บทที่ 520 เริ่มแผนการ
เมื่อหนิงหู่โยนเชือกสองกระสอบลงบนพื้นในหอสังเกตการณ์ ฉินเฟิงแทบจะเก็บความสุขไว้ในใจไม่มิด ชายหนุ่มรีบดึงเชือกทั้งหมดออกมาทำการวัดคร่าว ๆ ตามช่วงแขนของเขา หลังจากง่วนกับการวัดอยู่หนึ่งถ้วยชา ในที่สุดฉินเฟิงก็คำนวณความยาวโดยรวมของเชือกออกมาได้ เชือกมีความยาวประมาณสองร้อยจั้ง
เท่าที่ฉินเฟิงรู้ ความสูงทั้งหมดของภูเขาชิงอวี้นั้นอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบจั้งเท่านั้น เมื่อคำนึงถึงความลาดชันของภูเขาชิงอวี้แล้วต้องใช้เชือกเพียงแปดสิบจั้งในการปีนลงจากภูเขา
ฉินเฟิงมีเชือกอยู่ในมือยาวสองร้อยจั้ง คนสองคนสามารถลงเขาไปพร้อมกันได้ หากต้องการเคลื่อนย้ายคนทั้งหมดสองร้อยคนก็ใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลังจากกินมื้อกลางวัน การเคลื่อนย้ายจะเริ่มขึ้น และตกกลางคืน ทุกคนจะสามารถออกจากภูเขาชิงอวี้ได้
เมื่อเขารู้ว่าฉินเฟิงกำลังจะใช้เชือกเพื่อล่าถอย หนิงหู่ก็ขมวดคิ้วแน่น
“การลงภูเขาด้วยเชือกไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะออกจากการปิดล้อมของศัตรูได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเราจะออกจากภูเขาชิงอวี้ก็อาจไม่สามารถข้ามพรมแดนไปได้”
“เราได้สร้างภูเขาชิงอวี้จนแข็งแกร่ง หากยึดยอดเขาไว้ เราอาจรอจนกว่ากำลังเสริมจะมาถึงได้ หากรีบลงเขา เกรงว่าจะถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา นี่ได้ไม่คุ้มเสีย”
ความกังวลของหนิงหู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ไร้เหตุผล แต่ความคิดของฉินเฟิงในการถอยออกจากภูเขาชิงอวี้ยังแน่วแน่
“ในบรรดากองกำลังที่ปิดล้อมภูเขาชิงอวี้ มีเพียงกองพลพญาอินทรีเท่านั้นที่เป็นกองกำลังหลัก แต่ก็ถูกสวี่เชียนแยกย้ายปะปนเข้ากับกองทัพทั้งหมด พื้นที่ของภูเขาชิงอวี้จะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ แต่จะบอกบอกว่าเล็กก็ไม่เล็ก แม้ว่าศัตรูจะปิดล้อมทั้งภูเขา แต่ความหนาแน่นของการลาดตระเวนก็ไม่มากอย่างแน่นอน”
“ประการที่สอง สวี่เชียนคิดแค่อยากประสบความสำเร็จ คิดแค่ว่าจะทำลายเราอย่างไรเพื่อที่เขาจะได้กลับไปรับผลงาน เห็นได้จากการที่สวี่เชียนไม่สนใจจะใช้แผนการปิดล้อมภูเขา”
“ข้อสุดท้าย ข้าไม่ได้บอกว่าเราจะถอยในตอนนี้ เจ้ากังวลอันใด”
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของฉินเฟิง ในที่สุดหัวใจของหนิงหู่ก็สงบลง
แต่เมื่อคิดว่าจะต้องละทิ้งภูเขาชิงอวี้ที่มีการป้องกันแข็งแกร่ง เลือกที่จะออกไปเสี่ยง คิ้วของหนิงหูก็ขมวดอยู่เสมอ
“เจ้ามีแผนจะถอยออกไปเมื่อไหร่?”
ฉินเฟิงไม่รีบร้อนตอบแต่เดินเอามือไพล่หลังออกจากหอสังเกตการณ์ หันหน้ารับสายลมยามค่ำคืนที่โหมกระหน่ำ สีหน้ามีความมั่นใจอย่างอธิบายไม่ได้
หลังจากนั้นไม่นานฉินเฟิงก็พูดเสียงเนิบ “การถอยออกไปไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือหลังจากออกจากภูเขาชิงอวี้จะไปที่ไหน? การล่าถอยต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจละทิ้งภูเขาชิงอวี้ก็ต้องหาฐานที่มั่น หากไปทางทิศตะวันออกจะต้องเข้าเขตแดนของแคว้นใกล้เคียง แม้จะอยู่ใกล้แต่ความเสี่ยงก็สูงเกินไป ไม่แน่ว่าพวกเราอาจถูกแคว้นใกล้เคียงจับแล้วส่งตัวไปเป็นเชลยศึกที่เป่ยตี๋ก็ได้”
“หากไปทางตะวันตก แม้ว่าจะอยู่ไกลแต่ตราบใดที่เข้าไปในอาณาเขตของแคว้นที่ราบสูงได้ก็สามารถหาที่พักพิงได้”
ดวงตาของหนิงหู่สว่างไสวเมื่อเขาได้ยินชื่อ ‘แคว้นที่ราบสูง’ “ถ้าข้าจำไม่ผิด แคว้นที่ราบสูงดูเหมือนจะเป็นคู่ค้ากับค่ายเทียนจีของเรา!”
ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม แอบคร่ำครวญว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต เขาไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งแคว้นที่ราบสูงที่เขามองว่าเป็นหุ้นส่วนจะกลายเป็นฟางช่วยชีวิต
หนิงหู่ลูบคางของเขาอย่างครุ่นคิด
“ตราบใดที่สามารถเข้าสู่แคว้นที่ราบสูงได้ ไม่เพียงแต่จะได้รับที่พักพิงเท่านั้น แต่ยังพึ่งพาเส้นทางการค้าลับของแคว้นที่ราบสูงข้ามการปิดล้อมชายแดนเป่ยตี๋กลับไปที่อำเภอเป่ยซีจากเส้นทางภูเขาอิงกังได้ด้วย แต่จะว่าไปแล้ว ที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากแคว้นที่ราบสูงสองพันลี้ เราจะไปถึงแคว้นที่ราบสูงได้อย่างไรก็เป็นปัญหาที่ยากลำบากเช่นกัน!”
มุมปากของฉินเฟิงยกขึ้นเล็กน้อย ไม่รีบร้อนที่จะอธิบาย แต่บอกให้หนิงหู่เรียกองครักษ์เสื้อแพรทั้งหมดมา
องครักษ์เสื้อแพรมีทั้งหมดแปดคน ทุกคนยืนอย่างภาคภูมิใจอยู่เบื้องหน้า
“มีเพียงเฉินผิงเท่านั้นที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลสวี่เชียนได้ เมื่อถึงเวลานั้น หอยกับนกกระยางทะเลาะกัน เรารอผลประโยชน์!”
“จริงสิ เจ้าสองคนไม่ควรไปช่วยเหลือเอง หาทางติดต่อกับทหารกองพลพญาอินทรี อีกฝ่ายต้องยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างแน่นอน ท้ายที่สุดแล้วศัตรูของศัตรูก็คือมิตร”
ตามคำสั่งของฉินเฟิง องครักษ์เสื้อแพรผูกปลายเชือกด้านหนึ่งกับหินบนยอดเขาโดยไม่ลังเลแล้วโยนปลายเชือกอีกด้านลงจากภูเขา ก่อนจะโรยตัวลงไป
“หนิงหู่ เจ้าไปบอกข่าวนี้แก่พี่น้อง ตราบใดที่องครักษ์เสื้อแพรนำเกวียนม้าและชุดที่ใช้ปลอมตัวกลับมา เราก็เตรียมที่จะออกจากสถานที่บ้าบอแห่งนี้ได้”
“แต่…”
“ช่างเถิด! ไว้ค่อยหารือต่อภายหลัง เจ้าไปได้!”
เมื่อมองดูแผ่นหลังของหนิงหู่ที่วิ่งไปอย่างมีความสุข ฉินเฟิงก็แอบถอนหายใจคนเดียว
เวลาที่ดีที่สุดในการถอยหนีคือตอนที่กองทัพทั้งสองกำลังต่อสู้ระยะประชิด
ในตอนที่ศัตรูหมดแรง รู้แค่ว่าต้องถอย นั่นคือช่วงที่การป้องกันอ่อนแอที่สุด
แต่ในขณะที่รอโอกาสที่จะถอยออกไป ย่อมต้องมีผู้เสียชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ฉินเฟิงเองก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า สุดท้ายแล้วจะมีคนถอยออกไปได้กี่คน
ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าองครักษ์เสื้อแพรจะเชื่อถือได้ แต่สุดท้ายแล้วนี่คือดินแดนเป่ยตี๋ หากคิดจะขนทรัพยากรต่าง ๆ กลับมา คงไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แน่นอน
พูดตามตรง เขาทำได้แค่รอเท่านั้น…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ