บทที่ 408 ฝืนบุกเป่ยซี
ผู้บัญชาการกองทัพซางกานมีสีหน้าเคร่งเครียด มิอาจเอื้อนเอ่ยคำใดอยู่เนิ่นนาน
กองทัพเพิ่งกรีธามาถึงแนวหน้า รากฐานยังไม่มั่นคงก็ถูกอำเภอเป่ยซีจู่โจมกะทันหัน สูญเสียกำลังพลอย่างสาหัส ที่สำคัญคือแนวรบที่วางไว้ล้วนรวนไปหมด หากจัดแนวรบใหม่ในการต่อสู้ ย่อมต้องพลาดโอกาสอันดีในการบุก ทันทีที่ข่าวนี้ถูกส่งกลับเมืองหลวง น่ากลัวว่ายากจะปัดความผิดให้พ้นตัว
เมื่อใคร่ครวญไปมา ผู้บัญชาการก็กัดฟัน “ยึดตามแผนเดิม ยามอู่พรุ่งนี้ เราจะบุกอำเภอเป่ยซี!”
ยามนี้มีแต่ต้องรักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น พยายามอีกสักเฮือก จึงจะกอบกู้สถานการณ์ได้บ้าง
กุนซือในกองทัพรุดหน้ามา “ท่านแม่ทัพ เครื่องมือที่จะใช้บุกเมืองของฝ่ายเราเสียหายร้ายแรง ซ้ำร้ายยังถูกอำเภอเป่ยซีจู่โจมจนทหารเสียขวัญกำลังใจ หากบุกต่อนับเป็นการเสียเปรียบอย่างยิ่ง จากที่สายสอดแนมรายงานกลับมา กำแพงรอบอำเภอเป่ยซีสร้างได้กว่าครึ่งแล้ว มิหนำซ้ำยังสร้างได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง ประหนึ่งป้อมกลางนา ผังต่อผังสร้างติดต่อกัน”
“อำเภอเป่ยซีคาดการณ์แต่แรกว่าต้องถูกโจมตีระหว่างสร้างเมืองได้ครึ่งทาง จึงตั้งใจใช้อุบายนี้ รอให้กำแพงนอกเมืองสร้างจนเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นจึงเจาะทะลุกำแพงกั้นแต่ละผังเพื่อให้เชื่อมถึงกัน บัดนี้ ผังเมืองสี่เหลี่ยมทั้งหลายเสมือนโอ่งมากมาย ไม่ว่าบุกจากทิศใดล้วนมิอาจหลีกเลี่ยงการติดกับในโอ่ง ถูกโจมตีจากรอบด้าน”
“รอจนเครื่องมือบุกเมืองขนมาถึง จัดเตรียมกำลังพลและม้า ฝ่าทะลวงจุดเดียวจึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด”
มีหรือที่ผู้บัญชาการจะไม่เข้าใจเรื่องนี้
ทว่าที่เขารีบร้อนบุกเมืองในเวลานี้นับเป็นการกระทำจากความจนใจ กบฏอำเภอผิงหนานเป็นฝีมือของหน่วยนกฮูกราตรีทั้งหมด บัดนี้ก่อความวุ่นวายก็เพื่อตีขนาบประสานกันจากทั้งภายในภายนอก ประกบโจมตีอำเภอเป่ยซี
หากพลาดโอกาสอันหาได้ยากยิ่งนี้ การคิดจะรอโอกาสใหม่ก็มิต่างจากปีนป่ายนภา!
ผู้บัญชาการตวาดเสียงต่ำทันที “ข้าตัดสินใจแล้ว! ยามอู่พรุ่งนี้ บุกโจมตีอำเภอเป่ยซี!”
กุนซือปวดใจนัก กระนั้นก็มิอาจทำอันใดได้ เขาลอบถอนหายใจกับตนเอง หากแม่ทัพเฉินซืออยู่ที่นี่ เป็นต้องยอมล้มเลิกการบุกเมืองแน่!
ผู้บัญชาการตรงหน้าดึงดันต้องการบุกเมืองให้ได้เพื่อใช้ความดีความชอบลบล้างความผิด หารู้ไม่ว่า ศึกนี้มิใช่วัวหายล้อมคอก การตัดสินใจของเขามีแต่จะยิ่งทำให้กองทัพซางกานสูญเสียหนักขึ้น
…
ยามนี้หลี่จางยืนอยู่บนประตูเมือง มององครักษ์ค่ายเทียนจีที่เดินทางกลับมาแล้วถามเสียงดัง “จับเป็นหรือไม่?”
องครักษ์ผู้นำทัพเงยหน้าตะโกนตอบ “เรียนซื่อจื่อ เจ้านั่นสารภาพหมดแล้วขอรับ เป็นดังที่ท่านคาด ผู้ที่นำกองทัพซางกานในครานี้มิใช่เฉินซือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่จางก็อารมณ์เบิกบาน โบกไม้โบกมือ “ประเสริฐ รีบกลับไปพักผ่อนในเมืองเถิด!”
หลี่จางหันไปมองหลินฉวีฉี มิอาจปกปิดความปีติในใจ “พรุ่งนี้กองทัพซางกานต้องยกทัพบุกมาแน่!”
คิ้วของหลินฉวีฉีขมวดเป็นปม “กองทัพซางกานเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของเป่ยตี๋ มีกำลังพลมหาศาล กองทัพใหญ่รุกราน ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงศึกอันโหดร้าย แต่ไยซื่อจื่อจึงยินดีถึงเพียงนี้?”
หลี่จางไพล่มือไปด้านหลัง เผยอยิ้มเย็นที่มุมปาก “พี่ฉินซ่องสุมกำลังในอำเภอเป่ยซีมาตั้งนานก็เพื่อรอศึกนี้”
หลินฉวีฉีมีแววตาตกตะลึง ก่อนหน้านี้ที่ฉินเฟิงจัดให้มีการปลูกสร้างสิ่งต่าง ๆ ในอำเภอเป่ยซี หลินฉวีฉีคิดว่าเป็นเพียงการป้องกันเท่านั้น ประกอบกับเพื่อสวัสดิการของราษฎร มิเคยนึกไปถึงขั้นกลยุทธ์สงคราม ทว่าหลี่จางตรงหน้ามาถึงอำเภอเป่ยซีได้ไม่นานก็มองความนัยที่แฝงไว้ในนี้ออกแล้ว หลินฉวีฉีทั้งนับถือทั้งฉงน
“ซื่อจื่อ หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
ใบหน้าหลี่จางเปี่ยมด้วยความนับถือเช่นกัน เขาลอบทอดถอนใจ ฉินเฟิงลับคมกับขุนนางแต่ละฝ่ายและฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงในเมืองหลวงมาตั้งนาน เคี่ยวกรำจนมีความสามารถ ‘มองล่วงหน้าไปสิบก้าว’
“การสร้างกำแพงนอกอำเภอเป่ยซีโดยให้เชื่อมกันปกคลุมไปทั้งเมืองนี้ การป้องกันการรุกรานเป็นเพียงหนึ่งในจุดประสงค์เท่านั้น ความหมายที่แท้จริงคือ การวางอุบายหลอกล่อกองทัพเป่ยตี๋มาลงโอ่งแต่โดยดีต่างหาก”
“แต่ละผังเมืองสี่เหลี่ยมล้วนเชื่อมถึงกัน ขณะเดียวกันก็อยู่เป็นเอกเทศน์ ตั้งรับง่าย รุกรานยาก! หากศัตรูคิดจะบุกเข้ามาถึงเมืองชั้นใน ย่อมต้องพิชิตผังเมืองสี่เหลี่ยมให้ได้ก่อน ผังเมืองสี่เหลี่ยมจึงเปรียบเสมือนโอ่ง สามารถโจมตีศัตรูได้จากรอบทิศ! เห็นได้ชัดว่า นับตั้งแต่ฉินเฟิงเริ่มขยายอำเภอเป่ยซี เขาก็คาดการณ์ได้แล้วว่า ในวันข้างหน้าจักมีสงครามนองเลือดแน่นอน”
เว่ยเซียวขมวดคิ้ว ได้แต่เลื่อนแผนปลิดชีพออกไปก่อน
ทว่าไม่นาน เว่ยเซียวก็รับรู้ได้ถึงความมิชอบมาพากล คนผู้นั้นสวมเกราะหนา ยืนนิ่งอยู่หน้ากระโจมประหนึ่งเจ้าที่ ในมือมีหอกด้ามหนึ่ง ดวงตาดุดัน พริบตาปรี่เข้ามาทางเขา
‘หรือว่าจะถูกจับได้’
‘แย่แล้ว!’
ขณะที่เว่ยเซียวเอะใจว่าจะตกที่นั่งลำบาก เสียงกีบม้าหนักแน่นก็พลันดังมาจากด้านหลัง
เมื่อหันไปมองก็เห็นทหารม้าทมิฬที่เฉียดกันเมื่อครู่ล้อมทางถอยของตนเองไว้หมดแล้ว ที่แท้ทหารม้าทมิฬเหล่านั้นมิใช่ไม่รู้สึกถึงเว่ยเซียว หากแต่จงใจปล่อยไป แล้วขยายวงล้อมเงียบเชียบ
ขณะเดียวกัน บุรุษสามสี่นายในอาภรณ์สีดำทะมัดทะแมงก็ก้าวออกจากกลุ่มทหารม้าทมิฬ
เว่ยเซียวมองปราดเดียวก็จำได้ว่าคนเหล่านี้แต่งกายเหมือนกับหน่วยสอดแนมในอำเภอเป่ยซี
นับตั้งแต่ฉินเฟิงเดินทางมายังชายแดนทิศเหนือ หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรโม่หลีก็ได้ส่งองครักษ์เสื้อแพรออกมาหกนาย เฝ้าอยู่ข้างกายฉินเฟิงทุกเมื่อเพื่อคอยปกป้องเขาจากมุมมืด ต่อให้ฝีมือลอบสังหารของเว่ยเซียวจะอยู่ในระดับล้ำเลิศ กระนั้นเมื่อเผชิญกับการสืบเสาะจับตามองจากหน่วยข่าวกรองมืออาชีพเหล่านี้ เขาก็ถูกจับได้อย่างรวดเร็ว
“นักฆ่าอันดับสี่แห่งสมาคมรายนามสวรรค์ เว่ยเซียว”
“กบดานในอำเภอเป่ยซีมาตั้งหลายเดือนก็เพื่อรอวันที่คุณชายฉินกลับมายังชายแดน”
“พวกเราจับตาดูเจ้ามาเดือนเศษ นับตั้งแต่ที่เจ้าออกจากตัวอำเภอ พวกเราก็ตามเจ้ามาติด ๆ”
“วันนี้ ต่อให้มีปีกเจ้าก็มิอาจบินหนี!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ