เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 66

บทที่ 66 มองอย่างเป็นธรรม

ด้วยสถานะของจี้อ๋องย่อมไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างกรมกลาโหมกับกรมคลัง เขาจึงตรงเข้าประเด็นทันที “การประลองครั้งนี้ยากจะตัดสินใครแพ้ใครชนะ ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ประลองทั้งคู่ก็แข่งขันในเรื่องที่แตกต่างกัน หากเป็นการแข่งขันพลังกาย ฉินเฟิงย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหนิงหู่”

สิ้นประโยคนั้น หนิงชิงเฉวียนพลันยินดี เขาแอบถอนหายใจ “สมแล้วที่เป็นท่านอ๋องผู้เฒ่า ยุติธรรมจริง ๆ!”

หนิงหู่ที่ดูหดหู่อยู่ตลอดเวลา ดวงตาลุกวาวขึ้นมา ส่วนเสนาบดีกรมกลาโหมก็แทบจะคุกเข่าคำนับจี้อ๋องในทันที

ฉินเทียนหู่ใจเต้นรัว

แม้จี้อ๋องจะไม่ได้จงใจทำร้ายฉินเฟิง แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเห็นด้วยกับคำพูดฝ่ายกรมคลัง หากบุตรชายของเขาถูกตัดสินว่าพ่ายแพ้ ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาก็จะไร้ประโยชน์

เมื่อมองไปที่ฉินเฟิงซึ่งนั่งไขว้ขาเคี้ยวเมล็ดแตงโมทำท่าทางเหมือน ‘ไม่ใช่เรื่องของตนเอง’ อยู่ไม่ไกล ฉินเทียนหู่ก็แทบจะอาเจียนออกมาเป็นเลือด

ในขณะที่ทุกคนคิดว่าจี้อ๋องจะตัดสินให้หนิงหู่ชนะ จี้อ๋องกลับเปลี่ยนเรื่อง

“แต่…ดูเหมือนทุกท่านจะมองข้ามเรื่องการเดิมพันไป นี่ไม่ใช่การประลองระหว่างบุรุษแต่เป็นการพนันอย่างชัดเจน ในเมื่อเป็นการพนันก็ต้องอธิบายกฎทั้งหมดให้ชัดเจน การที่ทุกท่านไม่อธิบายกติกาให้กระจ่างตั้งแต่แรกก็เท่ากับว่ายอมรับการต่อสู้ด้วยสติปัญญาแล้ว ต่อให้ฉินเฟิงจะฉวยโอกาสเล่นลูกไม้จริง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าผิดกฎของการเล่นพนันครั้งนี้”

“ประการที่สอง แม้ฉินเฟิงจะชนะการประลองทั้งสองครั้งด้วยสติปัญญา แต่ไม่ว่าจะคานงัดหรือรอกเชือกต่างก็ถูกสร้างขึ้นอย่างเปิดเผยต่อหน้าทุกท่าน นี่ถือเป็นการใช้ปัญญามากกว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยม เสนาบดีกรมคลังกล่าวว่า วิธีการของฉินเฟิง ต่อให้เป็นเด็กวัยสามขวบก็สามารถเอาชนะหนิงหู่ได้ นี่ไม่ถือเป็นการพิสูจน์หรือว่า ทักษะอันชาญฉลาดของฉินเฟิงมีประโยชน์และใช้งานได้จริง?”

“ใต้เท้ากรมโยธาก็อยู่ที่นี่ด้วย เขาย่อมเข้าใจหลักการของคานงัด ไม่ทราบว่าใต้เท้าสามารถสร้างคานงัดเพื่องัดหม้อทันทีได้อย่างฉินเฟิงหรือไม่”

เมื่อเผชิญกับคำถามของจี้อ๋อง กรมโยธาก็ไม่กล้าลังเลจึงรีบส่งผู้ช่วยเสนาบดีไปตอบว่า “ขอตอบท่านอ๋องผู้เฒ่า หลักการของคานงัดหาได้ซับซ้อนไม่ แต่ปัญหาคือหม้อนั้นหนักเกินไป ต้องคำนวณอย่างรอบคอบจึงจะสามารถงัดหม้อได้ด้วยกำลังที่เหมาะสม นอกจากนี้ความแข็งแรงของไม้ที่ใช้ทำคานงัดเองก็เป็นปัญหาเช่นกัน”

“เมื่อไม้ธรรมดายาวขึ้นระดับหนึ่ง มันจะไม่สามารถรับน้ำหนักของตัวเองได้ อย่าว่าแต่ยกหม้อเลย เกรงว่าไม้จะหักตั้งแต่แรกแล้ว ถ้ากระหม่อมมองไม่ผิด ไม้ที่ฉินเฟิงใช้เป็นไม้เนื้อแข็ง อีกทั้งบนไม้ก็มีส่วนต่อประสาน นอกจากการใช้ตะปูจับเพื่อเชื่อมต่อก็ยังมีเชือกจำนวนมากพันอยู่รอบ ๆ ด้วย”

“หลังจากคำนวณอย่างรอบคอบแล้ว ฉินเฟิงแก้ไขปัญหาเรื่องความแข็งแรงของท่อนไม้ได้ในครึ่งถ้วยชา มากไปกว่านั้นผลลัพธ์ที่ออกมายังประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกอีกด้วย ต่อให้เรียกช่างฝีมือหลายสิบคนมาจากกรมโยธาก็ยังต้องใช้เวลาสักหนึ่งก้านธูป เพื่อก่อสร้างให้แล้วเสร็จ”

เมื่อได้ยินคำตอบจากผู้ช่วยเสนาบดีกรมโยธา เหตุการณ์โดยรอบก็เงียบลง แม้แต่กรมคลังที่ก่อนหน้านี้ส่งเสียงฮึดฮัดก็ยังไม่ขยับ

พระเนตรของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเป็นประกาย คราแรกแม้แต่พระองค์ยังเชื่อว่า ฉินเฟิงแค่ใช้กลอุบาย คิดไม่ถึงว่าการสร้างคานงัดจะต้องใช้ทักษะอันประณีตเช่นนี้ เมื่อนึกถึงกลยุทธ์ทางทหาร และภาพส่วนประกอบหน้าไม้ที่ฉินเฟิงเคยนำเสนอ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ยิ่งชื่นชมฉินเฟิงมากขึ้น

เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยกมือปิดปาก สายตาที่มองไปยังฉินเฟิงค่อย ๆ เปลี่ยนไป “คาดไม่ถึงว่าเจ้าคนไร้ยางอายผู้นี้ จะมีความสามารถจริง ๆ”

จี้อ๋องหันกลับไปมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม “ฉินเฟิงชนะการประลองสองครั้งติดต่อกัน โดยอาศัยความสามารถของตนเอง หาใช่การฉวยโอกาส ดังนั้นข้าขอประกาศว่า ฉินเฟิงชนะ!”

สิ้นประโยคนั้น ปฏิกิริยาของผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ก็แบ่งออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายกรมคลังไร้ชีวิตชีวา ในขณะที่ฝ่ายกรมกลาโหมส่งเสียงร้องยินดี

ขุนนางที่วางตัวเป็นกลางก็แสดงความยินดีกับฉินเทียนหู่ด้วยเช่นกัน

ใบหน้าของจี้อ๋องเขียวคล้ำ แทบจะทุบถ้วยชาลงบนหัวของนายน้อยฉิน

คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าทำไมจี้อ๋องถึงมีท่าทีตอบสนองที่รุนแรงเช่นนี้ แต่ฉินเฟิงกระจ่างดีอยู่ในใจ

อ๋องผู้เฒ่าและฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต เขาย่อมต้องช่วยฝ่าบาทแก้ปัญหา ช่วยฉินเฟิงก็เท่ากับช่วยฮ่องเต้ คนทั้งลานนี้อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องเต้ได้ มีเพียงจี้อ๋องที่จะไม่ทำเช่นนั้น วางตนออกจากราชสำนักหรือ? มองอย่างเป็นธรรมหรือ? ประโยคพวกนี้ฟังให้พอสนุกเป็นใช้ได้ อย่าถือเป็นจริงเป็นจังนัก

ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาที่แทบจะกินเนื้อคนของจี้อ๋อง เขายังคงเปิดเผย ‘สายสัมพันธ์ส่วนตัว’ ของตนกับอ๋องเฒ่าอย่างไร้ยางอายต่อไป

“ท่านอ๋องเฒ่า น้ำตาลพวกนั้นท่านกินไปก่อน พอหมดแล้วแค่ส่งบ่าวรับใช้มาบอกก็พอ หลานชายจะเอามาส่งให้ท่านเอง”

จี้อ๋องอายุมากแล้ว เขาเกือบจะโกรธเป็นลม คราวนี้ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำหวงเหอก็คงไม่สามารถล้างมลทินได้ ไม่นานข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงว่าจี้อ๋องมี ‘สายสัมพันธ์ส่วนตัว’ กับนายน้อยฉิน

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเห็นทุกการกระทำของฉินเฟิงแจ่มแจ้ง อดไม่ได้ที่จะทรงพระสรวลเสียงดัง “เจ้าเด็กคนนี้รู้วิธีหาทางสร้างสายสัมพันธ์เสียด้วย ความสัมพันธ์ที่ไร้ยางอายเช่นนี้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้เจิ้นจริง ๆ”

ขณะเดียวกัน สาวใช้ตัวน้อยที่ทำหน้าที่สืบข่าวก็วิ่งกลับไปที่ห้องโถงด้านข้างด้วยอาการหอบหนัก

แขกสตรีที่รออยู่อีกด้านร้อนใจมานานแล้ว เมื่อเห็นว่าในที่สุดสาวใช้ก็กลับมาจึงเริ่มซักถาม

“เป็นอย่างไรบ้าง? รู้ผลหรือยัง?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ