บทที่ 527 พื้นที่ร้างผู้คน
หม่าจวงเซิงสามารถบอกได้ทันทีว่ายอดเขาชิงอวี้นั้นป้องกันได้ง่ายแต่โจมตีได้ยาก และกองทหารศัตรูที่คอยปกป้องฐานที่มั่นนั้นเป็นยอดทหารค่ายเทียนจี
ทั้งยังมีฉินเฟิงเป็นผู้บังคับบัญชา อย่าว่าแต่ทหารรักษาการณ์ไร้ประโยชน์ที่โยกย้ายมาเป็นการชั่วคราวเลย แม้แต่กองทัพหลัก หากต้องการเคี้ยวกระดูกชิ้นนี้ก็ยังต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียครั้งใหญ่
สถานการณ์ที่ป้องกันได้ง่ายและโจมตียากเช่นนี้ เราแค่ต้องปิดล้อมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสูญเสียกำลังคนก็สามารถทำลายกองกำลังศัตรูได้ แต่ท้ายที่สุดกลับต้องแลกด้วยชีวิตคนเจ็ดถึงแปดพันคน การต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นรอยเปื้อนที่กองทัพเป่ยตี๋จะไม่มีวันลบล้างออกไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย!
น่าเสียดายที่สวี่เชียนและหลิวชิ่งถูกประหารชีวิตแล้ว มิฉะนั้นหม่าจวงเซิงคงอยากจะสับหัวของคนชั่วสองคนนี้อีกหลายครั้งเพื่อระบายความโกรธ
“แม่ทัพเฉิน เจ้าคิดว่าเสบียงบนภูเขาจะอยู่ได้นานแค่ไหน?”
เฉินผิงครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ม้าศึกของศัตรูกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง หลังจากนับดูแล้ว สรุปได้ว่าฉินเฟิงใช้ม้าสามสิบตัวเป็นเสบียงทหาร กักตุนไว้บนภูเขา
และด้วยกลยุทธ์ของฉินเฟิง ย่อมไม่ละเลยต่อปัญหาแหล่งน้ำ
เมื่อรวมกับเสบียงของทหารค่ายเทียนจีเองและเสบียงที่ปล้นมาจากอำเภอผิงชาง คำนวณเบื้องต้นคิดว่ากองทัพศัตรูสามารถยึดครองต่อไปได้อย่างน้อยยี่สิบวัน มากสุดก็หนึ่งเดือน”
หม่าจวงเซิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “แม้ว่าแม่ทัพเฉินซือจะสั่งให้กำจัดฉินเฟิงโดยไม่สนว่าต้องแลกด้วยอะไร แต่กองทัพค้นหาและปราบปรามก็ประสบกับความสูญเสียที่ไม่อาจทนต่อไปได้ โจมตีต่อไปในตอนนี้หาใช่ความคิดที่ดี ไม่สู้ปิดล้อมเอาไว้ก่อน รอให้เสบียงหมด ศัตรูก็จะอ่อนกำลังลง ขวัญกำลังใจตกต่ำ แล้วเราค่อยตัดสินใจว่าจะโจมตีภูเขาหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของเฉินผิงก็สว่างไสวขึ้น “ข้าก็คิดเช่นนั้น ให้ฉินเฟิงมีชีวิตอยู่ไปก่อน ส่งข่าวกับแม่ทัพเฉินซืออย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนั้นจะฆ่าหรือไม่ฆ่าค่อยตัดสินใจ”
ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกัน จากนั้นก็เริ่มสร้างค่ายที่มีป้อมปราการรอบภูเขาชิงอวี้ ป้องกันไม่ให้ฉินเฟิงส่งคนลงมาลอบโจมตี
ในเวลาเดียวกันฉินเฟิงถูกสกัดกั้นโดยหน่วยลาดตระเวนอยู่ที่ถิ่นทุรกันดารซึ่งห่างจากภูเขาชิงอวี้ไปทางตะวันตกหนึ่งร้อยลี้
เนื่องจากไม่ได้สวมเกราะและจำนวนของศัตรูที่เกือบจะเท่ากัน หากสู้ขึ้นมา อย่าว่าแต่ฆ่าล้างศัตรูเลย จะถูกศัตรูสังหารหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ ฉินเฟิงจึงล้มเลิกแผนการโจมตี ในทางกลับกัน ชายหนุ่มปั้นหน้ามืดมน ทำท่าทางโกรธจัด ตะโกนสุดปอดว่า “ไสหัวออกไป! เราได้รับคำสั่งจากกรมโยธาให้ไปแคว้นที่ราบสูงเพื่อเจรจาการค้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าแคว้นที่ราบสูงและค่ายเทียนจีของอำเภอเป่ยซีแอบติดต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว หากความภักดีของแคว้นที่ราบสูงกลับคืนมาไม่ทันเวลา ดินแดนตะวันตกของเป่ยตี๋ก็จะเกิดปัญหา!”
เมื่อเผชิญกับการดุด่าของฉินเฟิง ผู้นำกลุ่มผู้คุมกองทัพไม่สะทกสะท้าน “อย่าโอหังให้มันมากนัก! นี่เป็นสถานที่สำคัญของเขตสงคราม หากเจ้าไม่ยอม แม่ทัพอย่างข้าจะฆ่าเจ้าก่อนแล้วค่อยไปรายงานก็ยังได้!”
“ในเมื่อเป็นคำสั่งของกรมโยธา เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
ฉินเฟิงหยิบจดหมายปลอมออกจากอ้อมแขนของเขาแล้วโยนไปที่แม่ทัพของศัตรู “เจ้าดูเอาเอง!”
อย่างไรเสียที่แห่งนี้ก็อยู่ห่างจากเมืองหลวงของเป่ยตี๋หลายพันลี้ ไม่สามารถตรวจสอบจดหมายฉบับนี้ได้ว่าจริงหรือเท็จ ฉินเฟิงจึงไม่ตื่นตระหนก
แม่ทัพศัตรูหยิบจดหมายขึ้นมา แสร้งเหลือบมองมันสองสามทีแล้วเลิกคิ้ว “ใครเป็นคนอนุมัติจดหมายนี้?”
ฉินเฟิงตะคอก “ผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธา ใต้เท้าเซียว!”
ความเข้าใจที่มีต่อขุนนางของเป่ยตี๋ ผู้นำกลุ่มผู้คุมกองทัพที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ อาจรู้ไม่เท่าฉินเฟิงด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุดแล้วรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งจึงจะปลอดภัย
แม่ทัพศัตรูมองขบวนรถอย่างสงบ “ในเมื่อต้องการไปค้าขายบนแคว้นที่ราบสูงก็ต้องตรวจสอบสินค้าตามปกติ”
ฉินเฟิงโบกมือของเขา จากนั้นเหล่าทหารก็ชักดาบออกมาทันที
เมื่อถึงวันที่ห้า น้ำดื่มก็หมดลง พื้นที่โดยรอบเริ่มแห้งขึ้นเรื่อย ๆ อย่าว่าแต่แหล่งน้ำ แม้แต่หญ้าสีเขียวก็ไม่มีให้เห็นเลยด้วยซ้ำ
หนิงหู่กังวลเล็กน้อย “พี่ฉิน ถ้าข้าจำไม่ผิด สถานที่บ้า ๆ แห่งนี้เป็นดินแดนเป่ยตี๋ที่ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย ทอดยาวไปหลายพันลี้ หากไม่มีน้ำดื่ม ถ้าอยากจะข้ามผ่านที่นี่ ข้าเกรงว่า…”
ก่อนที่หนิงหู่จะพูดจบฉินเฟิงก็ขัดจังหวะ “ต้องให้เจ้าย้ำหรือไง ดินแดนที่ไม่มีผู้คนแห่งนี้ ข้าได้ให้องครักษ์เสื้อแพรสำรวจแล้ว เดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งร้อยลี้ก็จะมีทะเลสาบ”
ฉินเฟิงไม่สนใจหนิงหู่ที่หน้าหงอยไป เขาหันกลับไปตะโกนบอกเหล่าทหาร “อดทนอีกหน่อย ข้างหน้าอีกหนึ่งร้อยลี้มีทะเลสาบอยู่”
ภายใต้การหลอกลวงอย่างมองบ๊วยดับกระหาย*[2] ของฉินเฟิง เหล่าทหารราวกับถูกจุดประกายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อีกครั้ง พวกเขามุ่งหน้าเดินไปสู่ส่วนลึกของถิ่นทุรกันดารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในเวลาเดียวกัน เฉินผิงและหม่าจวงเซิงนำทหารของพวกเขาอยู่บนเนินเขาของภูเขาชิงอวี้ เตรียมขยายฐานที่มั่นบนยอดเขา
เฉินผิงอดไม่ได้ที่จะพึมพำ “แม่ทัพหม่า ผ่านไปหลายวันแล้ว บนนั้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวเลย ไม่เห็นแม้แต่เงาคน มีอะไรผิดปกติหรือไม่?”
หม่าจวงเซิงเองก็กังวลเล็กน้อย แม้ว่ากองทัพศัตรูจะกำลังพักฟื้นพละกำลัง แต่ก็คงไม่ถึงกับเงียบขนาดนี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ทั้งสองจึงตัดสินใจส่งกองกำลังไปโจมตีฐานที่มั่น
ปรากฏว่ากองหน้าเดินตรงเข้าไปแล้วปีนขึ้นไปถึงหอสังเกตการณ์บนยอดเขาในอึดใจเดียวโดยไม่เห็นแม้แต่เงาคน ในเวลาเดียวกันก็พบปลายเชือกที่ถูกไฟไหม้สองเส้นอยู่ที่หน้าผาด้านหลัง
[1] ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง : หมายถึง อยากปกปิดซ่อนเร้น กลับกลายเป็นการเปิดเผยให้โลกรู้ มีเรื่องเล่าว่านานมาแล้วมีชายคนหนึ่งเป็นคนขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบจนมีเงินสามร้อยตำลึง แต่กลัวมีคนมาขโมยเงินที่เขาเก็บไว้จึงนำเงินสามร้อยตำลึงไปฝังไว้หลังบ้าน แต่ก็ยังไม่วางใจกลัวใครมาขุดเจอจึงนำกระดาษแผ่นใหญ่มาเขียนว่า ‘ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ แปะไว้ตรงกำแพงที่เขาขุดดินฝังเงินเอาไว้
[2] มองบ๊วยดับกระหาย : โจโฉนำกองทัพไปออกรบ ในระหว่างการเดินทัพ ทหารต่างกระหายน้ำแต่หาน้ำไม่ได้ โจโฉคิดอุบายออกจึงชี้ไปข้างหน้าพร้อมพูดว่า ‘ข้างหน้ามีต้นบ๊วยใหญ่ บนต้นมีผลอยู่เต็มไปหมด’ เหล่าทหารได้ยินก็คิดถึงรสเปรี้ยวของบ๊วยจนน้ำลายสอ พุ่งทะยานไปข้างหน้าสุดชีวิต ปรากฏว่าพวกเขาก็เจอแหล่งน้ำในที่สุด เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า การมีความหวัง แม้จะดูฝันเฟื่องแต่อาจประสบผลสำเร็จได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ