บทที่ 552 องค์ชายเจ็ดผู้รู้จักอดทน
องค์ชายรองถือจอกสุรา มองของเหลวสีขุ่นภายในจอกพลางครุ่นคิด
คำพูดของฉินเฟิงมีเหตุผลอยู่ไม่น้อยและเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
แต่ไหนแต่ไรมา ฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาล้วนถูกขุนนางวิพากษ์วิจารณ์น้อยนัก
ส่วนฮ่องเต้ที่มุ่งแต่จะวางอำนาจไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ๆ แม้จะปรีชาสามารถก็มักจะต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านอยู่เสมอ แม้เมื่อสรรคตแล้วก็ยังต้องถูกตำหนิติเตียนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เพียงแต่ว่า…
ด้วยสถานการณ์ของแคว้นต้าเหลียงในปัจจุบัน หากมัวปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาก็เท่ากับฆ่าตัวตาย!
องค์ชายรองค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาแข็งกร้าวขณะเอ่ยว่า “ฉินเฟิง เจ้าหมายความเช่นไร หรือคิดให้ฝ่าบาททรงก้มศีรษะยอมจำนน?”
“นั่นคือฮ่องเต้ต้าเหลียงผู้ยิ่งใหญ่ ผู้อยู่เหนือผู้คนทั้งมวล!”
“การทำให้ผู้คนยำเกรงและเกรงกลัวจนไม่กล้าปริปาก นั่นคือบารมีอันสมควรแก่ฝ่าบาท!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเฟิงพลันขมวดคิ้ว นายน้อยฉินถามกลับตามตรง “องค์ชายรอง ข้าฉินเฟิงของถามพระองค์ตามตรง ไม่ได้มีเจตนาให้ขุ่นเคือง…”
“องค์ชายเข้าใจว่าพระบารมีเป็นเรื่องเพียงแค่นี้เท่านั้นหรือ?”
คำพูดนี้ของฉินเฟิง ไม่ใช่แค่องค์ชายรองต้องขมวดคิ้ว แต่แขกชุดขาวกับสตรีผู้ดีดกู่ฉินก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
คนผู้นี้ช่างอาจหาญนัก!
องค์ชายรองวางตัวต่ำลงพร้อมจะสนทนาในเรื่องราวอ่อนไหวเช่นนี้กับฉินเฟิง
ฉินเฟิงไม่เพียงไม่สำนึกในความเมตตาก็ว่าแย่แล้ว ตอนนี้ยังถึงกับจาบจ้วงอีก
นี่มันอะไรกัน!
ฉินเฟิงคิดในใจว่า ‘แม้แต่ฮ่องต้ข้ายังไม่กลัว แล้วไยข้าต้องกลัวเจ้าเด็กหนุ่มกะโหลกกะลาอย่างเจ้า!’
นายน้อยฉินเอ่ยขึ้น “ข้าจะกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ”
“แม้จะเป็นเพียงหินหรือดินปั้น แต่หากจารึกคำว่า ‘ฮ่องเต้’ คนทั่วไปก็ยังเกรงขามเคารพ”
“ยิ่งเป็นฮ่องเต้ยิ่งต้องหยั่งถึงจิตใจคน สั่งสมชื่อเสียงด้วยคุณงามความดี”
“ส่วนเรื่องการวางอำนาจ เอาแต่จะฆ่าฟัน ไม่ใช่สิ่งที่ฮ่องเต้พึงกระทำ”
“เหล่าขุนนางทั้งหกกรมห้าทบวงในเมืองหลวง แม่ทัพ นายกองในแคว้นต้าเหลียง ล้วนเป็นผู้เหี้ยมโหด”
“และพวกเขาก็ล้วนเป็นเครื่องมือในมือของฝ่าบาท!”
“หากเป็นฮ่องเต้ไร้เมตตา เอาแต่จะลงมือในเรื่องโหดร้ายด้วยตนเอง แล้วจะชุบเลี้ยงขุนนางเหล่านี้ไว้เพื่อประโยชน์อันใด?”
“องค์ชายรองทรงทราบหรือไม่ หากก้าวขึ้นไปทีละขั้นย่อมกลายเป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ถ้าก้าวข้ามไปเพียงขั้นก็กลายเป็นทรราชแล้ว มาตรการเช่นนี้ พระองค์จะควบคุมได้หรือไม่?”
องค์ชายรองอึ้งไปชั่วขณะ
ในชีวิตของเขาได้เรียนรู้คำสอนจากฮ่องเต้ต้าเหลียงมาโดยตลอดว่า ยิ่งโหดเหี้ยม ผู้คนยิ่งเกรงกลัว
มีเพียงความโหดเหี้ยมเท่านั้นที่จะทำให้บัลลังก์มั่นคง
ทว่า…
วันนี้ถ้อยคำของฉินเฟิงที่องค์ชายรองรับฟังกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สำหรับคนส่วนใหญ่ ฮ่องเต้ต้าเหลียงองค์ปัจจุบันอาจเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่!
แต่ขณะเดียวกัน ฮ่องเต้ก็เป็นทรราชสำหรับคนบางส่วนอย่างไม่ต้องสงสัย!
ไม่ว่าคนบางส่วนนี้จะน้อยเพียงใด จะเป็นคนพาลหรือคนดี แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนก็คือ พวกเขาจะคิดหาทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม
เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงก็กลายเป็นคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไปแล้วเช่นกัน
ฉินเฟิงไม่ใช่คนพาล ตรงกันข้าม เขาต่อสู้กับเป่ยตี๋ เสี่ยงชีวิตปกป้องแคว้นต้าเหลียง
แต่เพื่อปกป้องตนเองและคนรอบข้าง เขาก็จำต้องยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฮ่องเต้ต้าเหลียงด้วย
องค์ชายรองเหมือนถูกปลุกให้ตื่น
ฮ่องเต้ที่ดีล้วนมีจิตใจดีงาม แม้ความดีจะเป็นเพียงการเสแสร้งก็ตามที
เมื่อองค์ชายรองมองฉินเฟิงอีกครั้ง ดวงตาก็ได้เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว
เขาลุกขึ้นยืนและประสานมือให้ฉินเฟิงครั้งหนึ่ง “ท่านโหวฉิน หากท่านเต็มใจช่วยเหลือข้า ข้าสาบานว่าจะทำให้ตระกูลฉินรุ่งเรืองไปชั่วกาล”
“มิใช่เพียงแค่ตำแหน่งรัชทายาท เมื่อสำเร็จการใหญ่ ข้าก็หวังว่าท่านโหวฉินจะคอยช่วยเหลือเคียงข้างข้า”
ความจริงใจอันหาได้ยากขององค์ชายรองเกือบทำให้ฉินเฟิงใจอ่อน
ทว่า… ฉินเฟิงลุกขึ้นยืนและคำนับตอบ “องค์ชาย ในอนาคตพระองค์จะต้องเหมือนกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่’ หัวใจขององค์ชายรองก็เย็นวาบ
เมื่อเห็นดาบคมแวววาวในมือของชายชุดขาว ฉินเฟิงพลันหัวเราะ เขากล่าวว่า “องค์ชายรอง ข้าเข้าร่วมคำเชิญเพียงลำพังในคืนนี้ ข้าย่อมคิดถึงทุกผลลัพธ์ที่เป็นไปได้แล้ว”
“เมื่อได้พบท่านในวันนี้ก็เหมือนได้เห็นท่านในอนาคต ฉะนั้นความคิดในใจของท่านจึงมิได้คาดเดาได้ยาก”
ทันทีที่ฉินเฟิงกล่าวจบ…
นางกำนัลก็วิ่งเข้ามา
“ทูลองค์ชายรอง องค์ชายเจ็ดเสด็จมาเพคะ”
ดวงตาขององค์ชายรองแข็งกร้าวขึ้นทันใด องค์ชายเจ็ดช่างมาในเวลาที่เหมาะเจาะจริง ๆ
การมาขององค์ชายเจ็ดกับคำพูดของฉินเฟิงเมื่อครู่ ทำให้หัวใจขององค์ชายรองจมดิ่ง ร่างกายซวนเซไปสองก้าว
เรื่องที่ฉินเฟิงเข้าวังมาย่อมมิอาจปิดบังสายตาขององค์ชายเจ็ด
หากเขารีบร้อน ก็คงมาถึงตั้งแต่เมื่อหนึ่งก้านธูปก่อนแล้ว
เพิ่งมาถึงเอาป่านนี้หมายความว่า…จงใจถ่วงเวลา!
องค์ชายเจ็ดคงคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะเจรจาดึงฉินเฟิงมาไม่สำเร็จ หรืออาจคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาคิดจะฆ่าฉินเฟิง
องค์ชายเจ็ดถึงได้รอมาปรากฏตัวเอาตอนนี้ หากไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์คิดช่วยฉินเฟิง ก็คงคิดฉวยโอกาส ‘ดึงตัว’ ฉินเฟิงไปแน่
“เจ้าเจ็ดซ่อนตัวได้แนบเนียนเสียจริง!”
แววตาขององค์ชายรองเต็มไปด้วยความตกใจและความโกรธ
ก่อนหน้าที่นี้ องค์ชายรองหวั่นใจกับองค์ชายเจ็ดอยู่บ้าง แต่ก็แค่หวั่นเพราะสถานะของอีกฝ่ายเท่านั้น
ส่วนนิสัยใจคอขององค์ชายเจ็ด องค์ชายรองไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย หรือจะกล่าวให้ชัดก็คือดูถูกอยู่มาก…
ในสายตาขององค์ชายรอง องค์ชายเจ็ดก็เป็นแค่คนขี้โรค อ่อนแอ ไร้ความสามารถ
“ท่านพี่ ข้าได้ยินว่าฉินเฟิงมา ข้าจึงรีบมาหาด้วยตนเองเพื่อร่วมสนุกด้วย หวังว่าท่านพี่จะไม่รังเกียจ”
องค์ชายเจ็ดสวมเสื้อคลุมเดินเข้ามาอย่างสบายใจ
แขกชุดขาวเก็บดาบ เดินไปอยู่ด้านหลังขององค์ชายรอง
สีหน้าขององค์ชายรองเขียวคล้ำ กำมือแน่น แต่ก็ค่อย ๆ คลายมือ แล้วฝืนยิ้มออกมา
“พวกเราพี่น้อง จะเอ่ยเช่นนั้นไปไย”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ