บทที่ 534 วีรบุรุษผู้กระหายเลือด
หลังจากลูกธนูชุดแรกผ่านพ้นไป ฉินเฟิงก็รีบยกดาบขึ้นแล้วฟาดฟันอย่างแรง เหล่าทหารสองพันนายที่อยู่ด้านล่างกำแพงเมืองต่างก็ยกธนูหินขึ้นทำมุมทแยงเตรียมพร้อมยิง
ลูกธนูสองพันดอกพุ่งเป็นเส้นโค้งในอากาศ ตกลงอย่างแม่นยำใส่ขบวนทัพข้าศึก
การยิงธนูชุดแรกจากด้านล่างกำแพงเมืองจบลง ตอนนี้เหล่าพลธนูบนกำแพงได้เตรียมพร้อมแล้ว พวกเขาต่างก็ดึงสายธนู เตรียมยิงออกไปพร้อมกันอีกครั้ง
เหล่าทหารราบสามพันนายของข้าศึกที่เผชิญหน้ากับการยิงสลับกันของทหารสี่พันนายยังไม่ทันได้บุกเข้ามาถึงกำแพงเมืองก็ล้มตายเป็นจำนวนมาก ท้ายที่สุดก็ต้องจำใจล่าถอย แต่ในระหว่างการล่าถอยกลับมีทหารอีกหลายร้อยคนถูกธนูระลอกใหม่สังหาร
ภารกิจของกองทัพแนวหน้าเป่ยตี๋คือการบุกเข้าไปยังพื้นที่ด้านล่างกำแพงเมือง สร้างสิ่งกีดขวางง่าย ๆ ด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่เพื่อเปิดทางให้ทหารหน่วยถัดไปเข้าสู่สมรภูมิและช่วงชิงโอกาส
ทว่าสุดท้ายกองทัพแนวหน้า ไม่ทันได้สัมผัสกำแพงเมืองแม้แต่น้อย แต่กลับถูกการยิงธนูระลอกแล้วระลอกเล่าบีบให้ต้องถอยทัพกลับไป
เมื่อเฉินซือที่กำลังจัดทัพใหญ่ให้รุกเข้าโจมตีได้รับข่าวความพ่ายแพ้ของกองทัพแนวหน้าก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น “กองทัพชายแดนแห่งแคว้นต้าเหลียง เตรียมการรับมือไว้อย่างดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ!? เป็นไปได้อย่างไร! อดีตแม่ทัพและที่ปรึกษาคนสนิทของแคว้นต้าเหลียงล้วนตายไปหมดแล้ว อาศัยแค่พวกทหารหยาบ ๆ เหล่านั้น ย่อมไม่มีทางมองแผนของข้าออก! ขุนนางมากความสามารถในอำเภอเป่ยซีนั้นมีอยู่มากมายจริง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมองแผนออกในเวลาอันสั้น อีกทั้งยังส่งข่าวไปให้กองทัพชายแดนเสริมการป้องกันทันอีก”
กองทัพชายแดนของแคว้นต้าเหลียงสามารถใช้ลูกธนูขับไล่ทหารแนวหน้าสามพันคนได้อย่างทุลักทุเล แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามก็มิได้เข้าปะทะโดยปุบปับแต่เตรียมการมาอย่างดี!
เฉินซือครุ่นคิดหาคำตอบเท่าไหร่ก็ยังหาไม่เจอ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้สนใจอีก ในเมื่อเริ่มการต่อสู้ไปแล้ว ก็มีแต่จะต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น
เฉินซือรีบสั่งการในทันที “ไม่ต้องสนใจลำดับขั้นตอน ให้กองทัพทั้งหมดโจมตีเมืองกองทหารชายแดนพร้อมกัน ข้ามีทหารหกหมื่นนาย แม้จะต้องพลีชีพก็ต้องบดขยี้ทหารชายแดนให้ได้!”
กองทัพหกหมื่นนายเคลื่อนทัพเข้าโจมตีเมืองหน้าด่านของกองทัพชายแดนอย่างยิ่งใหญ่
เหล่าทหารกองทัพชายแดนที่อยู่บนกำแพงเมืองมองดูข้าศึกมืดฟ้ามัวดินที่เข้ามา แม้จะเป็นทหารผ่านศึกมาแล้วร้อยครั้งพันครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในใจ ข้าศึกมีจำนวนมากเกินไปจริง ๆ
“หรือว่าข้าศึกที่แกล้งล่าถอยไปเมื่อครู่จะกรูกันมาทั้งหมด หกหมื่นคนเชียวหรือ!”
“สี่พันสู้กับหกหมื่น จะสู้กันอย่างไรไหว!”
“ต่อให้พึ่งพากำแพงเมืองไปจนตาย แต่ดูจากความแตกต่างของจำนวนทหารแล้ว คงจะต้านทานไว้ไม่อยู่…”
ขณะที่เหล่าแม่ทัพบางคนเริ่มหวั่นเกรง แม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนก็ตะโกนก้องที่กำแพงเมือง
“ตื่นตระหนกอะไรกัน ก็แค่กองทัพหกหมื่นคน กระจอกงอกง่อยสิ้นดี!”
“พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าฉินเชียนฮู่นำทหารเพียงสี่ร้อยคนบุกเข้าไปในดินแดนเป่ยตี๋ ฆ่าศัตรูเจ็ดถึงแปดพันคนบนภูเขาชิงอวี้ จากนั้นก็ถอยทัพกลับมาพร้อมกับองครักษ์แปดสิบสามคนได้สำเร็จ”
“ฉินเชียนฮู่เผชิญหน้ากับกองทัพศัตรูที่มากกว่านี้หลายสิบเท่ายังสามารถถอยทัพกลับมาได้อย่างปลอดภัย ขณะนี้กองทัพศัตรูมีเพียงสิบเท่าของพวกเรา มิหนำซ้ำพวกเรายังมีกำแพงเมืองคอยป้องกัน เช่นนี้ยังจะมีอะไรน่ากลัวอีก”
หลังจากได้ยินแม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนปลุกใจ ความหวาดกลัวที่อยู่ในใจเหล่าทหารกองทัพชายแดนก็มลายหายไปในพริบตา
จากนั้นพวกเขาต่างก็มองไปที่ฉินเฟิงด้วยความเหลือเชื่อ
“ถูกแล้ว! แค่ศัตรูมากกว่าสิบเท่าจะกลัวอะไร! ฝันไปเถอะว่าจะยึดเมืองชายแดนของเราไปได้!”
“ตั้งแต่แคว้นต้าเหลียงก่อตั้ง กองทัพชายแดนก็เสมือนปราการที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงพรมแดน ประสบกับการรุกรานมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เฉินซือคิดจะยึดกองทัพชายแดนของพวกเราในคราวเดียว คงได้แค่ฝันกลางวันแล้ว”
“มีฉินเชียนฮู่คอยปกป้อง เฉินซือก็กระจอกอย่างกับอะไรดี!”
เหล่านายกองเริ่มมีขวัญกำลังใจสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพอันมืดฟ้ามัวดิน แววตาของพวกเขากลับยิ่งแน่วแน่
เมื่อกองทัพศัตรูเข้ามาใกล้กำแพงเมืองไม่ถึงสองร้อยก้าว
แม่ทัพใหญ่กองทหารชายแดนก็สั่งการให้ยิงถล่มกองทัพศัตรูทันที ลูกธนูจำนวนมากวาดเส้นโค้งกลางอากาศตกใส่กองทัพศัตรูที่หนาแน่น
แววตาของเฉินซือหนักอึ้งกว่าที่เคย ทั้งการเตรียมตัวและขวัญกำลังใจของกองทัพชายแดนนั้นสูงเกินกว่าที่เฉินซือคาดการณ์ไว้มาก
เห็นได้ชัดว่า ตราบใดที่กองทัพชายแดนไม่ถูกกวาดล้างให้สิ้นซาก การจะโจมตีเมืองนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้
เฉินซือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันแล้วสั่งว่า “ห้ามถอย โจมตีต่อไป!”
การต่อสู้จากเที่ยงวันยืดเยื้อไปจนค่ำคืน
การล้มตายอย่างต่อเนื่องของเหล่าทหารชายแดนก่อให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ขึ้น ทหารฝ่ายศัตรูจำนวนมากไต่ขึ้นไปบนกำแพงเมือง
เพียงแค่รอบ ๆ ตัวของฉินเฟิงก็มีทหารฝ่ายศัตรูมากกว่าพัน ๆ นายแล้ว หนิงหู่นำองครักษ์ค่ายเทียนจีมารวมตัวอยู่รอบ ๆ ฉินเฟิงเพื่อปกป้องเขา พร้อมต่อกรกับกองทัพศัตรูอย่างดุเดือด
ฉินเฟิงเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาสวมชุดเกราะหนาถือหอก แปลงกายจากแม่ทัพเป็นทหารราบ พุ่งเข้ารบกับกองทัพศัตรูอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากผ่านการชุบตัวในกองเพลิงแห่งสงคราม ฉินเฟิงก็มิได้เหมือนนายน้อยสูงศักดิ์และอ่อนแออีกต่อไป ทว่ากลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความปรานี มีเพียงความเย็นชาเท่านั้น
เลือดร้อนผ่าวกระเซ็นถูกใบหน้า ชีวิตหลายชีวิตมอดดับลงต่อหน้าต่อตา ทว่าแววตาของฉินเฟิงกลับไร้ซึ่งความสะเทือนใจ
ชายหนุ่มเพียงแค่แทงหอกออกไปอย่างชินชาและเยือกเย็น ทหารศัตรูที่สวมเกราะเบาถูกแทงจนร่างพรุน
ท้องฟ้ามืดสนิทลง ทว่าเปลวไฟที่ลุกโชนไปทั่วก็ยังส่องสว่างราวกับเป็นตอนกลางวัน
การต่อสู้ที่รุนแรงและยาวนานได้ทดสอบขีดจำกัดความอดทนของฉินเฟิงอย่างหนักหน่วง
องครักษ์ทั้งแปดสิบสามนาย บัดนี้เหลือเพียงหกสิบนายเท่านั้น
ฉินเฟิงเพิ่งจะได้พักหายใจก็มีง้าวพุ่งเข้ามา เขาเบี่ยงหน้าหลบ ทว่าง้าวกลับพุ่งเข้าใส่หน้าอกเขาอย่างจัง เกราะป้องกันหัวใจถูกทะลวง ปลายเหล็กแหลมคมเย็นเฉียบพุ่งเข้าไปในเนื้อหนังของนายน้อยหนุ่ม

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ