เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 442

บทที่ 442 บารมีหมิงอ๋อง

หลังจากหน่วยนกฮูกราตรีแห่งเป่ยตี๋แทรกซึมอยู่หลายทศวรรษ ก็ได้สำรวจต้าเหลียงทุกซอกทุกมุมแล้ว แม้แต่ความลับนับไม่ถ้วนที่ผู้คนส่วนมากไม่รู้ เท่าที่เฉินซือจำได้ หมิงอ๋องเป็นองค์ชายผู้มีความสามารถมากที่สุดในราชสกุลหลี่ ร่วมเดินทัพกับฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ ออกรบตั้งแต่ยังเยาว์วัย ได้รับการขัดเกลาจนมีความเป็นเลิศทั้งด้านบุ๋นและบู๊

ครั้นอายุได้สิบสามชันษาก็เดินทัพด้วยทหารห้าพันนาย เคลื่อนพลไปชายแดน เมื่ออายุได้สิบหกชันษา สร้างผลงานทางกองทัพที่ยิ่งใหญ่ เมื่ออายุได้สิบแปดชันษามีราศีของผู้ครองแคว้น ทว่าน่าเสียดายที่ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน มิได้เขียนราชโองการแต่งตั้งผู้สืบทอด ฮ่องเต้ต้าเหลียงในรัชศกปัจจุบันฉวยโอกาสที่หมิงอ๋องเดินทัพอยู่ชายแดน บังคับขุนนางในเมืองหลวง สนับสนุนให้ตนขึ้นครองราชบัลลังก์ ถือเป็นการแทงหลังหมิงอ๋องอย่างโหดเหี้ยม

กระนั้นหมิงอ๋องก็ไม่เคยขัดแย้งกับฮ่องเต้ต้าเหลียงซึ่ง ๆ หน้า พระองค์ทรงรักษาชายแดนอย่างดี สร้างผลงาน ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นหลายครั้ง บารมีในกองทัพสูงส่ง ยิ่งหมิงอ๋องภักดีต่อต้าเหลียงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต่อสู้นองเลือดมากขึ้นเท่านั้น แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงกลับสงสัยในหมิงอ๋องขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดแล้วหมิงอ๋องคือผู้ที่ควรสืบทอดราชบัลลังก์ มีคำพูดในย่านร้านตลาดว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงมิได้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ครองอำนาจด้วยความไม่ชอบธรรม!

ภายใต้แผนของฮ่องเต้ต้าเหลียง หมิงอ๋องถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง

ชั่วพริบตาที่หมิงอ๋องก้าวเข้าสู่เมืองหลวง เขาก็กลายเป็นนักโทษ ฮ่องเต้ต้าเหลียงพุ่งเป้าขัดขวางเขาไปทุกด้าน หากพูดตามคำของชาวบ้านคือหาเรื่องไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก็คว้าโอกาสเนรเทศหมิงอ๋องไปอยู่อำเภอฝูอวิ้นได้สำเร็จ เรียกให้น่าฟังคือปกครองที่ศักดินา แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการกักบริเวณ

เหตุผลที่เลือกอำเภอฝูอวิ้นก็มีคำอธิบายเอาไว้เช่นกัน

หากถูกเนรเทศไปไกลมากเกิน ด้วยบารมีของหมิงอ๋อง ย่อมได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเป็นแน่

แต่หากรั้งอยู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็กังวลว่าขุนนางในราชสำนักจะใช้โอกาสนี้โจมตี

อำเภอฝูอวิ้นนั้นกำลังพอดี อยู่นอกเมืองหลวงแต่ก็ยังเป็นสามสิบหกอำเภอรอบเมืองหลวงที่ถูกควบคุมโดยฮ่องเต้ต้าเหลียง แม้ว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่เคยพูดอย่างชัดเจน แต่ก็บอกเป็นนัยและขัดขวางอยู่ทุกครา ทำให้บุตรทั้งสองของหมิงอ๋อง หลี่จางกับหลี่หลางยังไม่สามารถแต่งงานได้ ด้วยฮ่องเต้ต้าเหลียงต้องการตัดสายเลือดของหมิงอ๋อง หลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตต่อไป

ภายใต้แรงกดดันจากฮ่องเต้ต้าเหลียง หมิงอ๋องทำได้เพียงแสร้งทำเป็นโง่เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง ทว่าหลี่จางกับหลี่หลางได้รับการสืบทอดความสามารถของหมิงอ๋องมาอย่างเข้มข้น ทั้งคู่ต่างก็เป็นยอดบุรุษผู้โดดเด่น

คราวนี้ฉินเฟิงได้รับความช่วยเหลือจากสองพี่น้องหลี่จางกับหลี่หลาง ย่อมเหมือนพยัคฆ์ติดปีก!

และข้อเท็จจริงก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าความกังวลของเฉินซือได้เป็นจริงแล้ว!

เดิมทีเขาคิดว่าฉินเฟิงอยู่ในเมืองหลวง แม้ว่าจะมีหน่วยสอดแนมและโรงพักม้าในอำเภอเป่ยซีที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ใต้บังคับบัญชาทำให้สามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางทหารชายแดนเหนือได้ทันที แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ห่างไปพันลี้ แม้ว่าจะเร่งเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดไม่หยุดพัก แต่ระหว่างเดินทางก็ยังมีความล่าช้าอย่างน้อยสามวัน แม้ฉินเฟิงจะมากความสามารถ แต่ก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ในชายแดนเหนือได้อย่างเต็มที่

ในเวลาเดียวกัน ตามรายงานข่าวกรอง หลินฉวีฉีนายอำเภอประจำเป่ยซี เป็นบัณฑิตจวี่เหริน*[1] แม้ว่าจะมีความสามารถด้านบุ๋น แต่เขาก็ไม่คุ้นเคยกับกุลยุทธ์การสงคราม ในบรรดาบุตรีทั้งสี่คนของตระกูลฉิน คุณหนูใหญ่เสิ่นชิงฉือ มีความสามารถด้านศิลปะมากกว่าด้านการต่อสู้ คุณหนูรองหลิ่วหงเหยียนเชี่ยวชาญการค้า คุณหนูสามหลี่เซียวหลานคมในฝัก คุณหนูสี่จิ่งเชียนอิ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ผู้ห้าวหาญ

แม้แต่ฉินฮูหยิน อดีตเก้ามิ่งฝูเหรินก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าสตรีเจ้าเล่ห์ ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก

อาจกล่าวได้ว่า ในอำเภอเป่ยซี ไม่มีใครที่เฉินซือเห็นอยู่ในสายตา

ทว่าตอนนี้ตระกูลของหมิงอ๋องย้ายมา จู่ ๆ เฉินซือก็รู้สึกกดดันมากขึ้น ต้องรู้ว่าแค่แผนการคร่าว ๆ ทั่วไปจากเมืองหลวงของฉินเฟิง หลี่จางก็สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้เฉินซือปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงในการต่อสู้ครั้งนี้ เห็นได้จากความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในอำเภอเป่ยซีและค่ายชายแดน

“แม้ว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงจะรู้แค่การใช้อำนาจ แต่ก็ฉลาดในการใช้คนจนน่ากลัว!”

“รอต่อไปไม่ได้แล้ว! ต้องเริ่มสงครามเต็มรูปแบบทันที!”

เฉินซือออกคำสั่งหลายชุด!

ครั้นตอนที่เขากำลังจะมุ่งหน้าไปค่ายใหญ่ของแนวหน้าเพื่อหารือกับผู้บัญชาการแนวหน้าเกี่ยวกับการโจมตีค่ายกองทัพชายแดน ผู้ส่งสารก็นำข่าวร้ายมาอีกครั้ง

ช่วงขณะเดียวกัน ในพื้นที่รกร้างห่างจากเฉินซือไม่ถึงเจ็ดลี้ เสียงตะโกนของการฆ่าฟันดังอื้ออึง

จ้าวอวี้หลงนำทหารม้าทมิฬสามพันคนบุกตะลุย สังหารกองทัพซางกานจนทั้งคนทั้งม้าหนีเตลิด ทุกที่ที่ผ่านไป เลือดไหลรวมกันเป็นลำธาร ศพกองทับกันสูง จ้าวอวี้หลงราวกับเทพเจ้าแห่งความชั่วร้ายที่ไม่อาจต้านทาน คมหอกในมือของเขาหัก นั่นก็เพราะเขาทะลวงหอกเจาะเกราะศัตรูบ่อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนแล้วคนเล่า! เขาทิ้งหอกไปโดยไม่ใส่ใจ ดึงดาบยาวเจ็ดฉื่อออกมาจากข้างอานม้า แล้วฟันสะบัดไปมาทันที

“กองทัพซางกานไร้กำลังแล้ว เหล่าทหารหาญจงตามข้าบุกโจมตี!”

หนึ่งเสียงตะโกนลั่น จ้าวอวี้หลงถือดาบมุ่งตรงไปยังกองทัพซางกานที่อัดแน่นอยู่เบื้องหน้า ทหารม้าทมิฬสามพันนายตามมาข้างหลังติด ๆ ช่วงขณะที่ทหารม้าเกราะเบาสองพันนายเข้าสนับสนุนปีกทั้งสองข้าง รวมถึงทหารราบห้าพันนายก้าวบุกตามมาจากข้างหลัง

ทหารในกองทัพซางกานรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่อาจต้านทานทหารรักษาการณ์ของอำเภอเป่ยซีได้แล้ว

ยามนี้อัตราการตายของกองทัพซางกานสูงถึงเจ็ดส่วนอย่างน่าสะพรึงกลัว!

แม้แต่ทหารมากฝีมือที่มีขวัญกำลังใจสูง ครั้นเผชิญกับอัตราการเสียชีวิตถึงเจ็ดส่วน ขวัญกำลังใจก็ยังพังทลายลง แต่ทหารซางกานที่เหลืออีกกว่าสามพันนายพร้อมจะพลีชีพ สู้ไม่ยอมถอย ในการต่อสู้ครั้งนี้ มีชะตากรรมของเป่ยตี๋เป็นเดิมพัน รวมถึงเกียรติยศและความอับอายของประชาชนเป่ยตี๋ตลอดยี่สิบปีที่เหลือก็ตกเป็นเดิมพันด้วย

ผู้นำกองทัพซางกาน อาทิ รองแม่ทัพ หัวหน้ากองชั้นสูง แม่ทัพชั้นสูง ขุนพลหยาเจี้ยง พวกเขาล้วนพลีชีพทั้งสิ้น

ยามนี้กองทัพซางกานจะเหลือเพียงทหารราบ กระนั้น แม้ต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าทมิฬหุ้มเกราะหนักจนเกือบจะเป็นการสังหารหมู่ฝ่ายเดียวและเผชิญกับอัตราความเสียหายจากการต่อสู้สูงถึงหนึ่งต่อสิบ แต่ก็ไม่มีใครหลบหนี

[1] จวี่เหริน : คนที่สอบขุนนางผ่านรอบคัดเลือดระดับมณฑล

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ