บทที่ 446 ข้าจัดการเอง
บรรดาบุตรหลานที่อยู่ตรงหน้าก็มีประโยชน์มากเช่นกัน ด้วยการขนเสบียงไปชายแดนเหนือ รวมถึงการประสานงานทุกสาขาอาชีพจะขาดความช่วยเหลือของบรรดาบุตรหลานผู้ดีพวกนี้ไปไม่ได้
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพ่อค้าวาณิชแล้ว นายน้อยเสเพลพวกนี้ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก มีไว้ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินชั่วคราวเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว สันดอนขุดง่าย สันดานขุดยาก จะให้พวกเขาละทิ้งความชั่วร้ายเข้าสู่ทางที่ถูกที่ควร ก็ยากเสียยิ่งกว่าให้หมูปีนต้นไม้
ฉินเฟิงเผยรอยยิ้มราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ “ทุกท่าน ยินยอมจะยุติความบาดหมางแต่เก่าก่อนกับตระกูลฉินของข้าหรือไม่?”
“ดังคำกล่าวที่ว่าความแค้นเคืองพึงละมิพึงผูก ความแค้นในอดีตจบลงแต่เพียงเท่านี้ จากนี้ไปเราต่างอาศัยอยู่เมืองหลวง เงยหน้าไม่พบก้มหน้าก็ได้เจอ ต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ของพวกเราถึงจะถูก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกบุตรหลานผู้ดีสองคนก็ก้าวเดินเข้ามา
คนสองคนนี้ เดิมทีก็ไม่ได้มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับตระกูลฉิน เพียงแต่ตอนนั้นฉินเทียนหู่และหลี่ซวี่มีข้อขัดแย้งกัน พวกเขาเลยต้องเลือกข้าง แต่ตอนนี้หลี่ซวี่เองก็เข้าร่วมตระกูลฉินแล้ว หญ้ายอดกำแพงเช่นพวกเขาก็อยากจะแสดงความภักดีต่อตระกูลฉินด้วย เพียงแต่สถานะของพวกเขาต่ำต้อยและไร้โอกาส
ตอนนี้เมื่อฉินเฟิงเสนอโอกาสในการปรองดอง ทั้งสองคนย่อมคว้าไว้เป็นธรรมดา
“นายน้อยฉินจิตใจดี มีความคิดกว้างไกล พวกข้าชื่นชมนัก!”
“ต่อในภายภาคหน้า คงต้องรบกวนนายน้อยฉินให้การสนับสนุนแล้ว”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนอยู่เป็น ฉินเฟิงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและโค้งคำนับตอบ “พูดไม่ได้ว่าเป็นการสนับสนุน เรียกว่าเราก้าวหน้าไปด้วยกันดีกว่า”
จากนั้นบุตรหลานทั้งสองก็เดินไปด้านหลังฉินเฟิง
ทว่าบุตรหลานที่เหลือหลายสิบคน ไม่เพียงไม่มีท่าทีจะแสดงความเป็นมิตร แต่ยังดูหมิ่น ‘คนทรยศ’ ทั้งสองคนอีกด้วย
“พวกเจ้านับเป็นตัวอันใด!”
“ฮึ่ม! ถึงกับกล้าไปเข้าข้างฉินเฟิง? พวกเจ้าเป็นความอัปยศของบรรดาบุตรหลานผู้ดีในเมืองหลวงชัด ๆ!”
“ปลาอยู่กับปลา กุ้งอยู่กับกุ้ง เต่าหัวหดชอบอยู่กับพวกคางคก”
ฉินเฟิงยังคงมองดูบรรดาบุตรหลานผู้ดีที่เหลือด้วยรอยยิ้ม “ข้าเป็นฝ่ายแสดงน้ำใจก่อนแล้ว แต่พวกเจ้าทุกคนกลับไม่รับน้ำใจ พวกเจ้าวางแผนจะต่อสู้กับตระกูลฉินของข้าจนจบใช่หรือไม่?”
“สมกับเป็นบุตรหลานผู้สูงส่งในเมืองหลวง ไม่ใช่พวกใจเสาะ!”
เมื่อเผชิญกับคำถากถางของบรรดาบุตรหลานผู้ดี ฉินเฟิงเองก็ไม่ยอมพ่ายแพ้และโต้กลับทีละคน
“เจ้าคนแซ่ฉิน อย่ามาเล่นไม้นี้กับข้า ตระกูลฉินของเจ้าทรงอำนาจจริง ๆ แต่ตระกูลของพวกข้าก็เป็นขุนนางในราชสำนักเช่นกัน ไม่มีเรื่องอันใด เจ้าจะกล้าลงมือกับพวกข้ารึ?!”
“ข้าไม่เชื่อว่าลำพังตระกูลฉินของเจ้าจะสามารถกำจัดหลายตระกูลพร้อมกันได้!”
“ในเมืองหลวงไม่ใช่ที่ที่จะปิดท้องฟ้าได้ด้วยมือเดียว ไท่เป่าหลินยังอยู่ที่นี่ อีกไม่นานราชครูก็จะกลับสู่เมืองหลวง เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าตระกูลฉินของเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องแบ่งอำนาจสามส่วนกับไท่เป่าและราชครู ในเมื่อเหนือราชสำนัก ตระกูลฉินของเจ้ามีอำนาจเพียงหนึ่งในสาม ไยเราต้องสนับสนุนเจ้า”
“น่าขันจริง ๆ ท่านไท่เป่าเป็นผู้อาวุโสของแคว้น ท่านราชครูเป็นเสาหลักของแคว้น เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร เจ้าเป็นเพียงตัวตลกที่มีใจทะเยอทะยานก็เท่านั้น อาศัยการสนับสนุนของอำเภอเป่ยซี ทำตัวกำเริบเสิบสานอยู่ที่เมืองหลวง ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ”
เมื่อเผชิญกับคำดูหมิ่นเยาะเย้ยของบรรดาบุตรหลานทุกคน รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเฟิงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
ครั้นสัมผัสถึงสายตาของฉินเฟิง แม้บรรดาบุตรหลานจะรู้สึกหนาวสั่น แต่ก็พิจารณาว่าพวกเขามีคนจำนวนมากกว่าไม่จำเป็นต้องกลัวฉินเฟิงแค่คนเดียว
ตระกูลหลิวของเขาด้อยกว่าตระกูลฉินจริง ๆ แต่แล้วอย่างไรเล่า?
หลิวปิ่งมั่นใจอย่างยิ่ง แม้จะให้ฉินเฟิงยืมร้อยความกล้า อีกฝ่ายก็ย่อมไม่กล้าทำอะไรเขา อย่างไรเสีย พ่อของเขาก็เป็นรองผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์และเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์ ทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของไท่เป่าด้วย กล่าวได้ว่ามีอำนาจทหารอยู่ในมือ
เมื่อเผชิญกับการยั่วยุของหลิวปิ่ง ฉินเฟิงรู้ดีว่าหากเขาไม่ระงับความเย่อหยิ่งของหลิวปิ่ง นโยบายการสนับสนุนชายแดนเหนือจะไม่ถูกนำมาใช้ ในภายหน้าพวกบุตรหลานขุนนางจะยิ่งเหิมเกริมไร้ความหวาดเกรง สรรหาสารพัดวิถีมาขัดแข้งขัดขาเขา
ฉินเฟิงเลิกคิ้วและถามอย่างใจเย็น “ช่วงเวลาพิเศษ มาตรการตอบโต้พิเศษ คำว่าทำตามกฎหมายไม่ล้าหลังไปหน่อยหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามของฉินเฟิง หลิวปิ่งก็ภูมิใจมากยิ่งขึ้น เขาเอ่ยอย่างก้าวร้าวว่า “ข้าไม่สนใจ! กองทหารรักษาการณ์ต้องตัดสินตามกฎหมายเท่านั้น!”
ฉินเฟิงถามอีกครั้ง “ถ้าเราทำตามกฎหมาย ขั้นตอนยุ่งยาก ไม่สามารถส่งเสบียงไปชายแดนเหนือได้ทันที หากทำให้สงครามล่าช้า จะเกิดอะไรขึ้น?”
หลิวปิ่งดวงตาเบิกกว้าง “สงครามชายแดนเหนือเป็นความรับผิดชอบของเจ้ามิใช่หรือ? เกี่ยวอันใดกับกองทหารรักษาการณ์? ข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้ ขบวนรถม้าใดที่ต้องการผ่านกองทหารรักษาการณ์จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่มีทางให้เล็ดรอดไปได้ง่าย ๆ”
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นเรื่อย ๆ “พูดเช่นนี้แล้ว แม้สงครามจะล่าช้า กองทหารรักษาการณ์ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดรึ?”
น้ำเสียงของหลิวปิ่งหนักแน่นมาก ไม่มีที่ว่างให้ถอยกลับ “นั่นมันแน่อยู่แล้ว!”
มุมปากของฉินเฟิงยกขึ้น “นี่คือความตั้งใจของเจ้าหรือความตั้งใจของกองทหารรักษาการณ์เล่า?”
หลิวปิ่งโพล่งออกไปโดยไม่คิด “ความตั้งใจของข้า ก็คือความตั้งใจของกองทหารรักษาการณ์!”
ช่วงเวลานี้ บรรดาบุตรหลานหลายคนรอบตัวเขาสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว จึงขยิบตาให้หลิวปิ่งอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณให้เขาหยุดปากมาก!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ