บทที่ 652 หลังหมดทุกข์ โชคดีก็ตามมา
เฉินคังหน้าซีดเผือด เขามองฉินเฟิงด้วยความสับสนและลังเล
“นายน้อยฉิน ท่าน…ไม่โกรธพวกเราหรือ?”
ฉินเฟิงไม่ได้รีบตอบ เขาก้มลงตบฝุ่นที่หัวเข่าของเฉินคัง
สำหรับพ่อค้าที่มีจิตใจดี คิดถึงผู้ค้ารายย่อยเช่นนี้ ฉินเฟิงย่อมให้ความเคารพอย่างที่สุด
“พ่อค้าเฉิน ไยถึงถามเช่นนี้?”
“ตอนก่อตั้งร้านค้าตระกูลฉินขึ้นมา ข้าเชิญพ่อค้าธัญพืชต่าง ๆ เข้าร่วม รวมถึงเจ้าด้วย”
“เรื่องนั้นข้ายังจำได้ชัดเจน”
“ในเมื่อเป็นหุ้นส่วนร้านธัญพืชตระกูลฉิน ข้าย่อมไม่ละเลย”
ได้ยินแบบนี้ หน้าขาวซีดเหมือนกระดาษของเฉินคังก็ค่อยกลับมามีเลือดฝาด
ด้วยความตื่นเต้นยิ่ง มือของเขาสั่นเทิ้มไม่หยุด
เฉินคังไม่เคยคิดว่า ฉินเฟิงจะจำเขาที่เป็นเพียง ‘พ่อค้าข้าวชั้นสอง’ ได้
เป็นเกียรติยศแก่ตระกูลจริง ๆ
“นายน้อยฉิน ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ฉินเฟิงตบหลังมือของเฉินคังเบา ๆ ราวกับปลอบไม่ให้ตื่นตระหนก
ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “พ่อค้าเฉิน ข้าไม่เพียงไม่ตำหนิเจ้า ทั้งยังรู้สึกขอบคุณมาก”
“ขอบคุณหรือขอรับ?”
เฉินคังสับสน ไม่แน่ใจว่าฉินเฟิงกำลังล้อเล่นอะไรหรือไม่
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ใช่แล้ว!”
“พ่อค้าเฉิน เจ้าคือพ่อค้ารายใหญ่จากแดนเหนือ ในแวดวงการค้าธัญพืช ข้าย่อมรู้ว่าเจ้ามีชื่อเสียมาก”
“อำเภอเหยียนโซ่วมีพ่อค้าไม่น้อยที่ติดตามเจ้ามา”
“เจ้าเป็นเหมือนธงคอยบอกทิศทางลม”
“ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ของร้านธัญพืชตระกูลฉิน และแรงกดดันคุกคามจากร้านค้าตระกูลจ้าว”
“เจ้ายังยืนหยัดอยู่ได้เนิ่นนาน ไม่ตกเป็นของตระกูลจ้าวโดยง่าน สร้างความมั่นคงในใจของพ่อค้าคนอื่น ๆ”
“เพียงเท่านี้ เจ้าก็ถือว่าเป็นผู้มีคุณูปการมากแล้ว”
แล้วฉินเฟิงก็หันไปประกาศเสียงดังว่า
“เรื่องแรก ลืมเรื่องความขุ่นเคืองใจในอดีตไปเสีย ร้านธัญพืชตระกูลฉินไม่คิดติดใจเอาความกับผู้ใดทั้งนั้น”
“ร้านธัญพืชตระกูลฉิน แม้จะตกต่ำเพียงใด ก็จะไม่เอาเปรียบผู้ใด”
“พวกเจ้าแค่ค้าขายกับร้านธัญพืชตระกูลฉินอย่างมั่นใจและสบาบใจเถอะ ข้ารับรองด้วยชื่อเสียงของข้า ฉินเฟิง จะไม่มีผู้ใดเอาเปรียบพวกเจ้าแน่นอน”
เหล่าพ่อค้าได้ยินเช่นนี้ก็นิ่งอึ้งไป จนทั้งลานเงียบกริบ
บรรดาพ่อค้าแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ฉินเฟิง…ไม่ถือโทษโกรธเคืองอย่างนั้นหรือ?!
ตู้ม
หลังความเงียบงันผ่านไป เสียงแซ่ซ้องก็ดังไปทั้งถนน
เหล่าพ่อค้าราวกับได้เกิดใหม่ พวกเขาจ้องมองฉินเฟิงด้วยสายตาร้อนแรง
“นายน้อยฉินปราดเปรื่องจริง ๆ”
“โอ้ โล่งอกไปที ข้านึกว่านายน้อยจะเอาคืนเสียแล้ว”
“ฮึ่ม พูดเช่นนี้ได้อย่างไร นายน้อยเด็ดขาดในการลงทัณฑ์ แต่ก็ทำกับเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจมากเท่านั้น กับราษฎรอย่างพวกเรานั้น ล้วนมีแต่ความเมตตา”
“ถูกต้อง! หากผู้ใดไม่เชื่อ ก็ลองไปถามชาวเมืองหลวงเถิด ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนพูดถึงคุณความดีของนายน้อยฉิน”
“หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ข้าก็กระจ่างแล้ว”
“ต่อไปต้องเลิกทำเรื่องสูญเปล่าเสีย ถ้ามาค้าขายเมืองหลวง ก็ต้องค้าขายกับร้านธัญพืชตระกูลฉิน เสียก่อน”
“ถูกต้อง นายน้อยฉินจริงใจกับพวกเรา ไม่เหมือนตระกูลจ้าวที่คอยแต่จะกอบโกยผลประโยชน์”
“เป็นอย่างเจ้าว่าจริง ๆ”
เหล่าพ่อค้าตื่นเต้นนัก
เฉินคังนิ่งอึ้งอยู่นาน ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เพิ่งรู้สึกตัว
เฉินคังย่อมเคยได้ยินมาว่าฉินเฟิงปฏิบัติต่อราษฎรอย่างดี แต่เขาไม่เคยคาดคิดว่าฉินเฟิงจะใกล้ชิดกับราษฎรถึงเพียงนี้
เสียงแซ่ซ้อยยินดีทำให้ใบหน้าของลิ่นจื่ออี๋แดงก่ำด้วยความตื่นเต้นไปด้วย
นางมองฉินเฟิงด้วยแววตาเลื่อมใสยิ่ง
หนิงหู่ก็เชิดหน้าขึ้นสูง อกผาย ท่าทีภูมิใจ พยายามกลั้นยิ้ม
“ถ้าขายธัญพืชทั้งหมดได้ ต่อให้ขายต้านละยี่สิบอีกแปะ ก็ยังนับว่ายังมีความหวัง”
“เจ้าพูดถูกต้อง อำเภอเหยียนโซ่วตอนนี้ การขายธัญพืชให้หมดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นายน้อยฉินคือผู้มาโปรดเราจริง ๆ”
ฉินเฟิงยืนกอดอก แล้วประกาศอย่างไม่เร่งรีบ
“ส่วนเรื่องที่สาม ข้าจะปรับราคาธัญพืชเป็นราคาปกติ”
“ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวในอำเภอเหยียนโซ่วอยู่ที่สามสิบอีแปะต่อต้าน”
“เราจะให้ราคาเท่าปีที่ผ่านมา”
ตู้ม!
บรรยากาศพลันร้อนระอุราวกับหม้อน้ำเดือด
ทุกคนรู้สึกราวกับฝัน สมองมึนงงไปหมด
แม้แต่เฉินคังก็ยังเบิกตากว้าง จ้องมองฉินเฟิงด้วยความตกตะลึง
กลับไปใช้ราคาปกติ? เช่นนั้น… หากเป็นเช่นนั้น นายน้อยฉินจะไม่เสียหายหรือ?
“นายน้อยฉิน ความหวังดีของท่านพวกเราย่อมรับรู้ แต่ท่านไม่ต้องลำบากถึงขนาดปรับราคาข้าวให้เท่าปีก่อนหรอกขอรับ”
“ท่านไม่ต้องให้ราคามากมายขนาดนั้น แค่ยี่สิบห้าอีแปะต่อต้าน พวกข้าก็ซาบซึ้งในบุญคุณมากแล้ว”
ฉินเสี่ยวฝูรีบสาวเท้าเข้ามาใกล้ พลางกระซิบเตือนฉินเฟิง
“นายน้อย อย่าทำเช่นนั้นเลยขอรับ”
“ตอนนี้ตระกูลจ้าวกดราคาธัญพืชไว้ต่ำกว่ายี่สิบอีแปะ เราค่อย ๆ ขึ้นราคาจะดีกว่าขอรับ”
“ถ้าขึ้นราคาพรวดพราด เราอาจจะรับไม่ไหวเสียเอง”
พ่อค้าทั้งหลายต่างรู้ถึงความปรารถนาดีของฉินเฟิง แต่ก็พากันทัดทาน
“นายน้อยฉิน ไม่ต้องให้้ถึงสามสิบอีแปะ อย่างที่เถ้าแก่เฉินบอก ให้ยี่สิบห้าอีแปะ พวกข้าก็พอใจแล้ว”
“ถูกต้อง ยี่สิบห้าอีแปะ พวกข้าก็อยู่รอดได้แล้ว”
“โดนตระกูลจ้าวเล่นงานเช่นนี้ พวกข้าไม่หวังกำไรมานานแล้ว ขอเพียงคืนทุนได้ก็พอใจนัก”
ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทุกคน
ฉินเฟิงยังคงยืนกราน
“คืนทุนได้ก็พอใจแล้ว? คิดแบบนั้นไม่ได้!”
“ครอบครัวของพวกเจ้ายังรอเงินจากพวกเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือไร?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ