันคน ยังรอรับคำสั่งอยู่ที่เดิม
ฉินเฟิงเอามือไพล่หลังพลางเดินไปรอบ ๆ
ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาอย่างงุนงงของทุกคน นายน้อยตะโกนว่า “ภารกิจของพวกเจ้าก็คือรออยู่ที่นี่!”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาเงินที่ควรได้ ย่อมไม่ขาดแม้อีแปะเดียว”
เดิมทีพวกนักเลงต่างรู้สึกว้าวุ่นอยู่ในใจ
ท้ายที่สุดแล้วก็มีข่าวลือว่าฉินเฟิงจัดการพวกนักเลงได้อย่างโหดร้ายมาโดยตลอด…
ขณะนี้นักเลงจำนวนมากที่ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันทางจิตใจได้จึงแอบหลบหนีไปก็มี
อย่างไรเสียก็ได้เงินมัดจำหนึ่งตำลึงเงินแล้ว หนีไปก็ถือว่าได้กำไร
เมื่อกลุ่มนักเลงที่เหลือมากกว่าเก้าร้อยคนได้ยินคำพูดของฉินเฟิงก็รู้สึกสับสนมึนงง และเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง
“ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ได้ห้าตำลึงเงินรึ ใต้หล้ามีเรื่องดี ๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ใครว่าเล่า! นายน้อยฉินผู้นี้มีแผนการมากมาย…”
“จะสนใจอะไรมากมายเล่า ดั่งคำกล่าวที่ว่า กฎหมายไม่อาจใช้ได้กับกลุ่มคนจำนวนมาก นายน้อยฉินคงจัดการพวกเราทั้งหมดพร้อมกันไม่ได้หรอกกระมัง?”
“เจ้าพูดถูก นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ได้รับห้าตำลึงเงิน เรื่องดี ๆ เช่นนี้ไม่ได้พบเจอกันบ่อย ๆ หรอก”
ข้อดีของกลุ่มนักเลงคือขอแค่มีผลประโยชน์ พวกเขาก็ไม่สนใจปัญหาที่จะตามมามากมายนัก
“แต่ข้าขอพูดไว้ก่อนเลยว่า ใครกล้าหักหลังคนงานก่อสร้าง ข้ารู้ชื่อและที่อยู่ของพวกเจ้า พวกเจ้าจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา!”
เมื่อเผชิญกับคำขู่ของฉินเฟิง กลุ่มนักเลงก็หดคอลง
หากจะแสดงความดุร้ายหรือต่อสู้ก็ต้องดูให้ดีก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ดังสุภาษิตที่ว่า นักเลงกลัวอันธพาล อันธพาลกลัวขุนนาง ขุนนางกลัวคหบดีผู้ร่ำรวย กดทับกันไปเป็นระดับชั้น
นายน้อยฉินที่อยู่ตรงหน้าเป็นถึงผู้โหดเหี้ยมที่ฟาดฟันกับขุนนางในเมืองหลวงและต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองทัพเป่ยตี๋เพียงลำพัง
ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่อยากหาเรื่องให้นายน้อยผู้นี้โกรธเคือง
ตู๋เหยี่ยนหลง*[1] ที่ตาบอดหนึ่งข้างหัวเราะเบา ๆ “นายน้อยฉินวางใจ ฝีมือของท่าน พวกเราทุกคนล้วนเคยได้ยิน ผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นในอำเภอผิงเหยาเกือบถูกท่านฆ่าตายทั้วหมด ใครจะยังกล้าหาเรื่องท่านอีก?”
“ถ้ามีการสนับสนุนของท่าน ต่อให้มือปราบในอำเภอชางผิงจะมา พวกเราก็จะยังต่อยตีไม่ละเว้น”
ฉินเฟิงพยักหน้า ยื่นมือชี้ไปที่ตู๋เหยี่ยนหลง “หน้าที่ปกป้องกลุ่มคนงานก่อสร้าง ยกให้พวกเขาไป เจ้าเลือกคนอีกห้าสิบคน มีภารกิจอื่นอีก”
ตู๋เหยี่ยนหลงถูมือไปมา “ท่านบอกมาเถอะ แม้จะเป็นภูเขาดาบทะเลเพลิง พวกข้าก็จะไม่ปฏิเสธขอรับ”
ฉินเฟิงเพิกเฉยต่อคำกล่าวของตู๋เหยี่ยนหลง เงยหน้าขึ้นมองกำแพงเมือง “พวกเจ้าหาทางแอบเข้าไป ทางที่ดีที่สุดคือห้ามถูกจับได้ จากนั้นก็แพร่ข่าวลือไปในเมือง บอกว่าข้าจะโจมตีอำเภอ แม่ทัพหนิงหู่จะนำทหารค่ายเทียนจีหนึ่งร้อยนายรุดหน้ามาที่อำเภอชางผิง เนื่องจากขุนนางในเมืองไม่เคารพข้า ข้าเดินทางมาจากเมืองหลวงอย่างยากลำบาก แต่ไม่มีใครมาต้อนรับ ชัดเจนแล้วว่าไม่เห็นข้าฉินเฟิงอยู่ในสายตา”
“ขุนนาง คหบดี ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นทุกคน ข้าจะฆ่าอย่างไร้ความปรานี! สิ่งที่เกิดขึ้นในอำเภอผิงเหยาคือตัวอย่าง!”
ตู๋เหยี่ยนหลง รับปากทันที ท้ายที่สุดแล้วงานประเภทนี้ก็ง่ายยิ่งนัก การกระจายข่าวลือ ขอแค่ไม่เป็นใบ้ ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้
ส่วนการแอบเข้าไปในเมืองนั้นยิ่งง่ายดาย อย่างไรอำเภอชางผิงก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากจงหยวน ไม่จำเป็นต้องต้านทานการรุกรานจากพวกต่างแคว้น กำแพงเมืองจึงถูกสร้างขึ้นไม่สูงอะไร เอาแต่พอใช้ได้ก็เท่านั้น
กลุ่มนักเลงนำโดยตู๋เหยี่ยนหลงเชี่ยวชาญในการลักลอบเข้าเมือง ล้วงกุญแจ บุกเข้าจวนที่เจ้าของไม่อยู่เพื่อลักเล็กขโมยน้อย
เพียงแค่ขว้างกรงเล็บบิน พวกเขาก็สามารถปีนเชือกขึ้นไปได้โดยตรง
วันรุ่งขึ้นก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วอำเภอ…
[1] ตู๋เหยี่ยนหลง หมายถึง มังกรตาเดียว ในบริบทนี้ใช้เรียกนักเลงที่ตาบอดข้างหนึ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ