บทที่ 547 เรื่องธรรมดา
ดวงตาของเฉินโย่วเบิกกว้างจนแทบถลน เขาจ้องมองฉินเฟิงอย่างไม่เชื่อหู
นายน้อยผู้นี้กล้าหาญเกินไปแล้ว อีกฝ่ายกล้าตำหนิฝ่าบาทต่อหน้าธารกำนัลได้อย่างไร
ฉินเฟิงราวกับมองทะลุความพรั่นพรึงในดวงตาของเฉินโย่ว
นายน้อยหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ เขากล่าวว่า “ไหนเมื่อครู่ขุนนางเฉินเพิ่งกล่าวว่าถ้อยคำในวันนี้จะไม่หลุดออกไปนอกโถงนี้ไม่ใช่หรือ?”
“หรือว่าเพียงพริบตาเดียวก็ลืมเลือนเสียแล้ว?”
“ขุนนางเฉินอยู่เคียงข้างฝ่าบาทมาเนิ่นนาน วาจาและการกระทำจริงเท็จปะปนจนผู้คนไม่อาจหยั่งถึงจริง ๆ”
ฉินเฟิงลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้า เดินไปขวางหน้าเฉินโย่ว เขาเหลือบตาดูเมฆดำที่ค่อย ๆ ก่อตัวนอกโถง
แม้ใบหน้าจะยังอ่อนเยาว์แต่แววตากลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เปลี่ยนไปจนขุนนางน้อยใหญ่ตรงหน้าจดจำแววตาเดิมของนายน้อยเจ้าสำราญไม่ได้แล้ว
“หากข้ารับพระราชโองการสงบศึกของฝ่าบาท ข้าจะบอกท่านให้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น…”
“ข้าจะรู้สึกผิดต่อวิญญาณของหมิงอ๋อง จากนี้ย่อมไม่มีหน้ากลับไปชายแดนเหนืออีก”
“ไพร่ฟ้าในอำเภอเป่ยซีจะรับรู้ว่าข้าฉินเฟิงมิใช่อะไรนอกจากคนหลอกลวง พูดอย่างทำอย่าง”
“จากนั้นขวัญกำลังใจของประชาราษฎร์ในชายแดนเหนือก็จะเริ่มเสื่อมถอย แล้วฝ่าบาทก็จะจัดการกับพวกข้าทีละคน”
“ไม่เกินสามปี ตัวข้าฉินเฟิง แม่ทัพทั้งสาม และสมาชิกตระกูลฉินนับสิบชีวิต หรือแม้แต่หนิงหู่ผู้ยืนเคียงข้างข้า พวกเราจะต้องถูกนำตัวขึ้นแท่นประหาร”
“จนถึงตอนนี้ข้าไม่มีเคยมีเจตนาจะเผชิญหน้ากับฝ่าบาท แต่ฝ่าบาทกลับทรงระแวงข้าราวกับข้าเป็นตัวอันตราย”
“ถูกแล้ว ฝ่าบาททรงบีบบังคับให้ข้ากลายเป็นเช่นนี้เอง”
ฉินเฟิงมองท้องฟ้าที่มืดลงทุกที นึกย้อนไปถึงความสัมพันธ์ครั้งอดีตระหว่างฮ่องเต้กับเขา จากนั้นหัวใจก็พลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
ยามนั้น ต่อให้ฉินเฟิงก่อเรื่องร้ายแรงเพียงใดหรือจะเอ่ยวาจาไม่น่าฟัง เขาก็ถูกมองว่าเป็นเพียงตัวตลก
ฝ่าบาทไม่เคยเอาอะไรมาใส่พระทัย
แต่บัดนี้ทุกถ้อยคำและการกระทำของเขากลับส่งผลต่อความเป็นความตายของอำเภอซีเป่ยทั้งหมด
นายน้อยฉินจึงมิกล้าจำนน
“ไม่ต้องมีงานเลี้ยงฉลองชัยชนะหรอก ข้าฉินเฟิงมิคู่ควรจะเป็นตัวแทนเหล่าทหารผู้สละชีพและมัวเมาเสพสุขเพียงลำพัง”
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังของเฉินโย่ว
ก่อนหน้านี้เขาคิดเพียงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฉินเฟิงกับฝ่าบาทมีรอยร้าว
อย่างมากเรื่องตำแหน่งของหลี่หลางก็คงทำให้เกิดความขุ่นเคืองขึ้นนิดหน่อย
แต่ที่ไหนได้ ฉินเฟิงกลับเห็นว่าตำแหน่งของหลี่หลางสำคัญยิ่งกว่าชีวิตตนเอง
“นายน้อยฉิน งานเลี้ยงฉลองชัยชนะครั้งนี้ฝ่าบาทมีรับสั่ง หากท่านไม่ไปถือว่าขัดพระราชโองการ!”
ฉินเฟิงเหลือบมองด้วยหางตา “ข้าไม่เคยขัดพระราชโองการ แต่ครั้งนี้… ข้าอยากลองดู”
เฉินโย่วเบิกตากว้าง จ้องฉินเฟิงอย่างงุนงง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเฉินโย่วจึงได้สติคืนมา
เขาพูดถึงขนาดนี้แล้ว ให้พูดมากกว่านี้ก็คงไร้ประโยชน์อยู่ดี!
เฉินโย่วไม่ลังเลอีกต่อไป เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปทันที ขุนนางกรมพิธีการและขุนนางจากกรมสมโภชต่างก็รีบก้าวตามหลัง
ฉากนี้ยิ่งทำให้หัวใจฉินเฟิงเย็นเฉียบ
สิ่งที่เรียกว่าการเคารพต่อเชื้อพระวงศ์ของพวกเขาเป็นเพียงแค่การกระทำฝืนใจ เพราะสถานการณ์บีบบังคับ
หนิงหู่ขมวดคิ้วแน่น ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเดินไปหาฉินเฟิงแล้วกระซิบว่า “พี่ฉิน การขัดขืนรับสั่งเท่ากับการหาเรื่องตาย”
แต่ฉินเฟิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงตายไปหมื่นครั้งแล้ว”
“ตอนนี้ กองทัพชายแดนเหนือฟังคำสั่งข้ามากกว่าพระราชโองการและทั้งสองแคว้นก็กำลังจะเจรจาสงบศึก ต่อให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะเกลียดข้าแค่ไหน พระองค์ก็จะไม่เสี่ยงสั่งประหารข้า ขุนนางผู้มีความดีความชอบในครั้งนี้”
“คราวนี้หากข้าไม่เผชิญหน้ากับฮ่องเต้ หลี่หลางจะต้องแบกรับความอัปยศไปชั่วชีวิต”
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ ฉินเฟิงก็มองไปที่หนิงหู่พลางถอนหายใจเบา ๆ “หนิงหู่ หากเจ้ากังวลก็ถอนตัวได้ทุกเมื่อ”
หนิงหู่เบิกตากว้าง รีบกล่าว “พี่ฉิน พวกเราสองคนฝ่าฟันความเป็นความตายด้วยกันมาตั้งมาก ท่านยังพูดเช่นนี้อีกหรือ”
ขณะที่ฉินเสี่ยวฝูกังวลจนนั่งไม่ติด เขากลับเห็นว่าฉินเทียนหู่กำลังจิบชาอย่างสบายใจ ทำให้รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
“นายท่าน ท่านไม่กังวลเลยหรือขอรับ?”
ฉินเทียนหู่ยกถ้วยชาขึ้นพลางเอ่ยเบา ๆ “มีสิ่งใดต้องกังวล เดิมทีฝ่าบาทก็ตรัสเตือนแล้วเตือนอีก ห้ามมิให้เฟิงเอ๋อร์นำศพหลี่หลางกลับมา แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไรเล่า?”
“หากฝ่าบาททรงต้องการสังหารเฟิงเอ๋อร์จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงตอนนี้ ที่หน้าพระราชวังต้องห้ามก็สามารถตั้งข้อหาละเมิดกฎวังหลวงและประหารทั้งตระกูลฉินให้สิ้นซากได้แล้ว”
“เมื่อเฟิงเอ๋อร์มุ่งมั่นจะส่งท่านหนานหลี่หลางกลับสู่โถงบรรพชนแห่งราชวงศ์หลี่ เช่นนั้น นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับฝ่าบาทก็ไม่มีหนทางอื่นใดอีก”
เผชิญหน้ากับฝ่าบาทซึ่ง ๆ หน้าหรือ?
ฉินเสี่ยวฝูไม่อาจเชื่อหูตนเองได้
อย่าว่าแต่การเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ต้าเหลียงเลย แค่ทำอะไรไม่ถูกพระทัยก็อาจมีโทษประหารได้แล้ว
ในแผ่นดินนี้ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเผชิญหน้ากับฝ่าบาท
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวฝูตกใจจนหน้าซีด ฉินเทียนหู่กลับหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยท่าทีสุขุม
“เจ้าเป็นเพียงข้ารับใช้ ย่อมไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนัก”
“เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ สำหรับเจ้า แม้จะกลัวจนฉี่ราดก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
“แต่สำหรับขุนนางในราชสำนัก นี่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญแทบทุกวันจนชินชากันไปเสียแล้ว”
มีบางถ้อยคำที่ฉินเทียนหู่ไม่สะดวกจะกล่าว
เหล่าขุนนางโต้เถียงกับฝ่าบาทเป็นเรื่องปกติในราชสำนัก
เมื่อคราวที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงยังหนุนหลังฝ่ายสนับสนุนสงคราม พระองค์ก็ถูกฝ่ายต่อต้านสงครามโต้แย้งจนทำให้ลำบากพระทัยและไม่อาจตัดสิน
ตราบใดที่มิได้สั่นคลอนรากฐานแห่งราชวงศ์ การโต้เถียงกับฝ่าบาทก็เปรียบเสมือนสิทธิพิเศษของขุนนาง
มิเช่นนั้น ฮ่องเต้คงไม่วางแผนกำจัดแม่ทัพทั้งสามของชายแดนเหนือ
ฮ่องเต้ต้าเหลียงคงกังวลว่าสักวันหนึ่งอาจจะถูกเหล่าขุนนางร่วมมือกันโค่นล้มราชบัลลังก์
ชั่วขณะเดียวกันนี้ ทหารจากอำเภอเป่ยซีและเหล่าทหารรักษาพระราชวังได้ปิดล้อมไปทั่วทั้งถนนหน้าจวนตระกูลฉินแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ