เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 54

บทที่ 54 ใส่ร้าย

หากตัดใจได้ก็ต้องยอมตัด เสียสิ่งนี้ไปเดี๋ยวก็ได้สิ่งใหม่มา

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ตาเฒ่าสารพัดพิษนั่นไม่ปล่อยโอกาสรีดไถฉินเฟิงไป อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของนายน้อยฉินคือการผูกขาดกิจการในเมืองหลวง ต่อให้กิจการจะเล็กแค่ไหน แต่หากมีฐานการซื้อขนาดใหญ่อย่างต้าเหลียง ผลกำไรย่อมงดงาม เมื่อลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และคำนวณกำไรขาดทุนแล้ว หากยังพอได้กำไรอยู่บ้างก็ถือว่าไม่ได้เหนื่อยเปล่า ที่ชายหนุ่มยินยอมก็เพราะความจริงข้อนี้ แต่หากต้องขาดทุนล่ะก็… ฮ่องเต้ก็ฮ่องเต้เถอะ!

แทนที่จะกล่าวว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงหลอกเอาเงิน ชายหนุ่มคิดว่าควรจะเรียกว่า ‘ค่าธรรมเนียมการคุ้มครอง’ จะเข้าท่ากว่า

แม้ว่าฉินเฟิงจะบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งวัน หรือทำให้เมืองหลวงวุ่นวาย แต่ตราบใดไม่ได้แตะต้องผลประโยชน์สูงสุดของฮ่องเต้ พระองค์ก็พอจะหลับตาข้างหนึ่งได้

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมองไปที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์และคนอื่น ๆ จากนั้นก็ตรัสเบา ๆ “วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพของจี้อ๋อง เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเจ้าเป็นถึงลูกหลานขุนนางคนสำคัญ ไยจึงไร้มารยาทเช่นนี้?”

เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์และคนอื่น ๆ หน้าตาเหยเกอยู่ครู่หนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงเป็นคนวิ่งชนฝ่าบาท ความจริงควรถูกลงโทษทันที แต่แทนที่จะตำหนินายน้อยฉิน ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกลับชี้นิ้วไปที่คนอื่น แน่นอนว่า คนถูกตำหนิรู้สึกไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยขัด

เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าฉินเฟิงผู้นี้ใช้กลวิธีใดหลอกล่อฝ่าบาท? ฮ่องเต้ผู้เด็ดขาดถึงมีความอดทนกับเขาขนาดนี้

เมื่อเห็นฉินเฟิงที่ยืนถัดไปจากฮ่องเต้ ลอยหน้าลอยตาทำตัวเหมือนคางคกขึ้นวอ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็โกรธมาก “กราบทูลฝ่าบาท ฉินเฟิงผู้นี้ทำลายความบริสุทธิ์ของหม่อมฉัน เขาปล่อยข่าวลือสกปรกในเมืองหลวง หม่อมฉันโกรธมากจึงลงไม้ลงมือกับเขา ฝ่าบาทโปรดตัดสินอย่างยุติธรรมด้วยเพคะ”

สายพระเนตรของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ไม่ใช่แค่เมืองหลวงเล็ก ๆ แต่ทั่วทั้งต้าเหลียงล้วนอยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของพระองค์ ดังนั้น ฝ่าบาทย่อมรู้ว่า ‘ข่าวลือสกปรก’ ที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์หมายถึงคืออะไร

ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่า ฉินเฟิง เจ้าเด็กสารเลวนี่สามารถทำเรื่องเลวร้ายตามข่าวลือได้จริง ๆ

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเหลือบมองบุตรชายเสนาบดีกรมกลาโหม แสร้งทำเป็นจริงจัง “ฉินเฟิง นี่เป็นความจริงหรือไม่?”

นายน้อยฉินปั้นหน้าเสียใจ และปฏิเสธทันที “ฝ่าบาทโปรดตรวจสอบ เรื่องเช่นนี้ กระหม่อมไม่มีทางทำแน่ เห็นได้ชัดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ฉินเฟิงก็หันไปมองเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ และแก้ต่าง “เรื่องนี้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนมากมายในเมืองหลวง ทำลายชื่อเสียงสตรีที่ยังไม่ออกเรือน มิหนำซ้ำสตรีนางนั้นยังเป็นถึงบุตรีของเสาหลักแห่งแคว้น นี่หาใช่ความผิดเล็กน้อย ในเมื่อคุณหนูเซี่ยยืนกรานว่าข้าเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายดังกล่าว ท่านมีหลักฐานหรือไม่ หากไม่มีหลักฐาน นี่ถือเป็นการใส่ร้ายโดยเจตนา คุณหนูเซี่ยรู้หรือไม่ว่า ประโยคเดียวจากปากของเจ้าสามารถทำให้ข้าตายได้?”

“หากมีใครใช้เรื่องนี้ป้ายสีข้า ก็เท่ากับว่าลากตระกูลฉินทั้งตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

ฉินเฟิงหรี่ตา ก้มลงจ้องดวงตาล่อกแล่กเล็กน้อยของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ “ตอนนี้พวกเป่ยตี๋กำลังบุกประชิดชายแดน บิดาของข้าอยู่ฝ่ายกลาโหมที่ต้องการทำสงคราม หากเขาถูกดึงให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ภายภาคหน้าในราชสำนักก็จะมีแค่ฝ่ายที่ปราถนาสันติเพียงอย่างดี หรือว่าคุณหนูเซี่ยเป็นคนของเสนาบดีกรมคลังจึงตั้งใจใช้เรื่องนี้กดดันตระกูลฉิน!”

ทันทีที่ฉินเฟิงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมา บรรยากาศรอบ ๆ ก็เกิดความกระอักกระอ่วนยากที่จะอธิบายขึ้น

ดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เบิกกว้าง นางมองไปที่ฉินเฟิงด้วยแววตาเหลือเชื่อ คุณหนูเซี่ยไม่เคยคาดคิดว่าฉินเฟิงจะทำให้เรื่องใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ เขาเปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างบุตรหลานขุนนางไปเป็นความขัดแย้งในราชสำนัก ลามไปถึงภัยความมั่นคงของแว่นแคว้น เดิมทีเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์วางแผนจะกล่าวหาฉินเฟิงต่อหน้าฮ่องเต้ เพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับผลของการกระทำตนเอง แต่กลับถูกคนหน้าด้านผู้นี้แว้งกัดเสียได้

ไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขา แม้ว่าเขาทำ ตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมรับ

ฉินเฟิงทำท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยอย่างหมดหนทาง “ในเมื่อคนทั้งเมืองหลวงคิดว่าข้าปล่อยข่าวลือเสียหายของคุณหนูเซี่ย ดูท่าต่อให้ข้าไม่อยากยอมรับก็คงปฏิเสธไม่ได้”

ทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว ดวงตาของหลี่รุ่ยกับเฉิงฟาก็เป็นประกายขึ้นพร้อมกัน เขาคิดว่าฉินเฟิงยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว จึงรีบตีเหล็กตอนยังร้อน

หลี่รุ่ยเก็บงำความลิงโลดในอก แสร้งทำเป็นมีน้ำใจ “ดั่งคำกล่าวที่ว่า รู้ผิดแล้วแก้ไขนับว่าเยี่ยมนัก อย่างไรเสีย นายน้อยฉินก็เป็นบุตรชายของเสนาบดีกรมกลาโหม ในเมื่อเขายอมรับแล้ว ขอฝ่าบาทประทานโทษสถานเบาแก่เขาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ประทานโทษสถานเบา? พูดดีนี่ แต่ไม่มีประโยชน์!

หากยอมรับว่าตนเองเป็นคนปล่อยข่าวลือเสียหายของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ นั่นไม่เพียงเป็นการผูกปมแค้นกับตระกูลเซี่ยเท่านั้น แต่เป็นการมัดฉินเฟิงให้ดิ้นไม่หลุดจากข้อกล่าวหาอย่างการหลอกลวงฮ่องเต้ด้วย แม้จะได้รับโทษสถานเบา ตระกูลฉินก็คงได้รับชื่อเสียไปไม่น้อย

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่ได้คาดหวังว่าฉินเฟิงจะยอมง่าย ๆ พระองค์แสดงความประหลาดใจผ่านสายพระเนตร “ฉินเฟิง เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”

ความคิดร้ายกาจในสมองของนายน้อยฉินกำลังงอกเงย แต่ใบหน้ากลับแสดงความคับข้องใจ “เฉิงฟาพูดถูก ปากคนยากที่จะระงับ ต่อให้กระหม่อมไม่ยอมรับแล้วจะทำอย่างไรได้ เพียงแต่ต้าเหลียงในความคิดของกระหม่อมเป็นแว่นแคว้นที่โปร่งใสมาโดยตลอด ฝ่าบาททรงเป็นผู้ปกครองที่ทรงปราดเปรื่อง ย่อมไม่มีทางให้กระหม่อมต้องทนทุกข์เพราะความอยุติธรรมเป็นแน่”

“เช่นนั้น ให้ฝ่าบาทออกพระราชโองการเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? อย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็กำลังแพร่สะพัดอยู่ในเมืองหลวง ตราบใดที่ติดตามเบาะแส ย่อมพบผู้เผยแพร่ข่าวลือตัวจริงได้แน่ เพียงแต่การทำเช่นนี้ต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรจำนวนมาก ในเมื่อหลี่รุ่ยกับเฉิงฟาเป็นฝ่ายกังวล เงินที่ใช้สืบคดีก็ให้สองคนนี้รับผิดชอบไปก็แล้วกัน ไม่ทราบว่า ฝ่าบาททรงเห็นด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ