บทที่ 393 ความจนปัญญาของฮ่องเต้ต้าเหลียง
บัดนี้ภายในห้องทรงพระอักษร จางซิวเย่กำลังรายงานการกระทำชั่วร้ายต่าง ๆ นานาของฉินเฟิงต่อฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
“ฉินเฟิงนั่น เห็นได้ชัดว่าพึ่งพาผลประโยชน์ของอำเภอเป่ยซี อาศัยว่ามีความสามารถจึงโอหังถือดี ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง สมควรตายยิ่งนัก! หากฉินเฟิงไม่ถูกตักเตือนก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะปลอบใจประชาชน แล้วเช่นนี้อำนาจฮ่องเต้อยู่ที่ใดเล่า?”
“ในเมื่อฉินเฟิงไปศาลต้าหลี่ เราก็สามารถจับกุมเขาและลงโทษในโทษฐานกระทำความผิดนับไม่ถ้วนได้พอดีพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฟังการยุยงของจางซิวเย่ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงพาลรู้สึกปวดขมับ
กระทั่งเขาถลึงตาใส่จางซิวเย่ไปทีหนึ่ง ขันทีเฒ่าถึงหุบปากลงในที่สุด
เมื่อเทียบกับความอวดดีของฉินเฟิง ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงรังเกียจการไร้ความสามารถขององค์ชายสิบเอ็ดยิ่งกว่า!
การส่งสิบเอ็ดไปยังหอวิจิตรศิลป์ในวันนี้เป็นเพียงการลงโทษเล็ก ๆ เพื่อตักเตือนฉินเฟิงว่า อย่ากระทำเกินขอบเขตและจงตระหนักถึงอำนาจของราชวงศ์เสีย
แต่เจ้าสิบเอ็ดกลับอวดฉลาดให้หลิวหลานกับเฉินเถิงแทะโลมเสิ่นชิงฉือ
ฉินเฟิงสุนัขบ้าตัวนั้น ก่อความวุ่นวายจนแม้แต่ไก่และสุนัขยังอยู่ไม่สุขเพื่อสาวใช้ แล้วนับประสาอะไรกับพี่หญิงคนโตเล่า?
ในบรรดาองค์ชายในวังหลัง เห็นจะมีก็แต่เพียงเจ้ารองกับเจ้าเจ็ดเท่านั้นที่สามารถต่อสู้กับฉินเฟิงได้อย่างทัดเทียม ส่วนที่เหลือล้วนเป็นถุงสุราห่อข้าวที่ไร้ประโยชน์!
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงลอบถอนหายใจและตรัสอย่างเย็นชา “ถ่ายทอดคำสั่งของเจิ้น”
ทันทีที่เอ่ย ดวงตาของจางซิวเย่พลันผุดประกาย เขาคิดว่าในที่สุดฝ่าบาทก็จะจัดการกับฉินเฟิงอย่างเข้มงวดเสียที
ผลคือในชั่วขณะต่อมา เขาก็รู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็น
น้ำเสียงของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่มีที่ว่างให้สงสัย “ศาลต้าหลี่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว สิ่งใดควรทำก็จงทำ ผู้อื่นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยุ่ง”
ดวงตาของจางซิวเย่เต็มไปด้วยความไม่อาจเชื่อ บัดนี้ฉินเฟิงไม่เห็นองค์ชายอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ทว่าฝ่าบาทก็ยังคงเพิกเฉยอย่างนั้นรึ?
นี่…
นี่มัน…
แม้ว่าเขาจะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อพระโอษฐ์อันศักดิ์สิทธิ์ถูกเปิดออก จางซิวเย่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตาม
ทันทีที่จางซิวเย่จากไป องครักษ์ชุดดำก็เข้ามาหาฮ่องเต้ต้าเหลียง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง “ขุนนางยุแยงอย่างจางซิวเย่มีแต่จะรบกวนพระทัยฝ่าบาทนะพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงถอนหายใจ “เขาเป็นแค่บ่าวคนหนึ่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจ! มีขุนนางภักดีอยู่รอบตัวเจิ้นมากเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องสนับสนุนพวกประจบสอพลอเสียบ้าง”
ในสายตาของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ขุนนางไม่เคยแบ่งออกเป็นผู้จงรักภักดีและผู้ทรยศ มีเพียงคนใกล้และคนไกลเท่านั้น
เมื่อขุนนางทรยศตายไป ขุนนางภักดีก็จะไม่ต้องเสียแรงไปกับการต่อสู้แย่งชิงฝักฝ่าย ถึงเวลานั้น พวกเขาจะรวมตัวกันและทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อราชวงศ์ในนามของความภักดี
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นขุนนางภักดีหรือเป็นขุนนางทรยศ ตราบใดพวกเขามีจิตวิญญาณเดียวกัน พวกเขาย่อมทำให้อำนาจของราชวงศ์อ่อนแอลง
ตลอดประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ก่อน มีขุนนางผู้จงรักภักดีจำนวนไม่น้อยที่ร่วมมือกันเพื่อขับไล่ฮ่องเต้!
ดังนั้นจะต้องมีขุนนางที่จงรักภักดีและขุนนางที่ทรยศ ด้วยถ้าพวกเขาไม่ต่อสู้กันเอง สุดท้ายก็จะร่วมมือกันต่อสู้กับฮ่องเต้ต้าเหลียงแทน
สำหรับฉินเฟิง เขาไม่ใช่ขุนนางทรยศ หรือขุนนางภักดี แต่เป็นกริช กริชที่เริ่มบาดมือบ้างเล็กน้อย แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยังจำต้องใช้มัน…
ในวังหลัง องค์ชายสิบเอ็ดกัดฟันกรอด “พี่รอง เจ้าฉินเฟิงนั่นเริ่มเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อย ๆ แค่กระทบกระทั่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาถึงกับไปศาลต้าหลี่เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนข้า!”
“ครานี้เสด็จพ่อส่งสิบเอ็ดไปเตือนฉินเฟิง แทนที่จะเป็นข้าและเจ้าเจ็ด แสดงให้เห็นว่าเสด็จพ่อกำลังสำรวจองค์ชายคนอื่น ๆ หลังจากเหตุการณ์วันนี้ เสด็จพ่อก็จะสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามีเพียงข้าและเจ้าเจ็ดเท่านั้นที่สามารถควบคุมฉินเฟิงได้”
“รอดูไปก่อนเถอะ ข้านั่งอยู่บนม้านั่งเย็น ๆ มานาน ได้เวลาออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แขกชุดขาวและสตรีบรรเลงฉินก็สบตากันด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
องค์ชายสิบเอ็ดคนนี้เป็นเสมือนหินรองเท้าให้องค์ชายรองและองค์ชายเจ็ดกลับมาเท่านั้น
…..
ในเวลานี้ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ดูหงุดหงิดอย่างยิ่ง
เขาก่นด่าอยู่ในใจ ‘ฉินเฟิงผู้นี้ เขายืนกรานที่จะนำเรื่องเล็ก ๆ เท่าพริกขี้หนูมาฟ้องศาลต้าหลี่ให้ได้ นี่ไม่ใช่การลากข้าลงน้ำด้วยหรอกหรือ?”
ทันใดผู้บัญชาการศาลต้าหลี่สั่งให้รองผู้บัญชาการไปยังตระกูลฉิน รายงานฉินเทียนหู่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อขอให้อีกฝ่ายพาฉินเฟิงกลับไป
ช่วงเวลาเดียวกัน เขามองไปยังฉินเฟิงที่อยู่กลางห้องโถง ถอนหายใจยืดยาวก่อนจะกล่าวรับมือ “ฉินเฟิง เรื่องที่เจ้าฟ้องร้ององค์ชายสิบเอ็ดไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ข้าขอถามเจ้าว่า เจ้าคิดจะควบคุมตัวหลิวหลานกับเฉินเถิงเข้าไปในค่ายเทียนจีจริง ๆ หรือ?”
คำพูดของผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ชัดเจนมากว่าเขากำลังสื่อว่า เจ้าควรปล่อยหลิวหลานกับเฉินเถิงโดยเร็ว ทางด้านองค์ชายสิบเอ็ดก็ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในศาล ความขัดแย้งในวันนี้จบลงตรงนี้ ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านไม่ดีหรือ?
ฉินเฟิงเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของความคิดรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีของผู้บัญชาการศาลต้าหลี่
น่าเสียดายที่นายน้อยเจ้าสำราญไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดทั้งนั้น เขาหัวเราะ ‘ฮี่ ๆ’ และพูดว่า “ใต้เท้า ถ้าท่านกังวลว่าตัวเองจะเดือดร้อน ท่านสามารถปล่อยให้ขุนนางคนอื่นรับผิดชอบได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ขุนนางที่อยู่ข้าง ๆ พลันรีบหันหน้าหนี แสร้งทำเป็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ