บทที่ 549 ฝังศพหลี่หลาง
ฉินเฟิงในอดีต ถึงจะโอหังเพียงใดแต่เขาไม่มีทั้งตำแหน่งขุนนางหรืออำนาจทางทหาร เขาก็เป็นแค่คนไร้ค่าคนหนึ่ง…
หากฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงต้องการกำจัดเขา แค่ตรัสเพียงคำเดียวก็จัดการได้แล้ว
ทว่าบัดนี้ ฉินเฟิงสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในสงครามจนได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นว่านฮู่โหวที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในเมืองหลวงแห่งนี้ เขาได้รับการปกป้องจากฉินเทียนหู่ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางพลพรรคเถาหลิน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกองกำลังชายแดนเหนือผู้ซื่อสัตย์และมีเกียรติยศจากชัยชนะในสงครามคอยปกป้อง
หนทางเดียวที่จะกำจัดฉินเฟิงได้ คือต้องออกคำสั่งระดมทหารประจำเมืองหลวงทั้งหมดโจมตีเขาเสีย
ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นเช่นไร ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ไม่กล้านึกถึง
กลยุทธ์ถ่วงดุลอำนาจที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทำมาตลอดก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดมีอำนาจมากจนทำให้ต้องหวาดกลัว
ทว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุดกลับเกิดขึ้นแล้ว!
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่เคยคาดคิดว่าสงครามระหว่างแคว้นจะทำให้ฉินเฟิงเติบโตถึงเพียงนี้
“ฝ่าบาท การคืนฐานันดรให้หลี่หลางเท่ากับการคืนสถานะเดิมแก่หมิงอ๋องและหลี่จาง เรื่องนี้ไม่อาจประนีประนอมได้เด็ดขาด”
“แต่ฉินเฟิงดื้อดึงจะช่วยเหลือครอบครัวของหมิงอ๋อง”
“หากปล่อยให้ยืดเยื้อเช่นนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้เกิดคลื่นแห่งความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น”
“อีกอย่าง หลี่หลางพลีชีพเพื่อแคว้น หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดีก็อาจเกิดความวุ่นวายในหมู่ทหารได้”
“ตามความคิดเห็นของข้า ทั้งฉินเฟิงและพระองค์ต่างก็ควรลดทิฐิลงบ้าง”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงรู้ว่าทั้งองค์หญิงใหญ่และกุ้ยเฟยต่างก็เป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด
วันนี้เขามายังวังหลังก็เพื่อสดับคำแนะนำของทั้งสองคน
ถ้อยคำขององค์หญิงใหญ่น่าสนใจสำหรับฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียง
“ต่างฝ่ายต่างลดทิฐิลงหรือ? แล้วจะลดอย่างไรเล่า?”
หากเป็นเมื่อก่อน ฮ่องเต้แห่งต้าเหลียงคงไม่คิดหาหนทาง ‘ลดทิฐิ’ ลงแม้แต่น้อย
ด้วยฐานะฮ่องเต้แห่งแคว้น โอรสแห่งสวรรค์ ไยต้องยอมก้มหัวให้เหล่าขุนนางเล่า!
เพียงแค่คิดเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการหมิ่นอำนาจของฮ่องเต้แล้ว
แต่บัดนี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงกลับมิอาจทำอะไรฉินเฟิงได้ ไม่ว่าจะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อน
เขาส่งขุนนางกรมพีธีการกับขุนนางกรมสมโภชไปเจรจาก็แล้ว ส่งทหารรักษาพระราชวังไปกดดันก็แล้ว สุดท้ายผลลัพธ์เป็นเช่นไร?
พวกเขาทั้งหมดล้วนกลับมาพร้อมความอับอาย…
เจ้าฉินเฟิงทำเกินกว่าเหตุ ไร้หัวคิดสิ้นดี!
เขานำโลงศพของหลี่หลางมาตั้งไว้กลางโถงใหญ่จวนตระกูลฉิน นี่ไม่ได้เป็นการบอกกับธารกำนัลว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงเป็นผู้โหดเหี้ยมไร้น้ำใจหรือ?!
ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงอยากจะฉีกฉินเฟิงเป็นชิ้น ๆ นัก แต่เมื่อความโกรธสงบลงก็รู้สึกไร้ทางออกขึ้นมา
การกระทำอย่างเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างเด็ดขาด
เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว องค์หญิงใหญ่ก็ไม่คิดอ้อมค้อม
“สิ่งที่ฉินเฟิงต้องการก็แค่ส่งหลี่หลางเข้าสู่โถงบรรพชนของราชวงศ์เท่านั้น เช่นนี้ก็ทำให้เขาสมปรารถนาเถิดเพคะ”
“ฝ่าบาทสามารถออกพระราชโองการได้ว่า เพราะหลี่หลางพลีชีพเพื่อแผ่นดิน ความดีนี้ลบล้างความผิด อนุญาตให้ศพของหลี่หลางได้บรรจุในโถงบรรพชนแห่งราชวงศ์หลี่เป็นกรณีพิเศษ”
“ส่วนความผิดที่ลบล้างคือเรื่องใดไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง”
“หากฝ่าบาทยอมถอยถึงเพียงนี้แล้ว ฉินเฟิงเป็นคนฉลาด เขาย่อมไม่ทิ้งโอกาสเป็นแน่”
“ด้วยวิธีนี้ฉินเฟิงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ หลี่หลางได้เข้าไปอยู่ในโถงบรรพชนแห่งราชวงศ์ ขณะเดียวกันนี่ยังเป็นการยืนยันความผิดของหมิงอ๋องกับครอบครัวซึ่งเดิมมีสถานะเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ต้องโทษ”
“ผู้ต้องโทษ!”
เมื่อได้ยินวาจาขององค์หญิงใหญ่ แววตาของฮ่องเต้ต้าเหลียงก็เป็นประกายราวกับได้พบทางออกที่ดียิ่ง
เดิมทีฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงคำนึงถึงอำนาจและเคร่งครัดมากเกินไป เขาไม่ยินยอมผ่อนปรนแม้แต่น้อย การกระทำนี้จึงเป็นการเดินเข้าสู่ทางตัน
ท้ายที่สุดแล้ว ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะดูแลทุกสิ่งได้อย่างทั่วถึง
กลอุบายขององค์หญิงใหญ่นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้แล้ว
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงราวกับได้ยกหินก้อนใหญ่ที่กดทับหัวใจออก
เขารีบเรียกจางซิวเย่มาแล้วร่างพระราชโองการ ณ ตรงนั้นทันที
“ประกาศตามรับสั่งของเจิ้น”
“เนื่องจากหลี่หลางสละชีพเพื่อแว่นแคว้น แม้กระทำความผิดแต่สร้างความดีความชอบทดแทนจึงอนุญาตให้บรรจุศพหลี่หลางในโถงบรรพชนราชวงศ์หลี่เป็นกรณีพิเศษ
“พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้หลี่หลางเป็นป๋อแห่งอำเภอฝูอวิ้น”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงพลันเกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในหัว
เมื่อลงมือแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่ให้หมิงอ๋องได้มีโอกาสกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
เมื่อเห็นฉินเฟิงหน้านิ่วคิ้วขมวด หนิงหู่ก็อดฉงนใจไม่ได้
“พี่ฉิน กองกำลังเป่ยซีได้เลื่อนเป็นกองทัพแล้ว ไม่ดีหรือ?”
ฉินเฟิงถอนหายใจเบา ๆ
“จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ได้”
“ข้อดีคือ จากนี้ไปอำเภอเป่ยซีจะได้รับส่วยอาหารแล้ว กรมกลาโหมจะแบ่งเบาค่าใช้จ่ายทางการทหารบางส่วนให้เรา”
“แต่ที่ไม่ดีคือ อำเภอเป่ยซีได้กลายเป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ จากนี้การเพิ่มกองกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือแม้แต่การฝึกฝนล้วนขึ้นอยู่กับการจัดสรรของฝ่าบาท”
“กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือ อำเภอเป่ยซีเผชิญกับข้อหากบฏได้ทุกเมื่อ”
หนิงหู่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องลึกซึ้งเพียงนี้
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
“พี่ฉิน เช่นนั้นท่านไปเจรจา ลองหาวิธีลบล้างชื่อกองทัพอำเภอเป่ยซีของเราออกดีหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงก็อดหัวเราะไม่ได้
ภายในใจนายน้อยฉินคิดว่า หนิงหู่เป็นนักรบที่เก่งกล้า แต่เรื่องในราชสำนัก อีกฝ่ายช่างโง่เขลาเหลือเกิน
“หากฝ่าบาทไม่หาโซ่ตรวนคล้องอำเภอเป่ยซีไว้ พระองค์คงกินไม่ได้นอนไม่หลับ”
“จริง ๆ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้มากจนเกินไปนัก”
“ตราบใดอำที่เภอเป่ยซีแข็งแกร่ง ฝ่าบาทก็จะไม่ลงมือ”
“ในเมื่อฝ่าบาทสงสัยว่าเราคิดกบฏ เราก็ควรจะมีความสามารถในการก่อกบฏจริง ๆ”
หนิงหู่ฟังแล้วงุนงง แต่ตราบใดที่ฉินเฟิงบอกว่าไม่เป็นไรก็หมายความว่าจะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน
ด้านสวีโม่กับจ้าวอวี้หลง พวกเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพแห่งกองทัพเป่ยซี
ฉินเฉิงซื่อ แม่ทัพกองทหารชายแดน แม่ทัพทหารม้า และแม่ทัพรถม้าศึก ทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงเพื่อรับพระราชทานรางวัล
ฉินเฟิงไม่รอช้า สั่งให้องครักษ์เสื้อแพรส่งจดหมายด่วนไปยังชายแดนเหนือ
…
‘เพื่อป้องกันมิให้ศึกกับเป่ยตี๋ปะทุขึ้นอีก พวกกระหม่อมไม่กล้าละทิ้งไปไหน ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าบาท”
เอ่ยตามตรงก็คือ คิดจะให้ข้ากลับเมืองหลวงงั้นหรือ อย่าได้ฝันไปเลย!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ