เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 631

บทที่ 631 หมิ่งเยว่ไจกับสาวงาม

สัญญาสมรสระหว่างฉินเฟิงกับหลี่เซียวหลานเลื่องลือไปทั่วแคว้น

ตอนนี้หลิ่วหงเหยียนสับสนนัก

นางเองก็ไม่รู้ว่ากำลังอิจฉาริษยาหรือยินดี

เห็นหลิ่วหงเหยียนเงียบไป

ฉินเฟิงฉวยโอกาสโอบไหล่นางไว้ แล้วเงยหน้าหัวเราะลั่น

“ฮ่า ๆๆ”

“พี่หญิงรอง เหตุใดท่านจึงรีบร้อนเช่นนี้”

“เป้าหมายของข้าคือการแต่งท่านเข้าบ้านด้วยเช่นกัน!”

“ถึงตอนนั้น ท่านกับพี่หญิงสามก็จะได้กลับมาเป็นพี่น้องกันอีกครั้ง”

ได้ยินคำพูดนี้ของฉินเฟิง อารมณ์หลิ่วหงเหยียนพลันปลอดโปร่ง พวงแก้มนวลขึ้นสีแดงเรื่อ

นางถลึงตาใส่ฉินเฟิงอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วต่อว่า “เจ้ามันไร้ยางอายนัก”

“อายุขนาดนี้แล้วยังพูดจาเหลวไหลไร้สาระอยู่ได้”

“หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ไม่กลายเป็นที่หัวเราะของทั้งเมืองหลวงหรือ”

นายน้อยฉินไม่ละอายใจแม้แต่น้อย เขาเชิดหน้ายืดอก

“หัวเราะ? หัวเราะอะไรกัน?”

“ข้าแต่งท่านเป็นภรรยาได้ นั่นเป็นวาสนาของข้า!”

“พวกเขาไร้วาสนา ก้ทำได้แค่มองและอิจฉา ฮี่ ๆ”

มองฉินเฟิงโอ้อวดราวกับการแต่งนางเป็นอนุเป็นเรื่องใหญ่โต

การได้เห็นฉินเฟิงทำท่าทีภาคภูมิใจ ราวกับการได้แต่งกับนาง เป็นเรื่องน่าอิจฉายิ่ง แม้หลิ่วหงเหยียนจะละอาย แต่ก็อารมณ์ดีขึ้นมา

“ฮึ่ม! ฝันไปเถอะ!”

“เจ้าจัดการเรื่องของหลี่เซ๊ยวหลานกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ให้ได้เสียก่อนเถอะ”

“เจ้ามีดีอะไรกัน”

“ทั้งเซียวหลานและอวิ๋นเอ๋อร์ต่างก็งดงามและเก่งกาจ เป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วแผ่นดิน”

“แต่เหตุใดพวกนางจึงตกมาอยู่กับเจ้าเสียได้”

พอได้ยินแบบนี้ ชายหนุ่มก็เท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นองอาจ “ก็รูปโฉมข้างามล้ำ ใครเล่าจะเทียบเทียม”

หลิ่วหงเหยียนถลึงตาใส่ไปหนึ่งที พลางแค่นเสียงดูแคลน ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา

ไม่รู้ว่าทั้งสองคนเดินจากลานบ้านมาถึงสวนหลังบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่

เมื่อเทียบกับลานบ้านที่กว้างขวาง สวนหลังบ้านดูคับแคบไปสักหน่อย

มีเรือนเล็ก ๆ ตั้งเรียงราย

สวนดอกไม้รกร้าง เหมือนมีแต่ต้นหน้า เพราะขาดการดูแล

แต่ถึวรกร้างไปบ้าง ถ้าตกแต่งเสียหน่อย ก็คงกลับมางดงามมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

บ้านต้องมีคนอยู่อาศัย

ถ้าปล่อยทิ้งร้างไว้นานวัน ไม่ว่าจะงดงามแค่ไหน ก็จะทรุดโทรมผุพังไปในที่สุด

ดังคำกล่าวที่ว่า บ้านเรือนต้องอาศัย ‘ความมีชีวิตชีวา’ หล่อเลี้ยง

หลิ่วหงเหยียนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ ระหว่างเดินมา นางพึงพอใจกับจวนรุ่ยอ๋อง ไม่สิ พอใจกับ ‘หมิ่งเยว่ไจ’ มากทีเดียว

“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าบอกข้ามาตามตรง เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่าจวนหลังนี้”

“ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าทำเพื่อข้าเพียงอย่างเดียว”

นายน้อยฉินนั่งลงข้างหลิ่วหงเหยียน วางแขนลงบนโต๊ะ ท่าทางสบายอารมณ์

“พี่หญิงรอง ท่านพูดเช่นนี้ ข้าฟังแล้วไม่ชอบใจเลย”

“ข้าฉินเฟิง หากไม่ทำเพื่อท่านแล้ว จะให้ข้าทำเพื่อใคร”

หลิ่วหงเหยียนหรี่ตามองพลางกล่าวว่า “เฮอะ อย่าใช้คำพูดเหล่านี้มาหลอกข้า”

“ข้าเฝ้ามองเจ้าเติบโตมาตั้งแต่เด็ก ความคิดของเจ้า ข้าย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด”

“แรกเริ่มเจ้าให้หนิงหู่ฟื้นฟูค่ายเทียนจี ”

“ตอนนี้เจ้าเช่าจวนรุ่ยอ๋อง”

“สองเรื่องนี้ล้วนต้องเกี่ยวข้องกัน”

“ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด เจ้าคงหมายมั่นปักหลักที่เมืองหลวงกระมัง”

พอได้ยินแบบนี้ ฉินเฟิงก็ถอนหายใจ พูดด้วยความรู้สึกหลากหลาย

“ท่านพี่หญิง ท่านเป็นพยาธิในท้องข้ากระมัง”

“มิเช่นนั้น ท่านจะล่วงรู้ความคิดข้าได้แม่นยำเช่นนี้ได้อย่างไร”

และเป็นที่ชัดเจนว่า ตอนนี้ ฉินเฟิงเข้าใกล้หลักการนี้ที่สุดแล้ว

เหล่าผู้มีอำนาจจะปล่อยให้อำนาจของต้าเหลียงตกอยู่ในมือของฉินเฟิงได้อย่างไร

พวกเขาย่อมไม่มีวันยอม

หากฮ่องเต้ต้าเหลียงมีอำนาจเหนือใต้หล้า ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงย่อมเป็นจุดสูงสุด

น่าเสียดาย ยามนี้ฮ่องเต้แคว้นเหลียงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“พี่ฉิน!”

เสียงของจ้าวอวี้หลงดังขึ้น

ฉินเฟิงกับหลิ่วหงเหยียนสบตากัน แล้วลุกขึ้น ออกไปต้อนรับ

จ้าวอวี้หลงและเหล่าทหารค่ายเทียนจีที่เหลืออยู่ในอยู่ในเมืองหลวง ยืนอยู่ตรงหน้าของฉินเฟิง

แม้คนจะน้อย แต่ยังคงสง่างามไม่แพ้ชายแดนเหนือ

“พี่อวี้หลง ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่?”

จ้าวอวี้หลงพยักหน้าหนักแน่น

“การเปิดค่ายเทียนจีอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“แต่กรมขุนนาง กรมคลัง กรมกลาโหม ล้วนแล้วแต่เป็นคนของพวกเรา”

“หลังเรื่องวุ่นวายของหนิงกั๋วกง อำนาจของฮ่องเต้ต้าเหลียงสั่นคลอนไปมาก ฝ่าบาทจึงต้องหลบเลี่ยงความขัดแย้ง เรื่องต่าง ๆ ในเมืองหลวงก็ต้องหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยไปก่อน”

จ้าวอวี้หลงกล่าวพลางตบไหล่ทหารค่ายเทียนจีที่ยืนเคียงข้าง

“ในศึกเขาชิงอวี้ เราสูญเสียองครักษ์ค่ายเทียนจีไปมาก”

“พวกข้ากับพี่หนิงเลยตกลงกันว่าจะให้เจิ่งฉู่เป็นรองผู้บัญชาการ”

“ต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มกองกำลังหรือขยายกองกำลังของค่ายเทียนจี นอกจากพี่หนิ่งแล้ว ก็ให้เจิ่งฉู่เป็นผู้ตัดสินใจ”

เจิ่งฉู่ประสานหมัด คุกเข่าลงข้างหนึ่ง คำนับฉินเฟิง

“นายน้อย ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

ฉินเฟิงรีบก้าวไปข้างหน้า พยุงเขาลุกขึ้น

“พวกเราเป็นพี่น้อง ไม่ต้องมากพิธี”

“เราผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ข้าจะไม่เชื่อใจเจ้าได้อย่างไร”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ