บทที่ 440 เดิมพันสามตลบ
เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเทียนหู่ที่โกรธเกรี้ยว ฉินเฟิงก็ไม่กล้าหาเรื่องอีก รีบอธิบายอย่างรวดเร็วว่า“ใต้หล้าต่างทราบดีว่าเป่ยตี๋จะโจมตีอำเภอเป่ยซีด้วยกำลังทั้งหมด แน่นอนว่าเพราะเป่ยตี๋ต้องการให้ใต้หล้ารับรู้เช่นนั้น”
“เป่ยตี๋รู้ดีว่าหน่วยสอดแนมต้าเหลียงของเราแทรกซึมไปทั่วและได้ปะปนเข้าไปในค่ายพวกเขาแล้ว พวกเขาจึงปล่อยข่าวเท็จ เมื่อศูนย์กลางอำนาจทางการทหารของต้าเหลียงเพ่งความสนใจไปยังอำเภอเป่ยซี เป่ยตี๋ก็จะสามารถรวบรวมกองกำลังที่เหนือกว่าเข้าโจมตีค่ายชายแดน เมื่อค่ายชายแดนพ่าย ช่องโหว่ที่ไม่อาจอุดในแนวหน้าจะเกิดขึ้น ในเวลานั้นกองทัพรถม้าศึกและกองทัพทหารม้าที่อยู่ด้านหลังจะไม่มีแนวป้องกันและทำได้เพียงต่อสู้ในสนามกับเป่ยตี๋เท่านั้น
“แม้ว่าคำพูดเหล่านี้อาจฟังดูส่งเสริมความทะเยอทะยานของผู้อื่นและทำลายศักดิ์ศรีของตนเอง แต่เพื่อกิจของแคว้นในยามนี้ กระหม่อมไม่กล้าที่จะโกหก กองทัพรถม้าศึกและกองทัพทหารม้าอาจไม่สามารถหยุดกองทัพเป่ยตี๋ได้”
“จากนั้นการที่ชายแดนทางเหนือทั้งหมดจะพ่ายแพ้ก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น เมื่อถึงตอนนั้น เป่ยตี๋ก็ไม่จำเป็นต้องโจมตีอำเภอเป่ยซีอีก แค่เพียงปิดกั้นศูนย์กลางทั้งหมด ล้อมอำเภอเป่ยซีให้ตายกลางรังเป็นพอ”
ล้อมสามถึงห้าเดือนก็คือการล้อม ล้อมสามถึงห้าปีก็คือการล้อมเช่นกัน ถึงเวลานั้น เวลาฟ้าดินย่อมอยู่ข้างเป่ยตี๋ เป่ยตี๋จึงไม่รีบร้อน
“ไม่ว่าอำเภอเป่ยซีจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็เป็นแค่เมืองโดดเดี่ยว จะสามารถทำอะไรได้?”
ทันทีที่คำกล่าวนี้ออกมา ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดในราชสำนักก็ราวกับตื่นจากความฝัน
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเบิกตากว้างและจ้องมองไปที่ฉินเฟิง “ในเมื่อเจ้ามองกลยุทธ์ของเป่ยตี๋ออกแล้ว ไยเจ้าไม่รายงานโดยเร็ว!”
เมื่อเผชิญกับคำถามของฮ่องเต้ต้าเหลียง ฉินเฟิงรีบก้มหน้าอย่างรวดเร็วและกล่าวอย่างไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองจนเกินไป “หน่วยสอดแนมต้าเหลียงสามารถแทรกซึมเข้าไปในเป่ยตี๋ได้ หน่วยสอดแนมเป่ยตี๋ไยจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าต้าเหลียงได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ หากเตรียมตัวล่วงหน้าจะวางกับดักสำเร็จได้อย่างไร? เมืองเป่ยซีแข็งแกร่ง เสบียงอาหารมากมาย ไม่เพียงแต่ไม่ใช่เป้าหมายโจมตีเท่านั้น แต่ยังเป็นฝ่ายสนับสนุนกองหลัง! เป่ยซีย่อมออกไปสนับสนุนกองทหารชายแดนเป็นธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”
“อีกอย่าง…”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฟิงก็สูดหายใจเข้าลึก แววตาแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง “ฝ่ายศัตรูมีเฉินซือเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการต่อสู้ครั้งนี้! แม้เฉินซือและกระหม่อมจะไม่เคยพบกันแต่ก็ได้ต่อสู้กันมาหลายครั้ง ความเข้าใจของกระหม่อมที่มีต่อเฉินซือผู้นี้คือ เขามีพรสวรรค์ทางทหารสูงนัก และในการต่อสู้ครั้งนี้ เป่ยตี๋ก็เดิมพันกับชะตากรรมของแคว้น เฉินซือย่อมแสดงความสามารถทางการทหารของเขาอย่างเต็มที่เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมคิดว่าการแสร้งทำเป็นโจมตีอำเภอเป่ยซี แล้วโจมตีค่ายกองทหารชายแดนเป็นเพียงกลยุทธ์ระดับกลาง! เฉินซือยังไม่ได้ใช้กระบวนท่าสังหารที่แท้จริง”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ฮ่องเต้ต้าเหลียงพลันรู้สึกประหลาดใจ
ทักษะการรักษาสมดุลของฮ่องเต้ต้าเหลียงอยู่จุดสูงสุด แต่ความสามารถทางการทหารของเขาแม้จะถือว่ายอดเยี่ยมแต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูงสุด เมื่อรู้ว่าเดิมพันระหว่างฉินเฟิงและเฉินซือลึกซึ้งถึงเพียงนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยังรู้สึกละอายใจที่มิอาจเทียบทั้งคู่ได้
แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ฮ่องเต้ต้าเหลียงจึงไม่ลังเล น้ำเสียงของพระองค์เบาลงมาก “ฉินเชียนฮู่ จากสิ่งที่เจ้าคาดการณ์ กระบวนท่าสังหารของเฉินซือจะปรากฏออกมาเช่นไร?”
ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงเท่านั้นแต่ขุนนางทุกคนในท้องพระโรงต่างก็จับจ้องไปที่ฉินเฟิง
นายน้อยเจ้าสำราญหรี่ตาลง ลบท่าทีเอ้อละเหยลอยชายตามปกติ เขาไม่ได้ตอบแต่เป็นฝ่ายถามกลับ “ไม่ทราบว่าฝ่าบาทเคยได้รับข่าวว่าหน่วยสอดแนมแนวหน้าถูกหน่วยนกฮูกราตรีแห่งเป่ยตี๋ไล่ล่าและสังหารบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
แม้ฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่เต็มใจที่จะให้องครักษ์ชุดดำปรากฏตัวอย่างง่ายดาย แต่เมื่อเปรียบเทียบอันตรายสองสิ่งแล้ว ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ส่งผลร้ายน้อยกว่า หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ก็ยอมพยักหน้า “มีเรื่องนี้อยู่จริง ๆ”
ฉินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก “ถูกต้อง! เราแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับปฏิบัติการของแนวรบเป่ยตี๋เลย เฉินซือพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสังหารหน่วยสอดแนมทั้งหมดเพื่อปิดข่าว ดังนั้นกระหม่อมคิดว่าจะต้องมีกองทัพขนาดใหญ่ ด้านหลังของเป่ยตี๋จะต้องมีกองทัพขนาดใหญ่แน่ จุดประสงค์คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการรวบรวมกองกำลังที่เหนือกว่า บุกโจมตีโดยที่เราไม่ทันตั้งตัวพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่เป็นการต่อสู้ที่เดิมพันทุกอย่างระหว่างทั้งสองแคว้น ท้ายที่สุดแล้วเป่ยตี๋ก็ทุ่มสุดตัว! เมื่อรวมกับข่าวกรองที่ได้รับในอดีตและการวิเคราะห์อย่างครอบคลุม คาดว่าเป่ยตี๋มีกองกำลังอยู่ราวสามแสนนาย”
“กองทหารสามแสนนายเหล่านี้จะรีบเร่งไปยังแนวหน้า”
เมื่อเผชิญกับการโต้แย้งของฮ่องเต้ต้าเหลียง เสนาบดีกรมยุติธรรมพลันรีบก้มศีรษะลงต่ำ ไม่กล้าปริปากพูดอีกต่อไป
ในยามนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงได้แต่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับฉินเฟิง พระสุรเสียงแลดูเป็นมิตรอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อน “ฉินเชียนฮู่ เจ้าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?”
ฉินเฟิงไม่ได้ปิดบังแม้แต่นิด เขาโพล่งออกมาทันที “เวลาพ่ะย่ะค่ะ!”
“รีบทำเวลา!”
“คำนวณเวลาแล้ว อย่างน้อยใช้เวลาสามถึงห้าวัน อย่างมากเจ็ดถึงแปดวัน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงที่ชายแดนทางเหนือก็จะเริ่มต้นขึ้น เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวก็เท่ากับเป่าแตรเริ่มสงคราม”
“จะทำอย่างไรให้การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้วเสร็จก่อนที่เป่ยตี๋จะบุกชายแดนเหนือ คุ้มกันชาวบ้านและเสบียงอาหาร อพยพไปทางใต้ห้าสิบลี้เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ไฟสงคราม นี่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการศึกครานี้พ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาของไท่เป่าหลินเคร่งขรึม “พูดมันก็ง่าย แต่ในเมื่อเป่ยตี๋ได้วางแผนเอาไว้แล้ว จักต้องเตรียมการมาพร้อมอย่างเต็มที่! การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงทางตอนเหนือ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนจึงจะเสร็จสิ้น แล้วจะจัดการได้อย่างไร?”
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ฉินเฟิงไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะต่อปากต่อคำกับไท่เป่าหลิน จึงตอบไปทันที “ข้าได้ติดต่อกับหลี่จางแล้ว เมื่อห้าวันก่อนได้ส่งผู้แจ้งข่าวกระจายไปแจ้งการระดมพลทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ให้เตรียมเก็บเกี่ยวและหลีกเลี่ยงสงคราม ถ้าหากเก็บเกี่ยวอย่างเกียจคร้านย่อมใช้เวลาเป็นเดือน แต่ถ้ากองทัพและชาวบ้านร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวใช้แรงกำลังทั้งหมดก็จะใช้เวลาเพียงยี่สิบวัน!”
“นอกจากนี้ ใครบอกว่าทหารรักษาการณ์ชายแดนทางเหนือของต้าเหลียงมีน้อยจึงต้องพ่ายแพ้เล่า? กองทัพทางเหนือจะโจมตีอย่างสุดกำลัง แบ่งการล่าถอยเป็นชุด ชะลอการบุกรุกเข้าเขตแดนของพวกเป่ยตี๋ให้มากที่สุด”
“ตราบใดที่การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของชาวบ้านเสร็จสิ้น หลีกเลี่ยงสงครามได้สำเร็จ ชายแดนทางเหนือจะสามารถเปลี่ยนจากไล่ล่าเป็นตั้งรับ เพียงแค่ป้องกันเมืองสำคัญไว้และบีบบังคับให้เป่ยตี๋ต่อสู้ในศึกที่ยากลำบาก เมื่อเป่ยตี๋ไม่มีเสบียงอาหารเพียงพอ กองทัพพวกเขาก็ยากจะบุกโจมตีต่อ ย่อมล่าถอยไปเองโดยไม่ต้องรบ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ