บทที่ 558 ร่วมมือต่อต้านตระกูลฉิน
ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างก็เดินออกจากท้องพระโรง ฉินเฟิงเอามือไพล่หลังเดินอย่างเงียบงันนำหน้าขุนนางทั้งหลาย
แววตาของเขาสับสนไม่มั่นคง จิตใจหมองหม่น ไม่มีความภาคภูมิใจจากชัยชนะเลยแม้แต่น้อย
หลังการประลองปัญญาในราชสำนักวันนี้ ไม่เพียงแค่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง แต่ทั้งราชวงศ์หลี่จะมองเขาเป็นเสี้ยนหนาม
และปรารถนาจะกำจัดให้สิ้นซาก
เดิมทีฉินเฟิงสามารถใช้หนทางอื่นที่ยืดหยุ่นและชาญฉลาดกว่านี้เพื่อทำให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเกรงกลัวได้
แต่น่าเสียดาย…
ฉินเฟิงไม่มีตระกูลหลินและตระกูลใหญ่ทางใต้ที่สั่งสมรากฐานมานานหลายชั่วอายุคน
สิ่งที่ชายหนุ่มมีอยู่คือความรุนแรงทางชายแดนเหนือเท่านั้น
ดังนั้น ฉินเฟิงจำต้องเลือกใช้วิธีนี้ซึ่งได้ผลเร็ว รุนแรง และมีผลกระทบมากที่สุดแทน
ชนะแล้วอย่างนั้นหรือ? เหมือนจะชนะแล้ว แต่ก็ยังไม่ชนะอย่างขาดลอย
ฉินเทียนหู่เสนาบดีกรมกลาโหมและขุนนางจากพลพรรคเถาหลินเดินตามฉินเฟิงมาเงียบ ๆ
เมื่อมองแผ่นหลังลึกลับซับซ้อนของบุตรชาย ฉินเทียนหู่ก็เผลอถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เรื่องนี้ฉินเฟิงไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด เขาทำไปเพื่อชายแดนเหนือและตระกูลฉินทั้งสิ้น
ตั้งแต่ฉินเฟิงกลับมายังเมืองหลวง ฉินเทียนหู่ก็วางตัวให้ต่ำต้อยกว่าเดิมมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในราชสำนัก หากไม่มีเรื่องจำเป็นจริง ๆ เขาจะไม่เอ่ยอะไรเลย
ดังคำกล่าวที่ว่า พูดมากผิดมาก พูดน้อยผิดน้อย
ฉินเทียนหู่จะไม่ยอมให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมีโอกาสกล่าวโทษ ขอเพียงเขาตั้งใจทำหน้าที่ของเสนาบดีกรมกลาโหมโดยไม่ให้มีข้อผิดพลาดเป็นพอ
เท่านี้ก็ถือเป็นการช่วยเหลือฉินเฟิงได้ดีที่สุดแล้ว
บัดนี้ฉินเฟิงเข้มแข็งมาก ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงย่อมเกรงใจ ไม่กล้าที่จะใช้วิธี ‘ปั้นน้ำเป็นตัว’ เพื่อปลดฉินเทียนหู่ออกจากตำแหน่ง
อีกทั้งบรรพชนของฮ่องเต้ยังเคยกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจึงทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก
หากมิใช่ความผิดร้ายแรงจริง ๆ แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็มิอาจปลดขุนนางชั้นสูงออกจากตำแหน่งได้โดยง่าย
ศัตรูภายนอกสงบแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาจัดการกับปัญหาภายในเสียที
ฉินเฟิงห้ามพ่ายแพ้
เพราะหากฉินเฟิงพ่ายแพ้ ผู้สนับสนุนเขาทั้งหมดจะถูกกำจัดจนสิ้นซาก
…
ณ จวนตระกูลหลิน บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
ไท่เป่าหลินนั่งอยู่บนเก้าอี้ราชครู จ้องมองถ้วยชาเบื้องหน้าโดยมิได้กล่าววาจาใดเนิ่นนาน
เสนาบดีกรมยุติธรรมเองก็นั่งอยู่ด้านข้างแต่ก็มิได้เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว
ไม่นาน บ่าวรับใช้ก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
“ท่านผู้อาวุโส มีแขกมาเยี่ยมด้านหน้าขอรับ”
ไท่เป่าหลินขมวดคิ้ว “มิใช่กุ้ยเฟยใช่หรือไม่?”
บ่าวรับใช้ส่ายหน้าเป็นพัลวันด้วยสายตาเกรงกลัว
“คือองค์ชายรองขอรับ”
เมื่อทราบว่าองค์ชายรองมาโดยไม่บอกกล่าว ไท่เป่าหลินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่ายังรักษาความสุขุมเอาไว้
เขาลุกขึ้นทันที พร้อมด้วยเสนาบดีกรมยุติธรรม จากนั้นจึงเดินออกไปต้อนรับด้วยตนเอง
แต่ยังไม่ทันพ้นห้องโถง องค์ชายรองก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
โดยมีเพียงแขกชุดขาวติดตามมาคนเดียว
ไท่เป่าหลินและเสนาบดีกรมยุติธรรมมองหน้ากันแล้วคำนับอย่างพร้อมเพรียง
“คารวะองค์ชายรอง”
หลี่เฉียนไม่สนใจ เขาเดินแทรกระหว่างไท่เป่าหลินและเสนาบดีกรมยุติธรรมเข้าไปในห้องโถงทันที
จากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ราชครูอย่างไม่เกรงใจ
องค์ชายรองรับถุงยาจากแขกชุดขาวมาแต้มเบา ๆ ที่หน้าผากซึ่งมีบาดแผล
ก่อนหน้านี้ในท้องพระโรง ฝ่าบาทระบายความโกรธที่มีอยู่ในใจออกมาทั้งหมด
ทั้ง ๆ ที่ความโกรธนี้ล้วนเกิดจากฉินเฟิง แต่เขากลับมาลงที่หลี่เฉียน
ในใจของหลี่เฉียนเต็มไปด้วยความแค้น
“ไท่เป่าหลิน เสนาบดีกรมยุติธรรม ไม่ต้องเกรงใจ นั่งลงเถิด”
“วันนี้ข้ามาหาพวกท่านเพื่อหารือเรื่องใดคงไม่ต้องเอ่ยให้มากความ”
“เอ่ยอย่างตรงไปตรงมากันเลยดีกว่า เรื่องกำจัดฉินเฟิง พวกท่านมีข้อเสนอใดหรือไม่?”
และในอนาคต ฝ่าบาทก็ยังจะปรานี เพียงแต่มิใช่กับตระกูลฉิน…
แต่เป็นเหล่าผู้มีฝีมือหรือแม้แต่ผู้ที่สนใจจะกำจัดตระกูลฉินต่างหาก
“ฝ่าบาทมีเรื่องสำคัญอยู่สองเรื่อง”
“เรื่องแรกคือการเจรจาสงบศึก”
“เรื่องที่สองคือการชำระล้างราชสำนัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เฉียนก็โยนถุงยาให้แขกชุดขาวพร้อมจ้องมองไท่เป่าหลินด้วยสายตาจริงจัง
“ไท่เป่า สมแล้วที่เป็นเสาหลักของชาติ เอ่ยได้ตรงประเด็น”
“บัดนี้ฉินเฟิงกลายเป็นเสี้ยนหนามรกพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาท หากกำจัดฉินเฟิงได้ ไท่เป่าหลินย่อมได้กลับไปเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อีกครั้ง”
“ส่วนความจงรักภักดีของไท่เป่าหลินในการกำจัดคนทรยศเพื่อชาติ ข้าจะจดจำไว้ในใจ”
หลี่เฉียนกล่าวเจตนารมณ์อย่างชัดเจนแล้ว
ตราบใดที่ไท่เป่าหลินร่วมมือกับหลี่เฉียนกำจัดฉินเฟิงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือหลี่เฉียนที่ได้ครองราชย์สมบัติ
ตระกูลหลินก็จะได้รับความเมตตา นับว่าเป็นเกียรติยศสองแผ่นดิน!
ไท่เป่าหลินหัวเราะเบา ๆ ความเจ้าเล่ห์แพรวพราวอย่างชัดเจน
“องค์ชายรองทรงให้สิ่งตอบแทนที่จับต้องได้จะดีกว่า”
หลี่เฉียนหรี่ตามอง “คำมั่นของข้ายังไม่ดีพออีกหรือ?”
ไท่เป่าหลินยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม “องค์ชายรองก็ทรงทราบดีมิใช่หรือว่าฉินเฟิงเติบโตมาอย่างไร?”
“เดิมทีฮ่องเต้ทรงคิดจะใช้เสือกินหมาป่า พึ่งพาอิทธิพลของตระกูลฉินกำจัดตระกูลหลินของข้า แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเลี้ยงเสือไว้ให้เป็นภัยตนเอง”
“กล่าวโดยสรุปคือ หากตระกูลฉินล่มสลาย ต่อไปก็จะเป็นข้า ตระกูลหลิน”
“ในเมื่อฝ่าบาทประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งหนึ่ง ต่อไปก็จะยิ่งระมัดระวังรอบคอบและเด็ดขาดขึ้น”
“หากองค์ชายรองสามารถแต่งตั้งกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฮองเฮาได้ ตระกูลหลินของเราจะทุ่มเทชีวิตจิตใจ ยอมตายเพื่อพระองค์เอง”
เดิมทีหลี่เฉียนก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่า สุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้จะต้องฉวยโอกาสข่มขู่
เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะโลภมากถึงขนาดนี้
ถึงขั้นคิดจะปลดฮองเฮา!
ขอเพียงกุ้ยเฟยได้เลื่อนตำแหน่งเป็นฮองเฮาที่เคารพรักของแผ่นดิน เท่านี้ ตระกูลหลินก็จะสามารถดำรงอยู่โดยไม่หวั่นไหว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ