เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 639

บทที่ 639 บุรุษขี่ม้า

จ้าวจ่านกล่าวจบ ทั้งพื้นที่พลันอลหม่าน

พ่อค้าจากแดนเหนือที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองจ้าวจ่านด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ

พวกเขารู้ดีว่าจ้าวจ่านไม่ใช่คนดีอะไร แต่ก็ไม่คิดว่าจะเผยธาตุแท้ออกมาเร็วเพียงนี้

พ่อค้าหลายคนต่างร้องขอ

“คุณชายจ่าน ท่านทำเช่นไม่ได้นะขอรับ”

“หากเพิ่มผลกำไรให้อีกสักส่วน พวกข้าก็จะไม่ขาดทุน หากท่านลดผลกำไร พวกข้าก็แทบจะสูญเงินทั้งหมดแล้ว”

“พวกเราล้วนออกจากบ้านเดินทางรอนแรมนับพันลี้มายังเมืองเหยียนโซ่ว ก็หวังจะได้เงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัว”

“ขอท่านเมตตาด้วย”

เผชิญหน้ากับคำร้องขอของเหล่าพ่อค้า จ้าวจ่านไม่สงสารสักนิด หนำซ้ำยังเย้ยหยันออกมา “เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้ายังมัวยืนทำอะไรอยู่เล่า?”

“ไยยังไม่รีบไปร้านค้าตระกูลจ้าวอีก?!”

พ่อค้าหัวไวบางคนพุ่งตัวไปที่ร้านค้าธัญพืชตระกูลจ้าวทันที

ต่างคนต่างวิ่ง วุ่นวายชุลมุน บรรดาพ่อค้าต่างพากันกรูไปที่ร้านค้าธัญพืชตระกูลจ้าว ราวกับเสียสติ

เพื่อไม่ให้ขาดทุน พวกเขาต่างเบียดเสียดกันอย่างไม่คิดชีวิต

พอเห็นแบบนี้ จ้าวจ่านก็หัวเราะเสียงดัง

“ฮ่า ๆๆ ผู้จัดการลิ่น เจ้าเห็นหรือไม่ นี่แหละสันดานของมนุษย์!”

“อย่าว่าแต่พ่อค้าวาณิช ประชาชนก็ไม่ต่างกันหรอก ไม่มีใครไม่เห็นแก่ตัว”

“ร้านค้าธัญพืชตระกูลฉินของเจ้า เพื่อสิ่งไร้ค่าเช่นนี้ ถึงกับต้องปิดกิจการลง ช่างน่าเห็นใจนัก”

เผชิญหน้ากับคำเย้ยหยันของจ้าวจ่าน ลิ่นจื่ออี๋โกรธแค้น

“จ้าวจ่าน เจ้าช่างทำเกินไปแล้ว!”

“เพื่อเงินทอง พวกเจ้าทำได้กระทั่งเรื่องชั่วช้าไร้ยางอาย”

จ้าวจ่านแสดงท่าทีดุร้าย

“ชั่วช้าไร้ยางอาย? ฮ่า ๆ นกน้อยตายเพราะอาหาร มนุษย์ตายเพื่อเงิน”

“ไม่ว่าพ่อค้าวาณิชหรือชาวบ้านต่างก็เป็นเช่นนี้”

“ข้าแค่ใช้กลอุบายเล็กน้อย พวกเขาก็ตีกันเองแล้ว พวกไร้ค่านี่ก็มีแต่เจ้าและตระกูลฉินที่ยอมเปลืองแรงช่วยเหลือ”

จ้าวจ่านดูถูกชาวบ้านและพ่อค้าวาณิชราวกับเกลียดชังยิ่ง

ในสายตาของเขา ต้าเหลียงมีเจริญรุ่งเรืองเช่นวันนี้ ล้วนแล้วแต่พึ่งพาพ่อค้าวาณิชรายใหญ่ที่ร่ำรวยเช่นตระกูลจ้าว

ส่วนพ่อค้ารากหญ้ากับชาวบ้าน นอกจากจะเป็นตัวถ่วงของต้าเหลียง ต้องช่วยเหลืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพวกเขาประโยชน์อะไรเล่า?

มีแต่คนโง่อย่างตระกูลฉินเท่านั้นที่ยินดีจะเสียสละให้กับเหล่าคนไร้ค่ากลุ่มนี้

ลิ่นจื่ออี๋กำหมัด ยืนหยัดในอุดมการณ์

“ถ้าไม่มีประชาชน แล้วจะมีต้าเหลียงได้อย่างไร?”

“ราษฎรเปรียบดั่งสายน้ำ ผู้ปกครองเปรียบเหมือนเรือ น้ำชูเรือให้ลอยได้ ก็คว่ำเรือได้เช่นกัน”

“ตระกูลฉินไม่ใช่แค่ช่วยเหลือราษฎร หากแต่ยังช่วยเหลือแคว้นต้าเหลียงทั้งหมดด้วย”

จ้าวจ่านหัวเราะลั่น ดังไปทั่วทั้งถนนสายเหนือ

“ฮ่า ๆๆ น่าขำ น่าขำนัก ตลกจริง ๆ ฮ่า ๆ ข้าหัวเราะจนจะขาดใจตายแล้ว”

“ตระกูลฉินโง่เขลา แต่เจ้าโง่เขลาเสียยิ่งกว่าตระกูลฉิน!”

“พวกเจ้าก็เป็นนกขนนกแห่กัน*[1] คนแบ่งกันเป็นกลุ่ม*[2]”

จ้าวจ่านจ้องลิ่นจื่ออี๋ตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความโลภ

บุปผางามแรกแย้มเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายนัก…

จ้าวจ่านพลันเปลี่ยนท่าที แสร้งทำเป็นหัวเราะร่วนแล้วกล่าวว่า “ผู้จัดการลิ่น ข้าว่าเจ้าควรจะตื่นจากความฝันได้แล้ว”

“การร่วมหัวจมท้ายกับตระกูลฉิน ไม่มีทางเจริญก้าวหน้า”

“ถ้าเจ้ายินยอมมาอยู่กับข้า ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้จัดการร้านค้าตระกูลจ้าว ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือความเป็นอยู่ ไม่มีทางที่ตระกูลฉินจะเทียบได้”

“ผู้ที่รู้จักสถานการณ์ถือเป็นคนที่ฉลาด”

“หากเจ้าไม่ต้องการจะออกหน้า ด้วยความงามของเจ้า มาเป็นอนุของข้า ชีวิตที่เหลือย่อมจะมีแต่ความร่ำรวยและรุ่งเรือง”

นี่ไม่เพียงเป็นการแข่งขันทางธุรกิจมที่เลวร้าย

แต่เป็นการดูหมิ่นและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีลิ่นจื่ออี๋ด้วย

ลิ่นจื่ออี๋โกรธมาก นางตวาดลั่น “จ้าวจ่าน อย่าให้มันมากเกินไปนัก!”

ลิ่วจื่ออี๋ก็หมดหวังแล้ว

นางอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาร้อนผ่าว อยากจะร้องไห้

ทว่า ขณะที่ลิ่นจื่ออี๋เกือบจะยอมแพ้

เสียงร้องตกตะลึงก็ดังขึ้น ขัดบรรยากาศเหยียดหยามทั้งหมด

“โฮ่!”

ไม่รู้ว่าผู้ใดส่งเสียงขึ้นมา ทุกสายตาหันไปมองทันที

แล้วก็เห็นเพียงแต่ชายสามคนขี่ม้าตัวสูงใหญ่ย่างเหยาะมาทางนี้

ชายคนซ้ายไหล่หนา ผึ่งผาย สวมเกราะเบา ท่าทางน่าเกรงขาม

ชายคนขวา แม้รูปลักษณ์เหมือนบ่าวรับใช้ แต่กลับเชิดหน้ายโส

และผู้อยู่ตรงกลาง เป็นบุรุษสวมอาภรณ์แพรสีขาว บนใบหน้าประดับรอยยิ้มเจ้าสำราญ

แรกเห็น ผู้อื่นอาจรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างเป็นมิตร

ทว่าเมื่อสบตา กลับรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูก

ประกายของดวงตาคู่นั้น เปี่ยมด้วยความหลักแหลม เฉียบคม ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้

การปรากฏตัวบุรุษทั้งสามคน…

ทำให้ผู้คนโดยรอบต่างพากันงุนงงสงสัย

จ้าวจ่านจิ๊ปากอย่างดูแคลน “ผู้ใดกัน? ข้าไม่เคยเห็นหน้า!”

“เพียงแค่ขี่ม้ามาก็สำคัญตนคิดว่าเป็นคุณชายเสียแล้ว? ช่างไร้มารยาท ไม่รู้หรือไรว่าที่นี่ที่ไหน?!”

ลิ่นจื่ออี๋ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเองก็ไม่รู้จักบุรุษทั้งสามคน

เพียงแต่รู้สึกได้ว่า บุรุษทั้งสามคนมีกลิ่นอายสูงส่ง น่าเกรงขาม

โดยเฉพาะบุรุษหนุ่มผู้ขี่ม้านำหน้ามาตรงกลาง เขาทำให้ลิ่วจื่ออี๋รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

ไม่นาน เหล่าพ่อค้าวาณิชของอำเภอเหยียนโซ่วต่างได้สติ พวกเขามองชายทั้งสามคนอย่างเหยียดหยามโดยมิได้นัดหมาย

[1] นกขนนกแห่นก (物以類聚) เป็นสำนวนจีนจากหนังสือแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือโจวอี้ (周易) คำภีร์และหนังสือคำสอนกลุ่มแรกสมัยราชวงศ์ฉิน เดิมทีหมายถึง ผู้ที่คล้ายคลึงกันมักรวมตัวกัน ต่อมาใช้ในเชิงไม่ดี คือ คนนิสัยไม่ดีที่มีกลิ่นอายคล้ายกันรวมหัวกัน

[2] คนแบ่งกันเป็นกลุ่ม (人以羣分) เป็นสำนวนจีนจากหนังสือแห่งการเปลี่ยนแปลง คือ คนมักจะอยู่รวมกลุ่มกันตามลักษณะนิสัยและความชอบ ทำให้แยกเป็นกลุ่ม ๆ ได้ หมายความว่า คนดีมักผูกมิตรกับคนดี และคนเลวก็มักอยู่รวมกันเสมอ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ