บทที่ 550 ได้ฉินเฟิงเท่ากับได้ทั้งแผ่นดิน
หลี่หลางถูกฝังอย่างสมเกียรติ แม้จะเรียกว่าฝังอย่างสมเกียรติ แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ อีกในวันรุ่งขึ้น
คนทั้งเมืองหลวงต่างตั้งใจหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงนาม ‘หลี่หลาง’
จะมีก็แต่ตระกูลฉินเท่านั้นที่แขวนโคมไฟสีขาวเพื่อไว้ทุกข์แด่หลี่หลางและให้เกียรติหมิงอ๋อง
เดิมทีฉินเฟิงตั้งใจจะไปเยือนจวนตระกูลเซี่ยหลังจากหลี่หลางถูกบรรจุเข้าโถงบรรพชนเพื่อหารือเรื่องการแต่งงาน
แต่เจ็ดวันหลังฝังหลี่หลางคือช่วงของการไว้ทุกข์ นายน้อยฉินจึงต้องเลื่อนการพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับตระกูลเซี่ยออกไปก่อน
และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ ‘งานขาวและงานแดงชนกัน’ ฉินเฟิงกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จึงไม่สามารถพบกันได้
ช่วงเวลาพลบค่ำ คนจากพระราชวังก็มาเยือนถึงหน้าประตูจวนตระกูลฉิน แล้วขานนามเพื่อขอเข้าพบฉินเฟิง
ตอนแรก ฉินเฟิงคิดว่าอีกฝ่ายมาเพื่องานฉลองชัยชนะ
แต่เมื่อฉินเฟิงเดินออกมาก็พบว่า ผู้มาเยือนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
“ใกล้ค่ำแล้ว ไม่ทราบว่าองค์ชายรองให้ท่านมาหาข้ายามนี้ มีเรื่องใดหรือไม่?”
แขกในชุดขาวทำทีสำรวม กำหมัดโค้งคำนับ
“นายน้อยฉินมีคุณความชอบใหญ่หลวงในชายแดนเหนือ ฝ่าบาททรงชื่นชมท่านจึงมีรับสั่งให้ข้ามาเชิญท่านไปเข้าเฝ้า”
“องค์ชายรองอยากจะพบท่านมานานแล้ว แต่ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องยุ่งยาก ไม่สะดวกที่จะพบกัน”
ฉินเฟิงไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีต่อองค์ชายรองแม้แต่น้อย
ในสายตาขององค์ชายรอง นอกจากราชบัลลังก์แล้ว เขาก็ไม่สนใจสิ่งใดอีก
ครั้งอดีต ยามถึงคราวคับขันเช่นนี้ฉินเฟิงก็จะคอยหลบเลี่ยงอยู่เสมอ ด้วยกลัวว่าหากพลาดพลั้งเลือกข้างผิดจะนำภัยมาสู่ตัว
แต่บัดนี้ เขาแข็งแกร่งขึ้นมากและแข็งแกร่งเกินกว่าจะหลีกหนีได้อีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เอาเถิด ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินกลบ!
…
เวลาล่วงเลยจนถึงยามค่ำคืน ตะเกียงดวงแล้วดวงเล่าส่องแสง ประดับให้พระราชวังต้องห้ามงดงามราวกับสวรรค์บนดิน
นับตั้งแต่แคว้นต้าเหลียงสร้างเมืองหลวงมา พระราชวังต้องห้ามก็ถูกเรียกขานว่า ‘ราตรีไร้มืดมัว’ บ้างก็เรียกว่า ‘ศาลาวิสุทธิ์’
เหล่าช่างฝีมือจากทั่วสารทิศต่างประชันฝีมือหลอมตะเกียงทองแดงดวงแล้วดวงเล่า ทำให้ทุกซอกทุกมุมของพระราชวังต้องห้ามประดับไปด้วยตะเกียง
เฉพาะค่าตะเกียงแต่ละปีก็ใช้งบประมาณหลายหมื่นตำลึงเงินแล้ว
การจุดตะเกียงมากมายทั้งคืนเช่นนี้ ไม่เพียงเป็นการแสดงแสนยานุภาพของแคว้นต้าเหลียง ยังป้องกันมิให้พวกมือสังหารลอบเข้ามาได้อีกด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น พระราชวังต้องห้ามก็ใช่ว่าจะป้องกันจุดอับใต้แสงได้
ใต้แสงสว่างไสวเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องมากมายซุกซ่อน
ช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง เสี่ยวจั๋วจื่อวิ่งกลับมาถึงตำหนักขององค์ชายเจ็ด
เมื่อก้าวเข้าประตูมาก็รีบรายงานทั้ง ๆ ที่หอบเหนื่อย “องค์ชาย ฉินเฟิงไปเข้าเฝ้าองค์ชายรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายเจ็ดกำลังศึกษาตำราพิชัยสงครามอยู่ ครั้นได้ยินเช่นนี้ดวงตาก็พลันฉายแววแปลกประหลาด เขาวางตำราลงช้า ๆ แล้วดึงผ้ามาคลุมไหล่
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้วังต้องห้ามประหยัดทุกอย่างในปีนี้ กว่าจะได้ต้มสุราให้ความอบอุ่นเกรงว่าต้องรอถึงเดือนสิบ”
องค์ชายเจ็ดผลักหน้าต่างให้เปิดเล็กน้อย ขยับตัวพิงขอบหน้าต่าง แหงนหน้ามองพระจันทร์สีขาวบนท้องฟ้า
“ไม่รู้เหมือนกันว่าแสงจันทร์ที่ชายแดนเหนือจะต่างจากเมืองหลวงอย่างไร”
เสี่ยวจั๋วจื่อที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “ฝ่าบาท เพลานี้พระองค์ยังมีพระทัยจะชมจันทร์อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“บัดนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงไม่เว้นกระทั่งพระราชวังต้องห้ามต่างก็มีคำกล่าวว่า ผู้ใดได้ตัวฉินเฟิง เท่ากับได้ทั้งแคว้นต้าเหลียง”
องค์ชายเจ็ดเห็นดังนั้นก็มิอาจกลั้นหัวเราะ
“เจ้าติดตามข้ามาเนิ่นนาน เรื่องเพียงแค่นี้ไยจึงทำให้เจ้าขาดความสุขุมได้แล้วเล่า”
“เพียงแค่เสด็จพี่เรียกฉินเฟิงเข้าเฝ้า เหตุใดต้องร้อนใจถึงเพียงนี้?”
เสี่ยวจั๋วจื่ออดขมวดคิ้วมิได้
ถึงองค์ชายเจ็ดจะสุขุมมาโดยตลอด ถึงขั้นภูเขาไท่ซานพังลงตรงหน้าก็ยังสีหน้าไม่เปลี่ยน
แต่ยามนี้ คือช่วงเวลาที่แทบจะเป็นการตัดสินแพ้ชนะ
หากพลาดโอกาสดึงฉินเฟิงมา อย่าว่าแต่การได้ขึ้นเป็นรัชทายาท แค่การใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็คงต้องจบสิ้นเช่นกัน
“องค์ชาย พระองค์ไม่ทรงกังวลเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มุมปากขององค์ชายเจ็ดยกขึ้นเล็กน้อย ทอดมองไปยังดวงจันทร์นอกหน้าต่าง สายตาของเขาแฝงไว้ด้วยความลุ่มลึก พลางขยับปากเอ่ยว่า “มีคำกล่าวว่า หากวิถีทางต่างกัน ย่อมไม่มีวันบรรจบ”
“เสด็จพี่เป็นคนเฉลียวฉลาด แม้จะด้อยกว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อยู่บ้าง แต่ในอนาคตก็จะต้องเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีชาสามารถอย่างแน่นอน”
“ที่น่าเสียดายก็มีแต่จิตใจของท่านพี่ที่เหมือนกับท่านพ่อ…”
“คับแคบเกินไป และไม่ทรงโปรดสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์แบบ”
“หากข้าเป็นฉินเฟิง การต้องรับมือฝ่าบาทเพียงพระองค์เดียวก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ไฉนจะอยากให้รัชยายาทเป็นเสี้ยนหนามอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเสี่ยวจั๋วจื่อก็เป็นประกายขึ้นมาทันใด
“องค์ชายของกระหม่อม พระองค์ตรัสว่าฉินเฟิงจะไม่มีวันสนับสนุนองค์ชายรองอย่างนั้นใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
องค์ชายเจ็ดค่อย ๆ ปิดหน้าต่าง สีหน้าไร้ความกังวลใด ๆ
ขณะสวมรองเท้าอยู่ริมเตียง เขาก็เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “เสด็จพี่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งรัชทายาทมาก ผู้ใดสามารถใช้ประโยชน์ได้ พระองค์ล้วนไม่ละเว้น ด้วยเหตุนี้ จึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์ตรงกันข้าม…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ