บทที่ 551 พูดคุยอย่างเปิดอก
องค์ชายเจ็ดสวมรองเท้า จากนั้นก็คว้าเสื้อคลุมจากบนเตียง แล้วเดินออกจากตำหนักโดยมีเสี่ยวจั๋วจื่อคอยคุ้มกัน
นับตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้นเริ่มต้นขึ้น องค์ชายเจ็ดก็มิได้ก้าวออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว
ด้วยความมุ่งมั่นเพียงนี้ ทำให้เสี่ยวจั๋วจื่อยกย่ององค์ชายเจ็ดยิ่งนัก
“องค์ชายรองทรงระแวงมาก เพียงพระองค์เสด็จออกนอกพระตำหนัก เขาก็ส่งคนมาคอยจับตามอง ทำให้เกิดการต่อสู้ไม่รู้จบ”
“เพื่อมิให้กระทบต่อสงครามระหว่างแคว้น พระองค์จึงมิได้เสด็จออกนอกพระตำหนักเลย”
“แต่เรื่องนี้… กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
“องค์ชาย กระหม่อมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘เอ่ยอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำก็ไร้ค่า ลงมือทำอย่างเดียวแต่ไม่พูดก็โง่เขลา ลงมือทำและพูดไปด้วยถึงจะเรียกว่าฉลาด”
“หากแม้แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยังไม่ทรงทราบถึงความทุ่มเทขององค์ชายที่มีต่อแว่นแคว้น เมื่อถึงคราวแต่งตั้งรัชทายาท ฮ่องเต้ต้าเหลียงจะนึกถึงความดีของพระองค์ได้อย่างไร!”
องค์ชายเจ็ดใส่เสื้อคลุมแล้วเดินอย่างช้า ๆ ไปทางตำหนักขององค์ชายรอง
แม้จะรับฟังเสียงของเสี่ยวจั๋วจื่อที่พร่ำไม่หยุดอยู่ข้างกาย แต่ก็มิได้รำคาญแต่อย่างใด
ด้วยอย่างไร เสี่ยวจั๋วจื่อก็หวังดี
องค์ชายเจ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถามบ่าวคู่ใจ “เสี่ยวจั๋วจื่อ เจ้าคิดว่าผู้ใดอาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้กัน?”
แม้เสี่ยวจั๋วจื่อจะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคำถาม แต่ก็ตอบโดยทันที “ราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของเสี่ยวจั๋วจื่อองค์ชายเจ็ดก็แย้มยิ้มบาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เจ้าตอบถูกเพียงครึ่งเดียว”
“ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถอาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ได้อย่างยาวนานล้วนมิใช่คนธรรมดา”
“อย่าว่าแต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงเลย แม้แต่พระสนมในวังหลังก็ล้วนมีหูตากว้างไกล”
“จะทำการใดก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้”
“พระราชวังต้องห้ามแห่งนี้มีสิ่งใดเป็นความลับเล่า บางสิ่งแม้จะอยากปิกก็มิอาจซ่อน นับประสาอะไรกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”
หลังจากได้ฟังองค์ชายเจ็ด เสี่ยวจั๋วจื่อก็เข้าใจบางสิ่งขึ้นมา
ภายในวังหลังแห่งนี้คิดจะทำหรือคิดจะเอ่ยสิ่งใด แท้จริงหาได้สำคัญกระไรนัก
ด้วยแม้มิได้เอ่ยออกมา ผู้อื่นก็รับรู้ได้
มิหนำซ้ำ การเปล่งวาจาออกไปยิ่งดูจงใจ หากจงใจมากเกินไปก็จะดูเสแสร้ง
แต่เมื่อไม่แพร่งพรายออกไป สิ่งที่ตั้งใจไว้กลับเกิดผลอย่างคาดไม่ถึง
แววตาของเสี่ยวจั๋วจื่อเปล่งประกาย เขายกย่ององค์ชายเจ็ดมากขึ้นไปอีกขั้น
“ทว่าองค์ชาย เรามาตำหนักขององค์ชายรองโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“โอ้! เราเดินมาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
เสี่ยวจั๋วจื่อเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน
ไม่แปลกใจเลยที่รู้สึกแปลก ๆ เขาเพิ่งจะเข้าใจก็ตอนนี้…
ตัวเขากับองค์ชายเจ็ดเดินมาถึงตำหนักขององค์ชายรองเสียแล้ว
ทั้งที่เมื่อครู่องค์ชายเจ็ดเพิ่งบอกว่ายังไม่ต้องรีบร้อน เหตุใดตอนนี้จึงได้มาอย่างใจร้อนเล่า!
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ!
เสี่ยวจั๋วจื่อส่ายหัว ไม่คิดจะใช้สมองไตร่ตรองอีกต่อไป เพียงแค่ติดตามองค์ชายไปเท่านั้น
ช่วงเวลาเดียวกัน หลังตำหนักขององค์ชายรอง
กาสุราเก่าแก่ตั้งอยู่บนเตาถ่าน ค่อย ๆ มีไอน้ำลอยขึ้นมา
แขกชุดขาวยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนสตรีบรรเลงกู่ฉินก็ยกกาสุราอุ่น ๆ รินให้องค์ชายรองกับฉินเฟิงคนละจอก
องค์ชายรองยิ้มบางพลางกล่าว “ฉินเฟิง จริง ๆ ตอนนี้ยังเร็วไปสักหน่อยที่จะดื่ม เพราะยังไม่หนาวมาก”
“ต้องนั่งอยู่ข้างเตาถ่านร้อน ๆ ลำบากเจ้าจริง ๆ”
“แต่สุรานี้เลิศรสนัก อีกทั้งการดื่มยามนี้ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มรสชาติได้ ยังช่วยขับไล่ความหนาวเย็นในร่างกายได้ด้วย เจ้าลองดูเถิด”
ฉินเฟิงยกจอกสุราขึ้นด้วยมือขวา ยกแขนเสื้อซ้ายขึ้นบังเป็นมารยาท ก้มลงสูดกลิ่นเล็กน้อย จากนั้นก็ยกจอกแตะริมฝีปากเบา ๆ
การกระทำเหล่านี้ทำให้นายน้อยฉินนึกขบขันตัวเอง
‘ข้าทำอะไรอยู่กัน ข้าไม่ใช่หมอ ไม่รู้จักยาพิษ และต่อให้มีพิษจริงก็คงแยกไม่ออกอยู่ดี’
“และหากขุนนางในราชสำนักมากกว่าครึ่งร่วมมือกันกล่าวโทษ แม้แต่ฝ่าบาทก็ถูกลดพระยศได้เช่นกัน”
“นี่คือกฎมณเฑียรบาลของบรรพบุรุษที่สืบต่อกันมาเพื่อเตือนใจฮ่องเต้รุ่นหลัง”
“กระนั้นก็เป็นคำสาปที่คุกคามราชบัลลังก์อยู่ทุกลมหายใจ ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ฉินเฟิงก็ยกจอกสุราขึ้นแตะริมฝีปากเบา ๆ
เขารู้สึกประหลาดใจจริง ๆ
ไม่คาดคิดว่าองค์ชายรองจะกล้าเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
ดูท่าว่าจะร้อนใจอยากได้ตำแหน่งรัชทายาทโดยเร็วแล้ว
ครู่ต่อมา ฉินเฟิงวางจอกสุราลง แล้วแสร้งทำเป็นถามอย่างสบาย ๆ
“แม้แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงผู้เฉียบขาดยังควบคุมคนทั้งแผ่นดินได้ยาก แล้วองค์ชายรองคิดจะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองหรี่ตาลง น้ำเสียงกร้าวขึ้นทันใด “สิ่งนี้ชี้ชัดว่า ฝ่าบาทยังไม่โหดเหี้ยมพอ!”
ฉินเฟิงรู้สึกได้ถึงสายตาอันเฉียบคมขององค์ชายรอง
ฉินเฟิงมิได้อ่อนน้อมหรือแข็งกระด้างจนเกินไป เขากล่าวว่า “แล้วสิ่งใดเล่าจึงจะนับว่าโหดเหี้ยมพอพ่ะย่ะค่ะ?”
“ตราบใดยังมีกฎมณเฑียรบาลของบรรพบุรุษอยู่ แม้จะสังหารขุนนางทั้งหมด แล้วเลือกสรรผู้มีความสามารถมาใหม่ นั่นก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใด”
“ขุนนางตงฉินในวันนี้ ก็อาจเป็นขุนนางกังฉินในวันหน้าได้”
“สำหรับราชบัลลังก์ ความจงรักภักดีหรือการทรยศ ความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอ ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจอันบริสุทธิ์ของฮ่องเต้ หรือแม้แต่นิสัยใจคอของขุนนาง”
องค์ชายรองเพิ่งเคยได้ยินคำโต้แย้งเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงเกิดความสนใจขึ้น ตรัสถามว่า “แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งใด?”
ฉินเฟิงพลั้งปากเอ่ยตอบ “ฮ่องเต้จะสามารถครองแผ่นดินทั้งมวลได้ก็ด้วยสามารถครองหัวใจของผู้คนได้”
“ในสายพระเนตรของพระองค์ กฎมณเฑียรบาลคือคำสาป แต่ในสายตาของกระหม่อม มันคือดาบสองคม”
“หากใช้เป็นอำนาจของฮ่องเต้ย่อมมั่นคงถาวร หากใช้ไม่เป็น การถูกลงโทษด้วยการชิงราชบัลลังก์ก็เป็นเรื่องสมควร”
“ตราบใดมีผู้คนเทิดทูนและจงรักภักดีก็จะไม่มีผู้ใดคิดล่วงเกินหรือปลดฝ่าบาท”
“แต่หากมิได้ครองใจไพร่ฟ้า ไม่ว่าขุนนางผู้จงรักภักดีหรือขุนนางทรยศ… ก็ล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ