บทที่ 491 รวมตัวที่ภูเขาชิงอวี้
นกฮูกราตรีเจ็ดแปดคนที่ซุ่มซ่อนอยู่วิ่งไปหาหน่วยสอดแนมของทหารพรานและพบว่าอีกฝ่ายกำลังจะตาย ลูกธนูที่ยิงจากด้านหลังแทงเข้าไปในอวัยวะภายใน
หน่วยสอดแนมอาเจียนเป็นเลือดพยายามบอก “กอง… กองทหารศัตรูแฝงตัวเข้ามา…”
หลังจากพูดจบเขาก็สิ้นลม
นกฮูกราตรีมองหน้ากัน รีบขึ้นม้าของหน่วยสอดแนมกับทหารที่ตามไล่ฆ่า มุ่งหน้าไปยังแนวหน้าโดยไม่ลังเล
ยามนี้ฉินเฟิงไล่ตามอยู่ยี่สิบลี้ก่อนเขาจะสังหารทหารม้าของกองพลพญาอินทรีที่อยู่ตรงหน้าได้ จากนั้นก็หันหัวม้ากลับ ไม่กล้าชักช้า กลับไปยังจุดเดิมและรวมตัวกับทหารม้าที่แบ่งกำลังแยกกันไป
ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม ทุกคนก็มารวมตัวกัน นับจำนวนคนมีทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบห้าคน สามคนถูกยิงตายด้วยลูกธนูของศัตรูในตอนไล่ตาม
กระนั้นก็พบว่ายังมีสองคนที่หายไป ฉินเฟิงตระหนักได้ทันทีว่าสองคนนั้นเป็นทหารม้าที่ไล่ล่าหน่วยสอดแนม!
“แย่แล้ว!”
นายน้อยหนุ่มคำรามเสียงต่ำ ไม่กล้ารั้งช้า เขาตะโกนอย่างรวดเร็ว “ทุกคนฟังคำสั่ง ไปยังภูเขาชิงอวี้เดี๋ยวนี้!”
จากการคาดเดาของฉินเฟิง ในอีกหนึ่งชั่วยาม กองทหารที่ประจำการอยู่แนวหน้าของเป่ยตี๋จะได้รับข่าว ภายในสามชั่วยามข่าวจะกระจายไปทั่วแนวป้องกันทั้งหมด ภายในห้าชั่วยาม กองทหารที่ประจำการในรัศมีร้อยลี้จะรู้ว่ากองกำลังศัตรูได้แทรกซึมเข้ามาแล้ว
เมื่อถึงเวลานั้นย่อมต้องเผชิญกับการปิดล้อมและปราบปรามจากกองกำลังศัตรูที่มีจำนวนมากกว่านับสิบเท่าหรือหลายร้อยเท่า และสิ่งที่รอเขาอยู่มีเพียงความตาย
ห้าชั่วยามไม่ใช่เวลาที่เหลือสำหรับการหลบหนีจากเป่ยตี๋ แต่เป็นเวลาแห่งความตาย!
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ฉินเฟิงต้องออกจากอาณาเขตเป่ยตี๋ให้ได้ภายในสามชั่วยาม หากหลังจากสามชั่วยามคิดจะออกจากเป่ยตี๋ เกรงว่าคงแทบไม่มีโอกาสแล้ว
หนึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดภูเขาชิงอวี้ก็ปรากฏเบื้องหน้าฉินเฟิง
ครั้นฉินเฟิงนำทหารม้าวิ่งเข้าไปในภูเขาชิงอวี้ เชือกสกัดกั้นม้าที่ซ่อนอยู่ใต้ทรายก็ถูกดึงขึ้นมาทีละเส้น
“หยุด!”
ฉินเฟิงดึงสายบังเหียนอย่างแรง โชคดีที่เขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นทั้งคนและม้าย่อมสะดุดล้ม หากถูกม้าเหยียบ ไม่ตายก็คงพิการ!
ทันใดนั้นก่อนฉินเฟิงจะตอบสนอง ทหารก็ล้อมรอบเขาจากทุกทิศทุกทางแล้ว
ทหารม้าต่างดึงเชือกสกัดกั้นม้าจากทุกด้าน ในขณะที่ทหารค่ายเทียนจีถือแหลนเข้ามา ด้านหลังยังมีทหารหลายคน รวมถึงองครักษ์เสื้อแพร พวกเขาง้างคันธนู จับจ้องฉินเฟิงและคนอื่น ๆ ด้วยสายตาที่เฉียบคม
ขณะเดียวกันก็มีเสียงตะโกนดังมาจากไม่ไกล
“ใครกล้าทำอะไร ฆ่าไม่ละเว้น!”
หนิงหู่ที่ดูสะบักสะบอมเดินออกมาจากป่าทึบช้า ๆ พร้อมใช้แหลนยันพื้น มองดูลูกแกะที่ตกลงไปในกับดักและทำได้เพียงรอถูกฆ่าด้วยดวงตาตื่นเต้นราวกับคนขายเนื้อ
“ฮ่า ๆ ข้าตีค่ายศัตรูแตกมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่ไม่เคยเห็นแม่ทัพโง่เขลานำทหารม้าเข้าเขตภูเขามาก่อนเลย ทหาร! รีบจับแม่ทัพศัตรูให้ไว ข้าอยากจะเข้าไปดูใกล้ ๆ นัก ว่าใครกันมีความสามารถเช่นนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทหารม้าที่อยู่รอบ ๆ ก็จ้องมองไปที่ฉินเฟิงอย่างร้องไม่ได้ยิ้มไม่ออก
หนิงหู่มองตามสายตาของทหารม้าไปจึงพบผู้บังคับบัญชาการที่ยืนอยู่ตรงกลาง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเริ่มแข็งค้าง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นดีใจพลันอุทานเสียงดัง “พี่ฉิน?!”
“ข้า… ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่?!”
หนิงหู่ขยี้ตาอย่างแรง ขยับเข้าไปมองใกล้ ๆ พบว่าฉินเฟิงกำลังนั่งอยู่บนหลังม้า มองดูเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เป็นฉินเฟิงจริง ๆ!
หนิงหู่รีบวิ่งไปสองสามก้าว ดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “พี่ฉิน ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่!”
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เมื่อกี้ใครเรียกข้าว่าคนโง่กัน?”
หนิงหู่เหลือบมองทหารม้าและม้าสำรองที่อยู่ด้านหลังฉินเฟิง ไม่จำเป็นต้องให้ฉินเฟิงยืนยัน ในใจเขาก็มีคำตอบแล้ว
หนิงหู่กำหมัดแน่นแล้วตวาด “บุ่มบ่ามเกินไปแล้ว! พี่ฉิน เจ้าเป็นผู้บัญชาการของอำเภอเป่ยซีจะออกจากที่นั่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาตัวเองมาตกอยู่ในอันตรายเพียงเพื่อช่วยพวกเราได้หรือ! หากเจ้าเป็นอะไรไป ทุกคนในอำเภอเป่ยซีจะอยู่ต่อไปอย่างไร! ต่อให้พวกเรากลับไปอำเภอเป่ยซีได้ ถึงตอนนั้นก็จะต้องมีชีวิตอยู่ในเงามืด!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำตำหนิรุนแรงของหนิงหู่ ในใจฉินเฟิงกลับรู้สึกอบอุ่น
ภายใต้การนำโดยหนิงหู่ ทหารคนอื่น ๆ ก็วิพากษ์วิจารณ์ฉินเฟิงเช่นกัน
“นายน้อย ท่านไม่ควรมา!”
“ที่นี่คืออาณาเขตของเป่ยตี๋ ทันทีที่ตัวตนท่านถูกเปิดเผย เป่ยตี๋จักต้องส่งกองทัพใหญ่มาล้อมปราบอย่างแน่นอน ชีวิตของท่านมีคุณค่ามากกว่าพวกเรา!”
“นายน้อย พวกเราจะปล่อยให้ท่านมาตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร…”
ดวงตาของเหล่าทหารร้อนแรง แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยการตำหนิตนเองและความโกรธ
ฉินเฟิงเพียงระบายยิ้มจาง ๆ
ปรากฏว่ารอยยิ้มนี้ ดึงดูดคำด่าของหนิงหู่ได้ทันที
“เจ้ายังจะยิ้มออกอีก!”
ฉินเฟิงอยากจะเอื้อมมือออกไปตบไหล่หนิงหู่ แต่หนิงหู่กลับผลักออกเสียก่อน เห็นได้ชัดว่าพ่อพยัคฆ์น้อยตัวนี้กำลังโกรธมากจริง ๆ
ฉินเฟิงเองก็ชักมือกลับอย่างมีน้ำโห เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอธิบายให้ทุกคนเข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้อย่างอดทน จากนั้นก็ตบหน้าอกสาบานว่า “ถ้าข้าสามารถโยกย้ายแม่ทัพกองพลกลับได้ ข้าคงไม่มาที่นี่ด้วยตัวเองหรอก!”
หนิงหู่ซาบซึ้งจนกระบอกตาร้อนผ่าว ท้ายที่สุดแล้ว ผู้บัญชาการของเขาก็ไม่ลังเลที่จะเสี่ยงชีวิตของตัวเอง บุกดินแดนศัตรูเพื่อช่วยทหารสองร้อยคน อย่าว่าแต่หนิงหู่ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย เกรงว่าใต้หล้านี้ก็ไม่มีใครเคยได้ยินเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หนิงหู่ยังไม่หายโกรธ เขาชักสีหน้าแล้วตอบกลับ “เจ้าอย่ามาพูด! หากเจ้าไม่สามารถโยกย้ายแม่ทัพกองพลกลับมาได้ ก็เลื่อนตำแหน่งใครสักคนจากอำเภอเป่ยซีก็เพียงพอแล้ว!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ