บทที่ 410 กองทัพปราบกบฏ
หลี่เซียวหลานถูกฉินเฟิงกอดเข้าเต็มเปา เมื่อได้สัมผัสอ้อมแขนมั่นคงเปี่ยมกำลังของฉินเฟิง ความรู้สึกหลากหลายพลันประเดประดังเข้ามา
“เฟิงเอ๋อร์ มิได้พบกันเสียนาน เหตุใดเจ้าถึงไม่โตขึ้นเลยสักนิด”
“เวลานี้เจ้าเป็นคนใหญ่คนโต มีชื่อก้องไปทั่วแคว้นต้าเหลียง ไยจึงยังประพฤติเหมือนเด็ก ๆ เล่า”
เมื่อถูกหลี่เซียวหลานตำหนิเสียงอ่อน ฉินเฟิงหาได้อับอาย ทั้งยังยืนหยัดภาคภูมิเสียอีก นายน้อยฉินกอดพี่หญิงสามพลางถูศีรษะไปมาสองทีด้วยสีหน้าดื่มด่ำ
“ต่อหน้าพี่หญิงทั้งหลาย ข้าก็เป็นเด็กอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ”
“บุรุษเพศเยาว์วัยจนกว่าจะสิ้นชีพ!”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่เซียวหลานก็ถอนหายใจด้วยความระอาอย่างอดมิได้
แต่ต่อให้สีหน้าจะแสดงออกราวกับผิดหวังเสียเต็มประดา กระนั้นในใจนางกลับปลาบปลื้มเหลือแสน ถึงอย่างไรบุรุษในใต้หล้าก็เหมือนกันหมด ทันทีที่มีทั้งเงินและอำนาจก็จะเปลี่ยนเป็นคนละคน ทว่าฉินเฟิงชื่อก้องไปทั้งแคว้นต้าเหลียง เป็นผู้ที่สามารถหยุดยั้งฝีเท้ากองทัพเป่ยตี๋ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็ยังมิเปลี่ยนไปจากเดิม
หลี่เซียวหลานยิ้มอ่อนโยน เอื้อมมือลูบหัวน้องชายแล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล “รีบหลีกไปได้แล้ว มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
หวนนึกถึงเมื่อคราวอยู่ในอำเภอเป่ยซี ฉินเฟิงที่เกือบถูกหลี่เซียวหลานทิ่มจนหมดโอกาสสืบสกุลก็เสียวสันหลังวาบ รีบคลายมือแล้วไปยืนอยู่อีกด้านอย่างเจื่อน ๆ
“เรื่องจับกุมเว่ยเซียวปล่อยให้เหล่าองครักษ์เสื้อแพรจัดการเป็นพอ เหตุใดพี่หญิงสามถึงต้องมาด้วยตนเองเล่า”
“ก็แค่นักฆ่าผู้หนึ่งเท่านั้น”
เมื่อได้ยินวาจานี้ หลี่เซียวหลานก็แค่นเสียงอย่างอดมิได้ “นักฆ่าผู้หนึ่งเท่านั้นรึ ผู้ที่กล้านิยามเว่ยเซียวเยี่ยงนี้ เห็นจะมีก็แต่เจ้าคนแรก คืนนี้หากมิใช่เพราะองครักษ์เสื้อแพรรู้ความเคลื่อนไหวของเว่ยเซียวแต่แรก เจ้าคงมีอันตรายแล้ว ทักษะยิงธนูของเว่ยเซียวอยู่ในระดับแตกฉาน เล็งศีระษะเจ้าได้ตั้งแต่ระยะร้อยก้าว”
“คนอันตรายเช่นนี้ ควรปลิดชีพทันที เจ้าไว้ชีวิตเขามิกลัวเป็นภัยในภายหลังหรือ”
ฉินเฟิงมิได้ใส่ใจคำเตือนของหลี่เซียวหลานมากนัก
“ปลิดชีพนั้นต้องปลิดแน่ ทว่ามิใช่ตอนนี้ เว่ยเซียวกบดานมานมนาน ย่อมมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง หากไม่ลากผู้บงการเบื้องหลังออกมา น่ากลัวว่าข้าคงกินมิได้ นอนมิหลับ”
เมื่อได้รู้ความตั้งใจจริงของฉินเฟิง สายตาหลี่เซียวหลานพลันมีความนัยบางอย่างพาดผ่าน “ที่จริง กับบางเรื่องมิจำเป็นต้องรู้ให้แจ่มแจ้งนัก ชีวิตคนเรา เลอะเลือนบ้างก็ดี”
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว มองหลี่เซียวหลานอย่างมีความหมาย “อะไรกัน พี่หญิงสามรู้หรือว่าผู้บงการเบื้องหลังคือใคร?”
หลี่เซียวหลานในยามนี้เป็นถึงผู้ดูแลองครักษ์เสื้อแพร แม้นอยู่ในขั้นเดียวกับโม่หลี กระนั้นหากว่ากันจริง ๆ โม่หลีก็ยังต้องรับบัญชาจากนาง
ในฐานะผู้มีอำนาจอันดับสองแห่งองครักษ์เสื้อแพร หลี่เซียวหลานไฉนเลยจะไม่รับรู้ความคิดของฉินเฟิง
“เรื่องนี้เจ้ามิต้องถาม ถามไปข้าก็ไม่บอก เจ้ารู้เพียงว่า ผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกันเบื้องหลังเว่ยเซียวนั้นเกินกว่าที่เจ้าจินตนาการไหว หากเจ้าสังหารเว่ยเซียวเสียเรื่องนี้ก็เป็นอันจบ แต่ถ้าเจ้าคุมตัวแต่มิยอมสังหาร นั่นเป็นต้องนำภัยมาสู่ตัวแน่”
ฉินเฟิงย่อมเข้าใจ ด้วยทันทีที่ข่าวเว่ยเซียวถูกจับแพร่ออกไป ผู้บงการเบื้องหลังย่อมอยู่ไม่เป็นสุข ผลลัพธ์มีอยู่สองทาง ไม่ฆ่าเว่ยเซียวปิดปากก็ฆ่าฉินเฟิงเพื่อให้สิ้นปัญหา
ทว่า ฉินเฟิงก็ยังตั้งใจจะใช้เว่ยเซียวเป็นเหยื่อล่อ ตกผู้บงการเบื้องหลังออกมา
หลี่เซียวหลานกัดริมฝีปากบางของตน นางมองค้อนฉินเฟิง หากเป็นยามปกติ จะอยู่กับฉินเฟิงนานอีกหน่อยก็มิใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่ยามนี้กองทัพซางกานประชิดชายแดน นางต้องกลับไปควบคุมสถานการณ์ที่อำเภอเป่ยซี ร่วมจัดการกิจทางทหารพร้อมโม่หลี จึงมิอาจปลีกตัวจริง ๆ
ฉินเฟิงยืนอยู่นอกกระโจม ทอดมองรัตติกาลอันวังเวง ที่นี่ห่างจากอำเภอเป่ยซีไม่ถึงร้อยลี้ ควบม้าเร็วไปคงถึงภายในหนึ่งชั่วยาม
ระยะห่างแสนสั้นเพียงนี้ แต่เขากลับต้องอยู่คนละฟากกับท่านแม่และพี่หญิงสาม ชายหนุ่มจึงอดสะท้อนใจมิได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งทอแสง ฉินเฟิงก็นำทัพจ้าวอวี้หลงมุ่งหน้าไปยังอำเภอผิงหนาน
เวลานั้น กองกำลังทหารและม้าของแม่ทัพรถม้าศึกทยอยมาถึงอำเภอผิงหนานแล้ว ยามนี้กำลังตั้งขบวนนอกเมือง กองหน้ามีกันทั้งหมดสามพันนาย ที่เหลือมีกันสองหมื่นนาย จักไปถึงสนามรบก่อนยามอู่
ฉินเฟิงเรียกบรรดาแม่ทัพของหน่วยรถม้าศึกมาหา เอ่ยเสียงราบเรียบ “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่ชอบข้า เช่นกัน ข้าเองก็ไม่ชอบพวกเจ้า หลังศึกในวันนี้ปิดฉาก พวกเราต่างคนต่างไป พบพานคราวหน้าเป็นสถานการณ์เช่นไรล้วนอยู่ที่สวรรค์ลิขิต เพียงแต่ยามนี้พวกเจ้าเพียงแต่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้าอย่างรัดกุมเท่านั้น ผู้ใดบังอาจเลินเล่อ จักถูกประหารชีวิตทันที”
แม่ทัพสิบกว่านายในที่นี้มิได้ส่งเสียงอันใด สายตาที่มองฉินเฟิงแฝงแววเคียดแค้นดูแคลน
ทว่าเมื่อเห็นจ้าวอวี้หลงและจิ่งเชียนอิ่งซึ่งขนาบซ้ายขวาฉินเฟิง รวมถึงทหารม้าทมิฬห้าร้อยนายด้านหลังน่าพรั่นพรึง บรรดาแม่ทัพก็ได้แต่กล้ำกลืนความโมโหนี้
ตอนนี้แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพรถม้าศึกตกเป็นตัวประกันของฉินเฟิงแล้ว ต่อให้เหล่าแม่ทัพไม่พอใจเพียงใด ก็ได้แต่ทำตามคำสั่งฉินเฟิงเท่านั้น
นอกจากกองทัพที่เฝ้าระวังอยู่ในฐานทัพใหญ่ กองทัพที่บุกตีอำเภอผิงหนานในครานี้มีทั้งหมดสองหมื่นสามพันนาย ทยอยไปถึงก่อนยามอู่ ล้อมเมืองอำเภอผิงหนานจนมิดชิด
ช่วงขณะเดียวกันนี้ ทหารฝ่ายกบฏที่หมอบอยู่บนกำแพงเมืองต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดหลังเห็นกองกำลังยั้วเยี้ยนอกเมือง…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ