บทที่ 518 การกบฏ
สนามรบแนวหน้าตอนนี้กลายเป็นภูเขาซากศพและทะเลเลือด
จางเทาถือดาบยืนอยู่ที่ด้านล่างของเส้นทางโจมตีภูเขา นำผู้คุมทัพยี่สิบคนยืนเตรียมพร้อม มีร่างไร้วิญญาณของทหารมากกว่าสิบนอนกองอยู่ด้านข้าง พวกเขาไม่ได้ตายในสนามรบ แต่เป็นทหารหนีทัพที่จางเทาสังหารลง
ทหารหนึ่งนายกลิ้งลงมาตามไหล่เขา ร่างอาบไปด้วยเลือดล้มลงตรงหน้าจางเทา พูดอย่างยากลำบากว่า “ท่าน… ท่านแม่ทัพ ยากที่พวกเราจะพิชิตแนวป้องกันของศัตรู ฟ้ามืดสนิทภูเขาสูงชัน ท่านแม่ทัพโปรดออกคำสั่งให้ถอยกันก่อนเถิดขอรับ”
จางเทาถลึงตาใส่แล้วฟันคอของทหารคนนั้นด้วยดาบของตนเอง ก่อนจะหันกลับมาตะโกนใส่ทหารที่อยู่อีกฝั่ง “ผู้ที่สั่นคลอนขวัญกำลังใจของกองทัพ ตาย!”
“กองพลที่หก บุกขึ้นไป!”
ในหนึ่งกองมีกำลังพลห้าร้อยนาย ห้ากองก่อนหน้านี้ถูกสังหารไปแล้ว ภายใต้การจ้องมองของจางเทาและผู้คุมทัพ กองพลที่หกทำได้เพียงกัดฟันพุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
โจมตีตอนกลางวันก็ยากแล้ว ทว่าตอนนี้มืดมิด ภูเขาก็สูงชัน ถนนลื่น ก่อนที่พวกเขาจะเข้าประจำตำแหน่ง มีคนโชคร้ายสองคนก้าวพลาดตกหน้าผากระดูกหักแหลกละเอียด
เหล่าทหารเสนอให้จุดคบเพลิงหลายครั้ง แต่จางเทาปฏิเสธพวกเขาทุกรอบ การจุดคบเพลิงในเวลากลางคืนเท่ากับการตกเป็นเป้าหมายที่มีชีวิต
จางเทารู้สึกว่าการตัดสินใจโจมตีภูเขาในความมืดเป็นความคิดที่ปราดเปรื่องที่สุด
ค่ำคืนที่มืดมิดนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อฝั่งของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อศัตรูบนภูเขาด้วย!
เขาไม่รู้เลยว่าฉินเฟิงมองแผนการของจางเทาออกแล้วและได้ย้ายทหารที่อยู่แนวหลังไปยังแนวหน้าอย่างเงียบเชียบ
ในเวลานี้ สิ่งที่จางเทาเผชิญไม่ใช่ทหารยี่สิบนายหรือทหารหกสิบนายในป้อมปราการทั้งสามแห่ง แต่… เป็นทหารหนึ่งร้อยยี่สิบนาย!
โดยธรรมชาติแล้วยอดเขาง่ายต่อการป้องกัน ยากต่อการโจมตี จุดที่สามารถก้าวเท้าไปได้แคบมาก ฉินเฟิงครอบครองภูมิประเทศที่ได้เปรียบ ไม่ต้องกังวลว่าจะก้าวพลาดตกจากหน้าผา
เมื่อเป็นเช่นนี้ สถานการณ์การต่อสู้ที่ใช้คนมากสู้กับคนน้อยจึงไม่ใช่ทหารจำนวนมากที่ล้อมฉินเฟิง แต่เป็นทหารของฉินเฟิงที่ปิดล้อมศัตรูต่างหาก!
พลังการต่อสู้แตกต่างกันมาก ขวัญกำลังใจยิ่งต่างกันมากกว่า ประกอบกับการใช้กำลังคนที่มากกว่าโจมตีคนน้อยกว่า ทหารค่ายเทียนจีแทบจะเรียกได้ว่าไร้พ่าย
สิ่งเดียวที่ต้องให้ความสนใจคือพละกำลังของเหล่าทหาร ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่จางเทาระดมกำลังคนผลัดกันขึ้นมาโจมตี ฉินเฟิงก็จะคว้าโอกาสนั้นสลับสับเปลี่ยนทหารที่อยู่ด้านหลังกับแนวหน้า
เมื่อกองทัพแนวหน้ากองพลที่หกถอยลงมาพร้อมกับกำลังพลที่บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ในที่สุดจางเทาก็รู้สึกสับสน
“ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนไม่ได้สู้กับคนแค่สองร้อยคน แต่เป็น… สองพันคนเล่า?”
“ศัตรูเหล่านี้เก็บลูกธนูไว้มากเท่าไหร่กันแน่? แล้วมีพละกำลังมากแค่ไหนกัน? ต่อสู้กันมาทั้งวันแล้ว แต่แนวป้องกันยังคงแข็งแกร่งกันอยู่อีกหรือ?”
“ใครจะรู้ว่าอีกฝั่งมีคนตายไปกี่คน!”
ท่ามกลางเสียงพึมพำของจางเทา ทหารที่ถอยออกจากแนวหน้าก็หอบหายใจแล้วพูดด้วยสายตาสิ้นหวัง “ท่านแม่ทัพ… ด้านบนมืดสลัว ไม่รู้เลยว่าศัตรูและเราสูญเสียไปเท่าไหร่กันแน่”
“แต่ว่า… ตั้งแต่ต้นจนจบ การรุกของป้อมปราการแนวแรกนั้นรุนแรงอย่างมาก ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลงเลยขอรับ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของจางเทาก็มืดมนลงทันที
หรือว่าไม่มีทหารศัตรูเสียชีวิตเลยสักคน? นี่เป็นไปไม่ได้!
แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นแม่ทัพกองพลสวรรค์ เมื่อเผชิญกับการโจมตีอันดุเดือดของกองทัพศัตรูตลอดทั้งวันจะต้องมีผู้เสียชีวิตแน่นอน เหตุผลที่ป้อมปราการแนวแรกยังแข็งแกร่งจะต้องเป็นเพราะศัตรูใช้ประโยชน์จากความมืดยามค่ำคืนส่งกำลังมาให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง!
ในขณะนี้ ผู้ช่วยที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาของเหล่าทหารที่อยู่รอบตัวจึงเอ่ยกระซิบเสียงเบา “ท่านแม่ทัพ ถึงเวลาที่ควรถอยแล้ว หากเราสู้ต่อไป เกรงว่าจะเกิดการกบฏ!”
คำพูดของผู้ช่วยมิใช่เพื่อขู่ให้กลัว
การเสียชีวิตของรองนายกองนั้นเป็นดังฟางเส้นสุดท้ายที่ทับหลังอูฐตาย
ทหารผ่านศึกในวัยสี่สิบเศษยกแหลนขึ้นพร้อมกับตะโกน “บุกขึ้นไปก็ตาย ลงเขาก็ตาย ข้าไม่อยู่แล้ว!”
ทันทีที่สิ้นประโยค ทหารวัยกลางคนก็คว้าแหลนโจนทะยานพุ่งเข้าไปหาจางเทา
แม้ว่าพริบตาต่อมา ทหารผ่านศึกจะถูกผู้คุมทัพฟันตายในดาบเดียว แต่ความโกรธแค้นของกองทหารก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว เหล่าทหารจำนวนพุ่งเข้าหาจางเทามากขึ้น
เมื่อเผชิญหน้ากับทหารที่บ้าคลั่ง จางเทาก็เบิกตากว้าง รีบซ่อนตัวอยู่ข้างหลังผู้คุมทัพ ไหนเลยจะมีความหยิ่งผยองเหมือนตอนแรก เขาตื่นตกใจจนพูดตะกุกตะกัก “พวก… พวกเจ้าบ้ากันไปแล้ว! นี่มันกบฏ กบฏ!”
“ข้าเป็นแม่ทัพแนวหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งโดยใต้เท้าผู้ควบคุมกองทัพ หากเจ้ากล้าฆ่าข้า ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหนีพ้นความผิดได้!”
เหล่าทหารเสียสติไปแล้ว ต่อให้จางเทาจะคำรามจนเจ็บคอไปหมดก็ไม่ทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น
ผู้คุมทัพถูกทหารที่กำลังโกรธแค้นสังหารอย่างรวดเร็ว ส่วนจางเทาก็ถูกลากออกมาตัดมือตัดเท้า
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วภูเขาชิงอวี้ แต่กลับไม่สามารถกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจใด ๆ ได้
ทหารที่โกรธแค้นหยิบแหลนขึ้นมา ยกขึ้นกลางอากาศ ราวกับจะแสดงอำนาจให้เห็น พวกเขามุ่งหน้าลงจากภูเขาด้วยความโกรธแค้น
องครักษ์เสื้อแพรที่หมอบอยู่บนกำแพงหินรีบกลับไปที่ฐานที่มั่นเพื่อรายงานทันที
“นายน้อย กองทัพศัตรูกบฏ แม่ทัพศัตรูถูกกองทัพกบฏสังหารแล้ว!”
ในขณะนี้ฉินเฟิงไม่ได้อยู่ที่หอสังเกตการณ์ แต่นั่งทรุดตัวลงข้างกำแพงหินของป้อมปราการหมายเลขหนึ่งพลางหอบหายใจ
เนื่องจากการรุกของศัตรูที่บุกมาอย่างต่อเนื่อง เหล่าทหารเกือบจะหมดแรงแล้ว ฉินเฟิงทำได้เพียงจับแหลนของเขาขึ้นมาแล้วเข้าสู่การต่อสู้ด้วยตัวเอง นายน้อยหนุ่มสังหารทหารศัตรูไปมากกว่าสิบนาย…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ