เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 489

บทที่ 489 เผชิญหน้ากับผู้คุมกองทัพอย่างกะทันหัน

กองพลหมาป่าเหมันต์เป็นกองกำลังที่มีชื่อเสียงและทรงพลังในกองทัพ หากเกิดความขัดแย้ง ในสถานการณ์ที่จำนวนคนและกำลังรบไม่ได้เปรียบ ผลที่ตามมาก็คาดเดาได้ไม่ยาก

ยิ่งไปกว่านั้น ทหารม้าของกองพลหมาป่าเหมันต์ที่อยู่ตรงหน้ายังมีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นหาปราบปรามทารค่ายเทียนจี ทูตพิเศษดูแลการสงครามเฉินซือเคยสั่งเป็นการส่วนตัวว่าให้ดักทหารค่ายเทียนจีให้อยู่ในดินแดนเป่ยตี๋โดยไม่สนว่าต้องแลกด้วยอะไร หากเสียการใหญ่ ต่อให้มีร้อยหัวก็ไม่พอให้ตัด

รองนายกองทหารพรานลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ประสานหมัดคำนับอย่างไม่เต็มใจแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีเจตนาจะโต้เถียง เพียงแค่กังวลเกี่ยวกับการแทรกซึมของศัตรู ในเมื่อเจ้าเป็นกองพลหมาป่าเหมันต์ มีหน้าที่สำคัญที่ต้องรับผิดชอบ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่ รีบไปทำภารกิจให้สำเร็จโดยเร็วเถิด”

ในเมื่ออีกฝ่ายเชื่อว่าเขาเป็นทหารม้าเกราะเบาของกองพลหมาป่าเหมันต์แล้ว ฉินเฟิงจึงไม่ติดใจเอาความอะไรเพื่อเลี่ยงไม่ให้เรื่องแย่ลง

ชายหนุ่มไม่พูดให้มากความอีก โบกมือส่งสัญญาณแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในแคว้นพร้อมกับกำลังคนทันที

ทว่าเมื่อมองไปที่ด้านหลังของฉินเฟิงและคนอื่น ๆ นายกองทหารพรานก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ดวงตายังแฝงด้วยความสงสัย “ทำไมทหารม้ากองพลหมาป่าเหมันต์เหล่านี้ต้องลำบากลากม้าสำรองจำนวนมากมาด้วย? ถ้าต้องเปลี่ยนม้า ม้าสำรองในแคว้นก็มีมากมาย ทำไมต้องเปลืองแรงขนาดนี้”

นายกองทหารพรานที่อยู่ข้าง ๆ ครุ่นคิด “หรือว่าพวกเขาจับการเคลื่อนไหวของทหารค่ายเทียนจีได้ กลัวว่าพวกมันจะหนีไปจึงเตรียมไล่ตามด้วยความเร็วสูงสุด?”

นายกองทหารพรานเงียบไปครู่หนึ่ง ความสับสนในดวงตาของเขายังคงไม่จางลง “เป็นไปได้ แต่ตามข่าวกรอง ทหารค่ายเทียนจีหนีไปทางใต้ของภูเขาหยางฉาง ที่ตั้งของพวกเขาควรอยู่ห่างจากแนวหน้าไปทางเหนือประมาณหนึ่งร้อยลี้ แต่ดูคนพวกนี้สิ แต่ละคนนำม้าสำรองมาสองตัว ใครไม่รู้คงคิดว่าต้องไล่ตามไปหลายพันลี้แล้ว”

เมื่อพูดเช่นนี้ นายกองทหารพรานก็โบกมือ หน่วยสอดแนมคนหนึ่งก้าวมาข้างหน้าทันที

“ท่านนายกอง ท่านมีคำสั่งใด?”

นายกองทหารพรานหรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องมองไปที่ฉินเฟิงและคนอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ หายลับไปอย่างครุ่นคิด “อำเภอเป่ยซีเก่งกาจในการแฝงตัวแทรกซึม ไม่ว่าจะทหารค่ายเทียนจีหรือองครักษ์เสื้อแพรต่างก็มีความสามารถในเรื่องนี้ แม้แต่หน่วยนกฮูกราตรีของเรายังเสียเปรียบหลายครา เพื่อความปลอดภัย เจ้าสะกดรอยตามไปโดยเร็ว คอยสังเกตอย่างลับ ๆ เถอะ”

“หากคนเหล่านี้เป็นกองกำลังของต้าเหลียงปลอมตัวมา จงแจ้งกองทหารที่อยู่ใกล้เคียงล้อมปราบปรามทันที หากอีกฝ่ายมาจากกองพลหมาป่าเหมันต์จริง ๆ ก็ไม่ต้องสนใจอะไรอีก รีบกลับมาก็พอ”

ทันใดหน่วยสอดแนมควบม้าตามไปอย่างไม่ลังเล

กระนั้นนายกองทหารพรานก็ยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เขาเรียกหน่วยสอดแนมอีกคนมา “รีบไปอาณาเขตต้าเหลียงทันที ตามหาผู้บัญชาการของกองพลหมาป่าเหมันต์ หากหาไม่พบ ให้ตรงไปค่ายแม่ทัพแล้วรายงานเรื่องนี้ สอบถามให้ชัดเจน จำไว้ว่าต้องไม่ชักช้า คนเหล่านี้ล้วนมีม้าสำรอง สามารถบุกโจมตีและล่าถอยได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดความล่าช้า ลงโทษตามกฎกองทัพ!”

หน่วยสอดแนมประสานหมัดแน่น หันหลังมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตของต้าเหลียงทันที

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ฉินเฟิงกำลังนำทหารม้าเกราะเบามุ่งหน้าไปยังภูเขาชิงอวี้โดยเร็วที่สุด

ภูเขาชิงอวี้อยู่ห่างจากแนวหน้าเพียงร้อยยี่สิบลี้ ด้วยความเร็วของทหารม้าเกราะเบารวมถึงม้าสำรอง ทำให้ใช้เวลาเพียงสี่ชั่วยามในการเดินทาง

ทว่าระหว่างที่ฉินเฟิงกำลังจะรุดหน้าไปที่ภูเขาชิงอวี้เพื่อพาหนิงหู่และคนอื่น ๆ กลับต้าเหลียง เขากลับต้องหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง

สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากภูเขาชิงอวี้เจ็ดสิบลี้ เป็นพื้นที่โล่ง ทางด้านตะวันตกมีกองทหารม้าปรากฏ

ฉินเฟิงไม่กล้าเข้าใกล้ภูเขาชิงอวี้อย่างบุ่มบ่าม ด้วยกลัวว่าความตั้งใจจะถูกเปิดเผย

เมื่อระยะทางใกล้เข้ามาก็เห็นได้ว่าจำนวนผู้คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งมีประมาณหนึ่งร้อยคนหรือมากกว่านั้น

ทั้งยังเป็นทหารม้าเกราะเบาชั้นยอดเหมือนกัน แต่ในขบวนกลับมีทหารม้าเกราะเบาสามนาย แบกธงสีดำขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์นกอินทรี

รองนายกองชั่วคราวที่อยู่ข้าง ๆ เข้ามาหาฉินเฟิง พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “แย่แล้วใต้เท้าเชียนฮู่ คนเหล่านี้คือทหารม้าเกราะเบาแห่งกองพลพญาอินทรี!”

ฉินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาเผยให้เห็นไอสังหาร เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้ว “ถ่ายทอดคำสั่งข้า ส่งคนไปจับตาดูหน่วยสอดแนมคนนั้น ทันทีที่ตัวตนถูกเปิดเผย ฆ่าเขาโดยไม่ต้องสนว่าต้องแลกด้วยอะไร จะปล่อยให้เขานำข่าวกลับไปแจ้งหน่วยลาดตระเวนแนวหน้าไม่ได้เด็ดขาด!”

ขณะพูด ผู้คุมกองทัพจากกองพลพญาอินทรีก็อยู่ห่างแค่สามสิบก้าว และฝีเท้าของพวกเขาก็หยุดกะทันหัน

หลังจากนั้น ภายใต้สายตาของนายกอง รองนายกองเดินออกมาจากขบวน ตรงเข้ามาหาฉินเฟิงเพียงลำพัง

ดวงตาเฉียบคมของรองนายกองกวาดไปทางฉินเฟิงและคนอื่น ๆ สองครั้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้าเป็นรองนายกองของกองพลพญาอินทรีหน่วยที่หกกำลังลาดตระเวนที่นี่ เจ้าอยู่กองทหารใดทำไมถึงออกจากแนวหน้ามาได้”

ฉินเฟิงยังคงสงบ มือประสานหมัดคำนับ “พวกเราคือกองพลหมาป่าเหมันต์ ได้รับคำสั่งให้ค้นหาปราบปรามทหารค่ายเทียนจี”

เมื่อได้ยินคำตอบของฉินเฟิง สายตาของรองนายกองของกองพลพญาอินทรีเปล่งประกายเฉียบคม ราวกับว่าเขาต้องการมองทะลุผ่านฉินเฟิง รองนายกองไม่พบพิรุธ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหันหลังกลับเข้าขบวน แล้วรายงานต่อนายกอง

นายกองและรองนายกองแลกเปลี่ยนคำพูดสองสามคำด้วยเสียงเบา พลางมองมาที่ฉินเฟิงเป็นครั้งคราว

แม้ว่าใบหน้าของฉินเฟิงจะสงบนิ่ง แต่จริง ๆ แล้วภายในหัวใจกำลังบีบรัดแน่น

จากคำพูดและการกระทำของอีกฝ่าย ชัดเจนแล้วว่าไม่เชื่อในตัวเขา

ตามที่ฉินเฟิงคาดไว้ รองนายกองหันกลับมา ก่อนเขาจะมาถึงเบื้องหน้า ก็ตะโกนถามเสียงดังมาก่อนแล้ว “กองพลหมาป่าเหมันต์มีกฎกองทัพที่เข้มงวด ในเมื่อมีความรับผิดชอบสำคัญเช่นนี้ มีป้ายคำสั่งยืนยันหรือไม่?”

ทันใดฉินเฟิงก็ยกมือขึ้น จากนั้นรองนายกองฝ่ายเขาก็รีบหยิบม้วนกระดาษออกมาจากห่อสัมภาระแล้วยื่นให้

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ