บทที่ 546 กลยุทธ์สงบศึก
หนิงหู่ไม่ยอมจากไป ตอนนี้ฉินเฟิงต้องการสหายคอยเคียงข้าง หนิงหู่ย่อมไม่ทิ้งให้เขาอยู่ตามลำพัง โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเช่นนี้
ฉินเทียนหู่กังวลว่าหย่งอันโหวจะร้อนใจ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย
ฉินเฟิงมีสหายร่วมตายเช่นนี้ นับเป็นโชคดีของเขา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นนอกประตู
ฉินเสี่ยวฝูที่ร่วมเดินทางกลับมาเมืองหลวงวิ่งพรวดพราดเข้ามา
“นายน้อย มีเหล่าขุนนางมารออยู่ด้านนอกขอรับ!”
“มีทั้งคนจากกรมพีธีการและกรมสมโภช*[1] รวมแล้วนับสิบคนทีเดียวขอรับ”
ทุกคนรวมถึงฉินเทียนหู่ต่างหันไปมองฉินเฟิง
แต่ฉินเฟิงกลับยังมีแววตาเรียบเฉยราวกับไม่ได้ใส่ใจการมาเยือนครั้งนี้
“กรมพีธีการและกรมสมโภชล้วนรับผิดชอบเกี่ยวกับพิธีศพ พวกเขามาที่นี่คงเพื่อจัดการเรื่องศพของหลี่หลาง ไม่ต้องใส่ใจหรอก”
ฉินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก พยายามระงับความโกรธและความขุ่นเคืองในใจ เขาหันไปหาฉินเทียนหู่
“ท่านพ่อ ขุนนางจากกรมพีธีการและกรมสมโภชล้วนเป็นสหายเก่าแก่ของท่าน เช่นนี้ข้าขอให้ท่านหลีกทางสักครู่ ทิ้งเรื่องนี้ให้ข้าจัดการเถิด”
ฉินเทียนหู่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารีบหันกายกลับเข้าไปยังเรือนด้านหลัง
จากนั้นขุนนางจากกรมพีธีการและกรมสมโภชต่างก็เดินเข้ามาตามการต้อนรับอย่างนอบน้อมของฉินเสี่ยวฝู
เดิมทีขุนนางเหล่านี้อาศัยว่า ‘มีคนมากย่อมมีพลัง’ จึงแสดงความหยิ่งยโสออกมาทางสีหน้า
แต่พอสบกับสายตาเฉียบคมราวใบมีดของฉินเฟิงซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าโลงศพ ทั้งยังมีทหารหน้าตาดุดันดาหน้ากันเข้ามา
เหล่าขุนนางผู้หยิ่งผยองก็อ่อนระทวย เปลี่ยนสีหน้าเป็นแย้มยิ้มประจบประแจง
ในบรรดาขุนนางเหล่านี้ ผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดคือ เฉินโย่ว ขุนนางจากกรมสมโภช
ครั้นเฉินโย่วขยิบตาเป็นสัญญาณ เหล่าขุนนางก็ทำทีเคารพศพของหลี่หลาง
เมื่อเสร็จสิ้นการเคารพศพ เหล่าขุนนางก็พากันถอยห่างออกไปยืนขนาบสองฝั่ง เหลือเฉินโย่วยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิงเพียงผู้เดียว ตอนนี้เขาพยายามแสดงแววตาจริงใจอย่างยิ่ง
“ฉินเชียนฮู่ ท่านนำทหารชายแดนเหนือเข้าต่อสู้กับพวกคนเถื่อนเป่ยตี๋ ขับไล่พวกมันได้สำเร็จ สร้างวีรกรรมอันเกรียงไกร ฮ่องเต้ปลาบปลื้มพระทัยยิ่งจึงรับสั่งแต่งตั้งท่านขึ้นเป็นว่านฮู่โหว”
“นับตั้งแต่มีการสถาปนาแคว้นต้าเหลียง ยังไม่เคยมีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บังคับกองหมื่นมาก่อน ท่านเป็นคนแรกและคนเดียวที่ได้รับพระกรุณาเช่นนี้”
“ถึงตำแหน่งว่านฮู่โหวจะยังคงเป็นขุนนางชั้นโหวแต่ก็ถือเป็นขุนนางชั้นโหวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน”
“เมื่อถึงงานเลี้ยงฉลองในอีกสามวันข้างหน้า ฮ่องเต้มีพระบัญชาประกาศให้ราษฎรได้รับรู้โดยทั่วกัน”
เดิมทีฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงแต่งตั้งฉินเฟิงเป็น ‘สือฮู่’ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อทำให้เขาอับอาย มิหนำซ้ำยังเป็นการข่มขู่
บัดนี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงแต่งตั้งฉินเฟิงเป็น ‘ว่านฮู่โหว’ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน
ฉินเฟิงมิได้ยินดีแม้แต่น้อยแต่กลับรู้สึกเย้ยหยันเสียมากกว่า
ตราบใดที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับกองหมื่น ผู้บังคับกองแสน หรือผู้บังคับกองล้าน จะตั้งอย่างไรล้วนได้ทั้งนั้น
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทรงพระราชทานตำแหน่งขุนนางให้ นี่ก็แค่การให้ตำแหน่งเล็กน้อยลบล้างเลือดเนื้อที่เหล่าทหารชายแดนเหนือสละไปมิใช่หรือ?
“ใต้เท้าเฉิน ฝ่าบาทมีรับสั่งใดอื่นอีกหรือไม่? กล่าวมาตามตรงเถิด ไม่ต้องอ้อมค้อม”
เฉินโย่วจ้องมองฉินเฟิงอย่างไม่แสดงอารมณ์
นายน้อยผู้นี้มีพรสวรรค์เลิศล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือกลศึกล้วนเฉียบแหลม
มิเช่นนั้นเขาคงไม่สามารถไต่เต้าจนกลายเป็นนายน้อยแห่งอำเภอเป่ยซีผู้ควบคุมกองกำลังมหาศาลตั้งแต่ยังเยาว์วัยได้
ผู้ใดครอบครองกองกำลังทหารย่อมต้องคอยระมัดระวังคนผู้นั้นเป็นพิเศษ
ยิ่งถ้าคนคนนั้นเป็นฉินเฟิง ‘ผู้ทำให้เป่ยตี๋แตกพ่าย’ ด้วยแล้วยิ่งประมาทไม่ได้
“มิตรภาพแนบแน่นระหว่างนายน้อยฉินกับท่านหนานหลี่หลาง ฝ่าบาทประทับใจยิ่ง”
“เพียงแต่… บางสิ่งในอดีตมิอาจเอ่ยถึง วันนี้บทสนทนาระหว่างเราสองคนจะรับรู้กันภายในห้องโถงนี้เท่านั้น”
“เมื่อข้าก้าวพ้นประตูออกไป ข้าขอให้ท่านลืมเลือนทุกสิ่งที่ได้ยินเสีย…”
“มิทราบว่านายน้อยฉินเคยได้ยินเรื่อง ‘การแย่งชิงบัลลังก์’ มาบ้างหรือไม่?”
“ราชบัลลังก์ย่อมถูกแย่งชิงอยู่เสมอ ไม่เคยเสียสละให้กัน”
การกระทำนี้ทำให้เฉินโย่วตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
“นายน้อยฉิน… ท่านทราบหรือไม่ว่าการเผาพระราชโองการฉบับนี้มีความหมายว่าอย่างไร?!”
ขุนนางในที่เกิดเหตุทุกคนต่างตกใจไปตาม ๆ กัน
แม้แต่หนิงหู่ก็ยังขมวดคิ้ว ฝ่าบาททรงลงพระนามในกระดาษแล้ว การเผาพระราชโองการนี้ก็ไม่ต่างจากการคิดร้ายต่อฮ่องเต้ต้าเหลียง
ถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงชีวิต!
ขณะเดียวกันก็เกิดเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้น
“ใต้เท้าเฉิน ท่านแกล้งโง่หรือโง่จริงกันแน่ ท่านอยู่กับฝ่าบาทมานาน ยังไม่รู้จักฝ่าบาทอีกหรือ”
“เมื่อท่านกลับไปจงทูลฝ่าบาทเถิดว่า กลยุทธ์สงบศึกครั้งนี้ ฝ่าบาททรงวางหมากผิดแล้ว”
“ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่างฝ่าบาทกับหมิงอ๋อง เดิมทีข้าก็ไม่เคยเอ่ยถึง ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยเกรงว่าไฟจะลามมาถึงตน”
“ทว่าสุดท้ายไฟก็ยังโหมกระพือขึ้นมาจนได้”
เมื่อเอ่ยมาถึงจุดนี้ นายน้อยฉินก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
หากแม้แต่การทวงคืนความเป็นธรรมให้หลี่หลางยังทำไม่ได้ เช่นนั้นเขาฉินเฟิงก็มิอาจเผชิญหน้ากับชาวอำเภอเป่ยซีได้อีก
“ฝ่าบาทมัวหมกมุ่นอยู่กับอำนาจแต่กลับไม่เข้าใจว่าการครองใจผู้คนเป็นหนทางสู่การครองแผ่นดิน”
“แคว้นต้าเหลียงวันนี้รุ่งโรจน์ได้เพราะความสามารถในการปกครองของฝ่าบาทหรือเป็นมรดกของฮ่องเต้องค์ก่อนและบัณฑิตรุ่นเก่ากันแน่”
“หากฮ่องเต้ต้าเหลียงมีความสามารถจริง เช่นนั้นเป่ยตี๋จะคอยจับจ้องอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร”
“แม่ทัพทั้งสามแห่งชายแดนเหนือจะตีตัวออกห่างได้เช่นไร”
“มหาเสนาเกา หนึ่งในสามขุนนางใหญ่เสียชื่อเสียงตอนใกล้ตาย จนถึงตอนนี้ไท่ฟู่ก็ยังไม่กลับมา มิหนำซ้ำไท่เป่าก็หมกมุ่นอยู่กับการแย่งชิงอำนาจ”
“เหล่าขุนนางทางใต้จ้องแต่จะฉกฉวยผลประโยชน์ ภัยพิบัติและความทุกข์ยากต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่ง ความเลวร้ายเหล่านี้นับว่าเป็นพระปรีชาสามารถของฝ่าบาทจริง ๆ!”
[1] กรมสมโภช : กวงลู่ซื่อ(光禄寺) หนึ่งในเก้าศาลหรือเก้ากรมอิสระ ไม่สังกัด หกกระทรวง/กรม โดยตรง
[2] หยวนว่ายหลาง : 员外郎 ชื่อตำแหน่ง เทียบได้กับรองหัวหน้าแผนกในกรมและทบวงต่าง ๆ ปรากฏในราชวงศ์สุย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ