บทที่ 464 แปลกพิกล
ไท่เป่าหลินเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวในท้องพระโรง
ฝ่ายสนับสนุนสงครามและพลพรรคเถาหลินตอนนี้อยู่ข้างเดียวกัน หากเป็นในอดีต แม้ไท่เป่าหลินจะกังวล แต่ก็ไม่ถึงกับต้องหวั่นเกรง ท้ายที่สุดแล้วศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ถึงฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่แสดงออกแต่ก็แอบยืนข้างเดียวกับไท่เป่าหลิน อย่างน้อยก็ในแง่ข้อพิพาทของกลุ่มขั้วอำนาจ
แม้ฮ่องเต้ต้าเหลียงใฝ่ฝันจะโค่นล้มตระกูลหลิน แต่ก็ยังกังวลว่าตระกูลฉินจะแข็งแกร่งเกินไป จนในอนาคตยากต่อการควบคุม
ฮ่องเต้ต้าเหลียงจึงหวังว่าไท่เป่าหลินกับตระกูลฉินจะต่อสู้กันจนตาย ภายใต้เงื่อนไขที่เขาต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายมีพลังเท่าเทียมกัน
แต่ตอนนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยังเข้าข้างตระกูลฉิน
เว้นแต่ราชครูหรือไท่ฟู่จะกลับมาราชสำนัก มิฉะนั้นสถานการณ์ของไท่เป่าหลินจะยากขึ้นเรื่อย ๆ
น่าเสียดายที่สุนัขจิ้งจอกเฒ่าอย่างไท่ฟู่ปฏิเสธจะกลับมา ภายใต้หน้ากากของ ‘การไว้ทุกข์’
ไท่เป่าหลินแอบตัดสินใจ เขาไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีก จึงเอ่ยเตือนทันที “ฝ่าบาท ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชายแดนเหนือทำให้คนทั้งแคว้นชื่นชมยินดี กระหม่อมก็มีความสุขหาใดเปรียบ แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ตระกูลร่ำรวยทางใต้พร้อมจะเคลื่อนไหว ประกอบกับตำแหน่งมหาเสนาก็ว่างอยู่ เกรงว่าจะมีเพียงการเรียกไท่ฟู่กลับมาราชสำนักจึงจะสามารถควบคุมตระกูลร่ำรวยทางใต้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของฮ่องเต้ต้าเหลียงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับแค่นเสียงเหยียดหยาม…
เจ้าจิ้งจอกเฒ่า พอเจ้าอ้าปาก เจิ้นก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่มีเรื่องดี ๆ จะพูด
แม้เบื้องหน้าไท่ฟู่ดูเป็นกลาง แต่ความเป็นจริงมีสายสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนกับกองกำลังทั้งหมด หากไท่ฟู่กลับมาเมืองหลวงอย่างกะทันหันแล้วเข้าร่วมกับไท่เป่าหลิน ถึงตอนนั้น เขาจะจัดการกับตระกูลฉินหรือฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ไม่อาจพูดได้อย่างแน่ชัด!
ฮ่องเต้ต้าเหลียงแสดงสีหน้าลำบากใจอย่างยิ่งทันที “เจิ้นก็ตั้งตารอวันที่ไท่ฟู่จะกลับเมืองหลวงเช่นกัน แต่ช่วงเวลาไว้ทุกข์ยังไม่ครบกำหนด เจิ้นจะเรียกเขากลับเมืองหลวงได้อย่างไร?”
ไท่เป่าหลินคาดไว้แล้วว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่รับปากง่าย ๆ เขาจึงถือโอกาสตีเหล็กตอนยังร้อน “แม้การเรียกตัวไท่ฟู่กลับมาล่วงหน้าจะไม่ถูกต้อง แต่ยามนี้งานราชกิจยุ่งวุ่นวาย หากต้องการเรียกกลับมาเป็นกรณีพิเศษก็มิใช่ว่าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีสำนักศึกษาหลวงรีบขยิบตาให้ฉินเทียนหู่อย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณให้รีบหยุดไท่เป่าหลินโดยเร็ว ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้จะให้ไท่ฟู่กลับมายังเมืองหลวงไม่ได้เด็ดขาด
ตอนนี้สถานการณ์กำลังดี แต่หากไท่ฟู่กลับมา สถานการณ์จะปั่นป่วนอีกคราแน่
ฉินเทียนหู่เข้าใจ เขาก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคำนับ “ต้าเหลียงของเราเป็นแคว้นที่เคร่งพิธีการ นับแต่สมัยโบราณเราก็ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์เป็นอย่างยิ่ง ครานั้นที่ปฐมฮ่องเต้กำหนดกฎหมายครั้งแรก พระองค์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ขุนนางทุกคนในเมืองหลวง หากต้องการกลับไปไว้ทุกข์ให้อนุญาตทั้งหมด ห้ามขัดขวางแม้แต่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่า ความกตัญญูห้าประการ ได้แก่ ‘สวรรค์ พิภพ เจ้านาย ญาติและอาจารย์’ การไว้ทุกข์ให้บิดามารดารเป็นหนึ่งในความกตัญญูห้าประการ หากเรียกตัวไท่ฟู่กลับมาอย่างเร่งรีบ เช่นนั้นผู้คนในใต้หล้าจะมองฮ่องเต้อย่างไร? แล้วใครจะอยากเข้ารับราชการในราชสำนักอีก?”
คำพูดของฉินเทียนหู่ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด ขุนนางกลับบ้านเพื่อไว้ทุกข์ นับแต่โบราณถือเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อเห็นว่าทั้งฮ่องเต้ต้าเหลียงและฉินเทียนหู่ไม่เห็นด้วยกับการเรียกตัวไท่ฟู่กลับมายังเมืองหลวง ไท่เป่าหลินก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้ ท้ายที่สุดแล้วไม้หนึ่งท่อนยากจะแบกรับน้ำหนัก อาศัยลมปากของเขาเพียงลำพังจะเอาชนะขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักได้อย่างไร?
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ผู้สูงศักดิ์หลายคนในวังหลังก็มารวมตัวกันอย่างยากจะได้เห็น
กุ้ยเฟยถือตำราสงครามอยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่าในช่วงนี้กำลังตั้งใจศึกษา แต่ในยามนี้อยู่เบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่ ตำราสงครามเป็นเพียงสิ่งของถือประดับเท่านั้น กุ้ยเฟยกล่าว “ฉินเฟิงช่างทำให้ผู้คนต้องมองเขาใหม่จริง ๆ สงครามชายแดนเหนือรุนแรงมากเพียงนี้ เขายังพลิกสถานการณ์ได้ ตั้งแต่ก่อตั้งต้าเหลียง เราก็ไม่เคยได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน”
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เส้นทางของฉินเฟิงย่อมโลดแล่นไร้ขีดจำกัด”
ยามนี้องค์หญิงใหญ่กำลังปักพัดทรงกลมเป็นลายวิหกเคียงบุปผา แลดูนิ่งสงบ แต่จริง ๆ แล้ว พระนางกลับนึกดูถูกอยู่ในใจ
หากฉินเฟิงสามารถเอาชนะเป่ยตี๋ได้อย่างสมบูรณ์ มีความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ แม้จะหวาดเกรงฉินเฟิงเพียงใด ตอนนี้ก็ไม่สามารถแตะต้องอีกฝ่ายได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาครึ่งปีหนึ่งปี มิฉะนั้นคงเป็นกระต่ายม้วยย่างสุนัข วิหคสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน ครั้นเช่นนั้น ผู้คนในใต้หล้าจะมองราชสกุลหลี่อย่างไร?
เดิมทีฮ่องเต้ต้าเหลียงถือโอกาสตอนหมิงอ๋องรักษาการณ์อยู่ชายแดนรีบร้อนสืบทอดราชบัลลังก์ จึงถูกคนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ แม้กาลเวลาผันผ่าน แต่ก็ยังมีคนหัวแข็งอีกไม่น้อยที่ต้องการจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวอยู่บ้าง
ด้วยเหตุนี้คำว่า ‘ชื่อเสียง’ จึงเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงใส่ใจมากที่สุด
แม้จะมีที่ฉินเฟิงกระทำผิดพลาดครั้งใหญ่อยู่ ทว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็จะไม่มีวันแตะต้องเขาแม้ปลายผม
นอกจากนี้ จะกำจัดฉินเฟิงหรือไม่ก็เป็นเรื่องของราชวงศ์ เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลหลินเล่า? คิดจะยืมดาบของราชวงศ์ฆ่าศัตรูของตระกูลหลินหรือ? หึ ยังอ่อนหัดนัก!
กุ้ยเฟยต่อสู้กับองค์หญิงใหญ่ด้วยสติปัญญามาหลายปี รู้จักเล่ห์เหลี่ยมขององค์หญิงใหญ่เป็นอย่างดี เดิมทีก็ไม่มีความตั้งใจที่จะอาศัยคำพูดไม่กี่คำทำให้ตระกูลหลี่พุ่งเป้าไปที่ฉินเฟิงได้
ในเมื่อท่าทีขององค์หญิงใหญ่ชัดเจนเพียงนี้ กุ้ยเฟยจึงไม่ฝืนอยู่อีกต่อไป พระนางลูบตำราสงครามพลางเอ่ย “เฮ้อ ไม่ว่าของของคนอื่นจะดีแค่ไหนก็เป็นของคนอื่น เช่นเดียวกับกลยุทธ์ทางทหารนี้ ไม่ว่าฉินเฟิงจะรู้มากเพียงใดก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหลินของข้า ดูสิ แม้แต่ข้าก็ยังต้องเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น หากว่าในอนาคตมีโอกาส ข้าจะได้สั่งสอนทายาทของตระกูลหลินได้”
“สายมากแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน องค์หญิงเชิญตามสบาย”
เมื่อเห็นกุ้ยเฟยหันหลังกลับ องค์หญิงใหญ่ก็จ้องพัด เหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันกลับมามองฉีหยางจวิ้นจู่ที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยกระซิบ “เจ้าไม่ได้ไปถวายความเคารพฮ่องเต้มาสักพักแล้ว เย็นนี้เจ้าไปห้องทรงพระอักษรสักเที่ยว แล้วตอนนั้นก็ถือโอกาสบอกพระองค์ว่า ราชสกุลหลี่ของเรา แต่โบราณก็มีธรรมเนียมให้องค์ชายเข้ากองทัพรักษาชายแดนมาโดยตลอด”
“เพียงแต่องค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร ธรรมเนียมนี้จึงถูกระงับไว้”
“บรรดาองค์ชายในวังหลัง วัน ๆ เว้นว่างการงาน มิใช่เรื่องที่ถูกต้อง ถึงเวลาที่ต้องฝึกฝนก็ต้องออกไปฝึกฝนแล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ