บทที่ 394 ข้าหยาบคายไง
ต้าเหลียงมีเพียงสองคดีที่ฟ้ององค์ชาย ทั้งหมดล้วนเกิดจากตระกูลฉิน
ครั้งหนึ่งฮูหยินฉินฟ้ององค์ชายใหญ่ทำให้องค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์
บัดนี้ฉินเฟิงสืบทอดประเพณีอันดีงามของมารดา ฟ้องร้ององค์ชายสิบเอ็ด คาดการณ์ได้ว่า เมื่อคดีสิ้นสุด องค์ชายสิบเอ็ดคงถูกฮ่องเต้ต้าเหลียงซ่อนไว้ แม้จะยังคงเป็นองค์ชายที่อิสระเสรี แต่ชั่วชีวิตนี้ก็เหลือแค่ความอิสระเสรีเท่านั้น ไม่มีอนาคตทางการเมืองอีกต่อไป
ขุนนางของศาลต้าหลี่อึดอัดใจ
ตระกูลฉินเป็นตัวซวยของราชวงศ์หลี่หรือไร?
เมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้นแล้ว ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันเริ่มการพิจารณาคดี เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ฉินเฟิง เจ้าฟ้ององค์ชายสิบเอ็ดด้วยเหตุใด? ระวังคำพูดและการกระทำของเจ้า ทุกคำพูดและทุกการกระทำจะถูกอาลักษณ์ศาลต้าหลี่บันทึกไว้ในบันทึกคดี หากมีพฤติกรรมใส่ร้าย การกล่าวหาที่เป็นเท็จจะมีโทษประหารชีวิต หวังว่าเจ้าจะไตร่ตรองให้ดี”
แม้การพิจารณาคดีในศาลต้าหลี่จะไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม และห้ามบุคคลภายนอกเข้ามา แต่ขุนนางดูแลการดำเนินคดีก็มาครบทุกฝ่าย
ท้ายที่สุดแล้ว กรณีใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาลต้าหลี่ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่เป็นผู้รับผิดชอบการพิจารณาคดีนี้ มีผู้ช่วยซ้ายขวาร่วมรับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่กรมขุนนางก็มาร่วมดูแลคดีเช่นกัน
แค่เจ้าหน้าที่ทางการก็มีจำนวนมากกว่าสิบคนแล้ว
เนื่องจากคดีเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ สำนักไท่ฉางและสำนักขุนนางฝ่ายในจึงส่งคนมาดูแลคดีนี้ แม้แต่… สำนักขันทีก็มีส่วนร่วมด้วย โดยมีจางซิวเย่หัวหน้าขันทีมารับฟัง
นอกจากขุนนางแล้ว ยังมีทหารศาลต้าหลี่ห้าสิบนาย ทหารรักษาพระองค์ยี่สิบนาย และองครักษ์หน้าพระที่นั่งสองนาย พวกเขาล้วนมาร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยด้วย
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่ขุนนางระดับสูงในราชสำนักก็ยังกดดันจนอ่อนแอก่อนที่จะได้อ้าปากพูดด้วยซ้ำ
แต่ฉินเฟิงกลับเอามือไพล่หลัง ทำท่าทางเอ้อละเหยลอยชาย อ้างว่าตนเองมีศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเพื่อแสดงความเคารพ แม้ว่าทุกคนในที่เกิดเหตุจะเยาะเย้ยศักดิ์ของฉินเฟิงก็ตาม
แม้แต่ทหารรักษาพระองค์ระดับต่ำสุดในที่เกิดเหตุก็มีตำแหน่งเป็นไป่ฮู่ ฉินเฟิงเป็นเพียงสือฮู่เท่านั้น บรรดาศักดิ์เขายังไม่สูงเท่าทหารรักษาพระองค์เลยด้วยซ้ำ
“วันนี้หลิวหลานกับเฉินเถิงมาหอวิจิตรศิลป์ของข้าเพื่อก่อปัญหา พวกเขาแทะโลมพี่หญิงใหญ่ของข้า แม้ว่าองค์ชายสิบเอ็ดจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง แต่เขาจงใจยุยงผู้กระทำผิดทั้งสองคน ไม่ต่างจากผู้สมรู้ร่วมคิด! เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูลฉิน ข้าย่อมต้องควบคุมตัวหลิวหลานกับเฉินเถิงไปชั่วคราว แต่องค์ชายสิบเอ็ดปกป้องผู้กระทำผิดทั้งสอง บังคับให้ข้าปล่อยพวกเขา ทั้งยังกล่าวว่า แม้ข้าจะเป็นขุนนางผู้ภักดี สร้างคุณูปการทางการทหารและอุทิศตนให้ต้าเหลียง แต่แค่เพียงคำพูดเดียวของเขาก็สามารถประทานความตายให้ข้าได้!”
“ข้าอยากจะถามว่าต้าเหลียงของเราปฏิบัติต่อขุนนางและคนที่ภักดีเช่นนี้หรือ?”
เมื่อฉินเฟิงพูดแแกมาเช่นนี้ ทั่วทั้งศาลต้าหลี่ก็พลันเงียบลง
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ลูบเครา การหยอกล้อแทะโลมสตรีเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การทำให้ใจผู้คนสั่นคลอนนับเป็นเรื่องใหญ่ องค์ชายสิบเอ็ดไม่สมควรกล่าวจาหยิ่งยโสเช่นนี้
อีกทั้งหอวิจิตรศิลป์ของฉินเฟิงก็มีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับผู้รู้หนังสือจากทั่วทุกหย่อมหญ้า หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ในอนาคตอันใกล้ เกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นที่รู้ไปทั่วใต้หล้า และเมื่อถึงเวลานั้นบารมีของราชวงศ์ก็ย่อมจะสั่นคลอน
แต่…
หากตัดสินโทษองค์ชาย อำนาจแห่งราชวงศ์จะนับเป็นอะไร? ไม่ว่าอย่างไร องค์ชายก็ยังคงเป็นสายโลหิตของฮ่องเต้ หากฮ่องเต้ชำระบัญชีกับเขาในอนาคต ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่อย่างเขาคงไม่อาจทนได้
ท่าทีของผู้บัญชาการศาลต้าหลี่แลดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับกังวลที่ไม่มีหนทาง เขาแอบสาปแช่งฉินเฟิงที่รู้แต่วิธีสร้างปัญหาให้กับผู้คน!
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ จู่ ๆ ผู้ดูแลสำนักไท่ฉางก็ถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ฉินเฟิง เจ้าเอาแต่บอกว่าหลิวหลานลวนลามบุตรีสกุลฉิน เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ คดียังไม่ถึงข้อสรุป ทุกอย่างเป็นเพียงข้อสงสัย ยังไม่ได้การยืนยัน แต่เจ้าเรียกหลิวหลานกับเฉินเถิงว่าผู้กระทำผิด นี่ไม่ถูกต้อง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่พลันมีความสุข
ในที่สุดก็มีคนออกมาขวางลูกธนูแล้ว! พวกเจ้าตีกันให้เต็มที่เถอะ อย่าลากข้าไปทำอันตรายด้วยเลย
ผู้ดูแลสำนักไท่ฉางพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง องค์ชายสิบเอ็ดจะไร้สามารถอย่างไรฐานะก็ยังสูงส่ง เขาจะผลักความรับผิดชอบไปให้อีกฝ่ายได้อย่างไร?
เมื่อเห็นความพ่ายแพ้ของผู้ดูแลสำนักไท่ฉาง จางซิวเย่ที่เฝ้าดูอยู่ก็ลุกขึ้นยืนทันที พลันเขาชี้ไปที่ฉินเฟิงแล้วตะโกนด้วยความโกรธ “บังอาจ! เจ้าเอาแต่พูดว่าเรื่องนี้ถูกองค์ชายสิบเอ็ดยุยง มีหลักฐานใดหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานก็เท่ากับว่าใส่ร้าย ข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งก้านธูปเพื่อไปหาหลักฐาน ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานใส่ร้ายองค์ชาย ลงโทษประหารชีวิต!”
ฉินเฟิงคาดเอาไว้แล้วว่าจางซิวเย่ผู้นี้จะก่อปัญหาและไม่อยู่เฉย ๆ
เขาจึงถามทันทีด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเป็นแค่ขันที มีสิทธิ์อะไรมาสอดปากสอดคำ?”
ทันทีที่สิ้นประโยค จางซิวเย่ก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็โกรธเกรี้ยว “ฉินเฟิง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงหยาบคายขนาดนี้!”
ผู้ดูแลสำนักไท่ฉางกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “หัวหน้าขันทีจางเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ จะยอมให้เจ้าดูถูกได้อย่างไร! ช่างหยาบคายนัก!”
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ได้แต่นั่งอยู่หลังโต๊ะเช่นนั้น ส่วนเจ้าหน้าที่กรมขุนนางก็ยิ่งไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อเผชิญกับการดุด่าจากจางซิวเย่และผู้ดูแลสำนักไท่ฉาง นายน้อยเจ้าสำราญก็แคะหู แล้วเอ่ยอย่างไม่ใจใส่ “ข้าพูดอะไรผิด?”
“นี่คือศาลต้าหลี่ เจ้าเป็นผู้ดูแลฝ่ายใน มาที่นี่เพื่อรับฟัง จากนั้นจึงถ่ายทอดเหตุการณ์ในห้องโถงให้เจ้านายฟังตามความเป็นจริง เจ้าคือผู้ส่งสาร จะมาขัดจังหวะได้อย่างไร?”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ ฉินเฟิงก็หัวเราะเบา ๆ “เจ้าเป็นขันที หรืออยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเล่า?”
เมื่อถูกกล่าวหาเช่นนี้จางซิวเย่ก็เงียบทันที ท้ายที่สุดแล้วนับตั้งแต่ก่อตั้งแคว้น สิ่งต้องห้ามที่สุดในต้าเหลียงก็คือ การที่ขันทีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
จางซิวเย่ไม่กล้าหักล้างฉินเฟิงในแง่กฎหมาย เขาจึงเปลี่ยนหัวมาข้อประณามชายหนุ่มทางศีลธรรม “เจ้าหยาบคายนักแทน!”
ฉินเฟิงยิ้ม “ก็ข้าหยาบคายไง แล้วเจ้าจะทำไมเล่า? เจ้าคนลักเพศ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ