บทที่ 375 บ่าวเก่าแก่ในพระทัยฝ่าบาท
อาศัยรายชื่อที่เสิ่นเคอมอบให้
ไม่ได้มีเพียงแค่ในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสามสิบหกอำเภอของเมืองหลวง และในต้าเหลียงทั้งหมด หน่วยสอดแนมเป่ยตี๋ถูกจับมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยติดตามจากเบาะแส ทั้งหมดถูกจับไปยังค่ายเทียนจีในเมืองหลวงเพื่อสอบสวน
สามวันหลังจากฉินเฟิงกลับมาเมืองหลวง ก็มีหน่วยสอดแนมมากกว่าหนึ่งร้อยคนที่ถูกควบคุมตัวและอยู่ระหว่างการจับกุมตัว หลังจากการสอบสวน มีคนมากกว่ายี่สิบคนที่พ้นจากข้อสงสัยและได้รับการปล่อยตัว
หากพูดตามหลักเหตุผลแล้ว การสอบสวนหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋ล้วนอยู่ในขอบเขตของกรมกลาโหมและกรมยุติธรรม
แต่ทั้งสองกรมเพียงส่งเจ้าหน้าที่สองคนมาเป็นพิธีเพื่อเล่นละครให้แก่ค่ายเทียนจี ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซงใด ๆ
แม้ทั้งเมืองหลวงจะถูกฉินเฟิง ‘ไถ’ ไปหนึ่งรอบ
แต่ทั้งทางการและประชนหาได้รับผลกระทบมากมายอะไร
ชาวบ้านทั่วไปยืนอยู่ริมถนน มองดูองครักษ์ค่ายเทียนจีจับกุมหน่วยสอดแนมที่เพิ่งขุดขึ้นมาไปยังค่ายเทียนจี และเริ่มชี้ไปที่พวกเขา
“จับได้อีกแล้ว เฮอะ หน่วยสอดแนมเป่ยตี๋แทรกซึมอยู่ทั่วทุกที่จริง ๆ!”
“ว่ากันว่าหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋ได้แทรกซึมเข้าไปในราชสำนักด้วย ขุนนางกบฏที่มียศสูงสุดถึงขั้นเจ็ดถูกจับกุมเป็นคนแรกทีเดียว!”
“หึ ขุนนางทุจริตเช่นนั้นควรถูกจับและสังหารทิ้งให้หมด แต่ก็พูดได้ว่า ขุนนางชั้นสูงในราชสำนักช่างโปร่งใสยิ่งนัก”
“ไร้สาระ! ขุนนางชั้นสูงในราชสำนักมีตำแหน่งสูงอยู่แล้ว เดิมทีก็มีความมั่งคั่งและรุ่งโรจน์ไม่รู้จบ ไฉนพวกเขาจะต้องแอบสื่อสารกับหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋ด้วยเล่า?”
“อย่างไรข้าก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ยิ่งจับได้มากเท่าไรยิ่งดี!”
ช่วงขณะเดียวกันนี้ หลี่ซวี่เสนาบดีกรมคลัง*[1] กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องโถง แต่พ่อบ้านที่อยู่ข้าง ๆ เขากลับกระสับกระส่ายด้วยความวิตกกังวล
เมื่อเห็นหลี่ซวี่ไร้กังวลเช่นนี้ พ่อบ้านก็ยิ่งรู้สึกว้าวุ่นอย่างมาก
“นายท่าน ท่านยังใจเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ถ้าฉินเฟิงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ กล่าวหาว่าท่านสมรู้ร่วมคิดอย่างลับ ๆ กับหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋จะไม่เป็นปัญหาหรอกหรือ?”
หลี่ซวี่วางกาน้ำชาลง ถลึงตามองพ่อบ้านทีหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยความโกรธ “ตื่นตระหนกอะไร!”
“นับตั้งแต่ฉินเฟิงเริ่มสอบสวนหน่วยสอดแนมของศัตรู ขุนนางระดับสูงที่ถูกจับกุมจนถึงตอนนี้เป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดเท่านั้น ทุกคนล้วนรับรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับขุนนางระดับสูงกว่าขั้นเจ็ดขึ้นไปที่จะถูกเป่ยตี๋ติดสินบน ฉินเฟิงย่อมไม่เสี่ยงกระทำเรื่องขัดต่อใต้หล้า ไปรบกวนขุนนางใหญ่ภายในราชสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ขุนนางที่พ้นจากข้อสงสัยและได้รับการปล่อยตัวพูดแล้วมิใช่หรือว่าค่ายเทียนจีไม่มีการยัดเยียดความผิดใด ๆ?”
“หากไม่เกี่ยวข้องกับเป่ยตี๋ แม้จะเข้าไปในค่ายเทียนจีสักเที่ยวก็สามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย ค่ายเทียนจีสอบสวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ย่อมไม่มีทางกล่าวหาคนอย่างไม่ยุติธรรม”
หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ พ่อบ้านจวนตระกูลหลี่ก็ยังคงเกาศีรษะอย่างงุนงง
“แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่นายท่านก็เป็นศัตรูทางการเมืองของตระกูลฉิน เกรงว่าฉินเฟิง…”
ก่อนที่พ่อบ้านจะพูดจบ หลี่ซวี่ก็โบกมือขัดจังหวะ “ทำไม? แค่มุมมองทางการเมืองต่างกันก็สามารถใส่ร้ายและกดขี่ได้อย่างนั้นรึ? เช่นนั้นตระกูลฉินจะมิใช่ขุนนางชั่วประจบสอพลอหรือไร? แล้วไยฝ่าบาทยังใช้เขาอีกเล่า! เจ้าวางใจซะเถอะ ฉินเฟิงรู้จักขอบเขตของเขาดี”
ตั้งแต่เกาหมิงล้มลง องค์ชายรองก็หายตัวไปราวกับเทพอำพราง ส่วนฉินเฟิงก็ใช้ขนไก่เป็นลูกศร
หลี่ซวี่ค่อนข้างเจียมตัวและนับว่าได้สร้างข้อตกลงโดยปริยายกับตระกูลฉิน
โดยผิวเผิน ความสัมพันธ์ยังคงเป็นศัตรูทางการเมือง แต่ในด้านส่วนตัว เป็นเรื่องของน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง
การโค่นล้มขุนนางขั้นสูงในราชสำนักนั้นยากเพียงใด? แม้แต่ฉินเฟิงก็เข้าใจหลักการผูกมิตรและสร้างศัตรูให้น้อย ในที่สุด หลังจากบรรลุความเข้าใจโดยปริยายกับกรมคลังแล้ว เขาย่อมไม่ฝ่าฝืนข้อตกลงของสุภาพชนอย่างหุนหันพลันแล่น
อีกทั้ง…
คราวนี้หน่วยสอดแนมของศัตรูถูกตามล่าอย่างอุกอาจเปิดเผย
หลี่ซวี่รู้ดีว่าทั้งฝ่าบาทและฉินเฟิงได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังแล้ว
ฝ่าบาทลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง ด้วยการเคลื่อนไหวนี้เป็นประโยชน์ต่อแคว้นต้าเหลียง
ส่วนฉินเฟิง นี่เป็นเพียงการแก้แค้น!
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับฉินเฟิงแต่อย่างใด
หลี่จ้านเงียบไป ขณะนั้นเอง ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็โยนจดหมายออกไปส่ง ๆ
หลี่จ้านหยิบมันขึ้นมาและก็พบตั๋วเงินปึกหนึ่งอยู่ข้างใน รวมมูลค่าถึงสองแสนตำลึงเงิน
หลี่จ้านเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของฝ่าบาททันที ดวงตาของเขาอ้างว้างอยู่ครู่หนึ่ง “ฝ่าบาทโปรดรักษาพระวรกาย บ่าวเฒ่าเกษียณแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่จ้านหมุนตัวกลับ และตอนนั้นเอง องครักษ์ชุดดำปรากฏตัวขึ้นข้างหลังเขาราวกับเงาและทำท่าทางเชื้อเชิญ
“ขันทีหลี่ ข้าจะพาท่านกลับไปยังดินแดนบรรพบุรุษเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลาย”
หลี่จ้านเข้าใจดี ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกังวลว่า ทันทีที่เขาเบือนหน้าก็จะไปบอกฉินเฟิงถึงสิ่งที่พระองค์เพิ่งตรัสเมื่อครู่
ตั้งแต่แรกเริ่ม ฝ่าบาทระแวดระวังหลี่จ้านมาโดยตลอด แม้เขาจะเป็นบ่าวเฒ่าที่รับใช้ฮ่องเต้มาหลายชั่วอายุคนก็ตาม
พูดให้ถูกก็คือ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงคอยเฝ้าระวังทุกคน
เมื่อหลี่จ้านเดินไปที่ประตูพระราชวัง องครักษ์ชุดดำก็หันหลังกลับ องครักษ์หลวงสี่คนเข้ามาแทน และทำท่าทางเชื้อเชิญในเวลาเดียวกัน
หลี่จ้านยิ้มอย่างขมขื่น เดินไปที่ประตูเมืองอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
ทันทีที่พวกเขาออกจากประตูเมืองเมืองหลวง ทหารรักษาประตูเมืองก็ปิดประตูทันที ราวกับไม่อยากจะมองบางสิ่งที่ ‘ไม่ควรเห็น’
หลี่จ้านค่อย ๆ หยุดฝีเท้าและเอ่ยเสียงเบา “บ่าวเฒ่ารับใช้ฮ่องเต้ในต้าเหลียงมาสามรัชสมัย ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นแค่สุนัขแก่ตัวหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
องครักษ์หลวงซึ่งสวมชุดเกราะและหมวกเกราะสีทองเดินนำ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ขันทีหลี่ย่อมเป็นบ่าวเก่าแก่ในพระทัยฝ่าบาท ทว่าท่านใกล้ชิดกับฉินเฟิงมากเกินไป…”
[1] หลี่ซวี่ เสนาบดีกรมคลัง : ตั้งแต่ตอนที่ 375 เสนาบดีกรมคลังในต้นฉบับจีนคือ ‘หลี่ซวี่’

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ