บทที่ 444 ระดมพลฉุกเฉิน
หลังจากกองทหารในอำเภอเป่ยซีพักจัดกระบวนทัพมาทั้งวัน ก็ส่งทหารไปโจมตีชายแดนอีกครั้ง หลังการสู้รบที่ดุเดือดซึ่งทิ้งศพหลายร้อยศพไว้เบื้องหลัง พวกเขาก็ถูกรุกไล่จนต้องถอยกลับเข้าเมือง
ครั้นเสียเปรียบในการรบทั้งสองครั้ง หลี่จางก็ไม่รีบร้อนโจมตีอีก เขามอบหมายให้ฮูหยินฉินและหลินฉวีฉี รวมถึงบุตรีทั้งสี่แห่งตระกูลฉินไปแสดงความอาลัยแด่เหล่าทหาร ปลอบประโลมจิตใจกองทัพ รวมทั้งแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ความพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทั้งสองครั้งอยู่ในความคาดหมาย แม้จะไม่สามารถเอาชนะศัตรูได้ แต่เขาก็คุมศัตรูไว้ได้สำเร็จ ตราบใดที่อำเภอเป่ยซีโจมตี เฉินซือก็ต้องระดมพลเพื่อรับศึก เช่นนี้ก็ใช้กลยุทธ์ล้อมเวยช่วยจ้าว*[1] ช่วยลดแรงกดดันทางด้านกองทัพชายแดนได้
…
เมื่อสถานการณ์ทางทหารทางชายแดนเหนือถูกส่งไปยังเมืองหลวง ฉินเทียนหู่ก็ถูกฮ่องเต้ต้าเหลียงเรียกตัวเข้าเฝ้าในพระราชวังอย่างเร่งรีบเพื่อหารือเรื่องนี้
ช่วงเวลานี้ฉินเฟิงไม่ได้ว่าง เขากำลังจัดเตรียมหารถม้าไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือว่าสั่งสร้างขึ้นมา แล้วส่งรถม้าว่างเปล่ามุ่งหน้าไปทางชายแดนเหนือ แจกจ่ายให้กับคนในท้องถิ่นเพื่อใช้ในการเดินทาง รถม้าไม่นับว่าแพง แต่ม้าที่ต้องใช้ลากเกวียนมีราคา อาศัยแค่กำลังของฉินเฟิงเพียงลำพัง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดหารถม้าจำนวนมากขนาดนี้ได้
เรื่องนี้จะต้องหารือกับแวดวงสาขาอาชีพอื่น ๆ ในเมืองหลวง ให้แต่ละสาขาอาชีพสนับสนุนเงินทุน
ฉินเฟิงจัดการประชุมเตรียมเสบียงฉุกเฉินในนามของ ‘ทูตพิเศษดูแลการสงคราม’ ทันที
ตามที่ฉินเฟิงคาดไว้ แทบไม่มีพ่อค้าจากแต่ละสาขาอาชีพในเมืองหลวงเข้าร่วม ลานในตระกูลฉินว่างเปล่า
ฉินเฟิงรู้ดีว่าการที่พ่อค้าจากทุกสาขาอาชีพปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมเตรียมเสบียง ไม่ใช่เพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อสงครามในชายแดนเหนือแต่เป็นเพราะพวกเขาดูถูกฉินเฟิง
ชื่อเสียงของฉินเฟิงในตอนนี้แบ่งออกเป็นสองเสียงอย่างสมบูรณ์ ในท้องถิ่นและในหมู่ประชาชนทั่วไป ชายหนุ่มมีชื่อเสียงในทางที่ดี แต่ในหมู่พ่อค้าเมืองหลวง กลับมีชื่อเสียงในทางที่ย่ำแย่
ไม่น่าแปลกใจ!
สถานะของฉินเฟิงที่เป็น ‘ผู้ได้ผลประโยชน์’ ทำให้เขากลายเป็นศัตรูกับผลประโยชน์ของคนอื่น การเคลื่อนไหวนี้ย่อมกระตุ้นขั้นอำนาจฝ่ายต่าง ๆ เป็นธรรมดา
มีสิทธิอะไรที่ฉินเฟิงจะได้รับทั้งชื่อเสียงและโชคลาภ ในขณะที่พวกเราต้องจ่ายเงินแต่ไม่มีความสุข? กิจกรรมใดก็ตามที่ฉินเฟิงจัดขึ้น พ่อค้าจากทุกสาขาอาชีพต่างคัดค้านอย่างเป็นเอกฉันท์
ท้ายที่สุดฉินเฟิงก็สั่งให้เจ้ากรมเมืองบังคับให้ทุกคนมาเข้าร่วมเสียเลย บรรดาพ่อค้าต่างจึงทยอยเข้ามา
การประชุมเตรียมเสบียงที่ควรจะจัดขึ้นในตอนเช้าถูกเลื่อนเป็นช่วงเย็น ด้วยพ่อค้าที่มีหน้ามีตาในเมืองหลวงบางคนเพิ่งจะมาครบ
และยามนี้ทั่วทั้งสถานที่ก็มีแค่เสียงกระซิบและเสียงดูถูกเหยียดหยามไม่จบสิ้น
“หึ! ฉินเฟิงผู้นี้นับเป็นตัวกระไร! ใช้โอกาสจากอำนาจ ทำทุกวิถีทางให้บุตรหลานพ่อค้าในเมืองหลวงตกที่นั่งลำบาก รอดูเถอะ วันนี้ฉินเฟิงคงจะหาข้ออ้างอะไรมาทำให้เราลำบากอีกแน่”
“ยังต้องรออีกหรือ แค่ฉินเฟิงเรียกพบพวกเราก็ไม่มีทางเกิดเรื่องดี ๆ แล้ว!”
“ถ้ามีคนอื่นเป็นผู้จัดการประชุมเตรียมเสบียงครั้งนี้ ข้าย่อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นฉินเฟิง ฮึ! อย่าแม้แต่จะคิด!”
“จะให้ข้าบริจาคก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่ปัญหาคือไม่สามารถใช้แล้วถีบหัวส่งกันได้กระมัง เราจ่ายเงินไปมากมาย แต่ไม่ได้รับชื่อเสียงหรือโชคลาภ แล้วจะทำไปทำไม?”
เมื่อฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบตัว รวมถึงสายตาเหยียดหยามจากทุกทิศทุกทาง ฉินเฟิงหาได้สนใจ
ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในตำแหน่งของฉินเฟิง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะกระทำการอย่างเป็นธรรม
การเห็นใจเข้าข้างประชาชนทั่วไปย่อมทำให้ผู้มีอำนาจขุ่นเคืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากเข้าข้างผู้มีอำนาจ ย่อมถูกคนทั่วไปด่าว่าลับหลังเป็นแน่
ฉินเฟิงต้องเลือกข้าง!
“ข้ารู้ว่าในใจของทุกท่านคงไม่พอใจมานานแล้ว ดังคำที่กล่าวว่า น้ำแข็งสามฉื่อมิใช่จากความหนาวเพียงวันเดียว ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะยุติความบาดหมางจากคำพูดแค่ไม่กี่คำ ทุกท่านสามารถดูถูกข้าได้ และไม่จำเป็นต้องไว้หน้าข้า แต่ช่วงนี้สงครามแคว้นทางชายแดนเหนือร้ายแรงนัก ข้าขอร้องให้ทุกท่านเห็นแก่บรรดาชาวบ้านตาดำ ๆ ช่วยกันออกแรงคนละไม้คนละมือ”
ฉินเฟิงไม่ได้อ้อมค้อม พูดอย่างตรงไปตรงมา “ข้าได้จัดทำรายการเสบียงที่ชายแดนเหนือต้องการไว้แล้ว รถม้าทั้งหมดแปดพันคัน แรงงานชาวบ้านอายุน้อยและแข็งแรงสามหมื่นคน องครักษ์สามพันคน เสบียงสำหรับแรงงานและองครักษ์กินระหว่างเดินทางไปชายแดนเหนือ ทั้งหมดหนึ่งหมื่นต้าน”
“ไม่ว่าพวกเจ้าจะมีความคับข้องใจกับฉินเฟิงมากแค่ไหน แต่จะให้อารมณ์อยู่เหนือกว่าภัยของแคว้นได้อย่างไร? เจ้าจะละเลยความรุ่งเรืองหรือล่มสลายของแคว้น เพียงเพราะความคับข้องใจส่วนตัวรึ? จะปล่อยให้ทุกชีวิตต้องสูญสิ้นหรือ? หากพวกเจ้าเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ ในความคิดของข้า ทุกคนในใต้หล้าคงต้องปรบมือยินดีให้กับสิ่งที่ฉินเฟิงเคยทำกับพวกเจ้าในอดีต!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำต่อว่าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ บางคนโกรธแต่ไม่กล้าพูด บางคนรู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่มีใครปฏิเสธ
ท้ายที่สุดแล้ว คำกล่าวของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไม่เพียงแต่กล่าวถึงความยุติธรรมของแคว้นเท่านั้น แต่ยังจับจุดอ่อนของทุกคนไว้ด้วย หากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยเหลือ แต่กลับโยนหินลงบ่อ จะไม่ทำให้ผู้คนในใต้หล้าแค้นเคืองเอาหรือ?
เพียงแต่…
ต้องช่วยฉินเฟิงหรือ? พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามปมในใจนี้ไปได้จริง ๆ
ในใจฉินเฟิงแอบมีความสุข มีบางคำพูดที่เขาไม่สามารถพูดได้ชัดเจน แต่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ช่วยพูดให้แล้ว นับว่าประหยัดคำพูดไปได้มาก
ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ในเมืองหลวงยังคงมีอยู่ ท้ายที่สุดแล้วแม้แต่ฉินเฟิงก็ยังไม่กล้ายั่วยุแม่เสือสาวคนนี้ แล้วใครจะกล้าเล่า?
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์วุ่นวายค่อย ๆ สงบลง นายน้อยเจ้าสำราญก็ตีเหล็กตอนร้อน
“หากทุกท่านเต็มใจจะให้ความช่วยเหลือ ข้าฉินเฟิงย่อมตอบแทน!”
“การสอบคัดเลือกขุนนางกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ ข้าจะกราบทูลฮ่องเต้ว่าบรรดาผู้ทำประโยชน์ให้กับแคว้น หากทายาทพวกเขาเข้าสอบขุนนางจะได้รับสิทธิพิเศษก่อน”
ทันทีที่สิ้นประโยค บรรดาพ่อค้าวานิชสูงวัยหลายคนก็เริ่มสนใจทันที
ท้ายที่สุดแล้ว หากทายาทรุ่นหลังได้เข้ารับราชการ ถึงจะนับว่าถูกต้อง
ถ้าใช้เงินเล็กน้อยมอบอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานได้ ย่อมเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
[1] กลยุทธ์ล้อมเวยช่วยจ้าว : กลยุทธ์ซึ่งฝ่ายที่มีกำลังอ่อนแอกว่านำไปใช้ แล้วบังเกิดผลสำเร็จ เป็นการใช้จิตวิทยา ยกทัพหลอกให้ศัตรูห่วงหน้าพะวงหลัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ