บทที่ 661 พี่น้องได้พบหน้า
เฉินซือทำทีเป็นสงบ
“ฉินเฟิง ทหารในค่ายเทียนจีของเจ้าแข็งแกร่งนัก”
“ถ้าพวกเขารวมกำลังกันเป็นกองทัพใหญ่ ในสนามรบ ข้าเกรงว่าแม้แต่กองพลพญาอินทรีของเป่ยตี๋ ก็ยังต้องหลีกทางให้”
คำพูดของเฉินซือแฝงไปด้วยความหมาย
แม้ถ้อยคำจะเหมือนกล่าวชมเชยค่ายเทียนจี
แต่ความหมายแฝงก็ชัดเจนมาก…
แม้ค่ายเทียนจีจะเก่งกล้าเพียงใด แต่ด้วยจำนวนที่จำกัด ย่อมหนีไม่พ้นความตาย
ด้วยกำลังพลเพียงเท่านี้ ถ้าไปอยู่ในสนามรบ ก็อาจถูกบดขยี้ได้ง่าย ๆ
เฉินซือไนเลยจะไม่รู้ ฉินเฟิงพาเขามาค่ายเทียนจี ก็เพียงแสดงพลังในมือให้ได้เห็น
แม้สงครามจะยุติลงแล้ว แต่การประลองกำลังทหารยังไม่จบ เพียงแต่ย้ายจากสนามรบมาที่โต๊ะเจรจาเท่านั้น
ฉินเฟิงหัวเราะออกมา
“แม่ทัพเฉินกล่าวได้ถูกต้อง จุดอ่อนเดียวของค่ายเทียนจีก็คือ มีคนน้อยเกินไป”
“อย่าว่าแต่กองทหารม้าทมิฬเลย แม้แต่การฝึกองครักษ์ค่ายเทียนจีเพียงคนเดียวก็ต้องใช้เงินมากกว่าการฝึกทหารธรรมดาหลายสิบเท่า”
“แต่อย่างไรเสีย ทหารค่ายเทียนจีก็ล้วนเป็นมนุษย์”
“แม้จะผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ก็ไม่อาจต่อกรกับข้าศึกที่มากกว่าถึงสิบเท่าได้”
“บางทีนี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า ลงทุนไม่คุ้มค่า”
พอเห็นฉินเฟิงแสดงความ ‘ถ่อมตน’ เฉินซือผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะลั่น
ฉินเฟิงเติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ เขาเด็ดขาดขึ้นมาก
ยามอ่อนแอก็รู้จักซ่อนเขี้ยวเล็บ
แต่ถ้าเจียมตนมากไป ก็จะดูเสแสร้ง
“ค่ายเทียนจี แม้ไม่อาจพลิกผลแพ้ชนะในสงครามได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่ายเทียนจีเล็ก ๆ ของเจ้า สามารถต้านกองทัพใหญ่ได้”
“เมื่อครั้งศึกระหว่างแคว้น ข้าเองก็ได้ประจักษ์ความเก่งกาจของกองทหารม้าทมิฬและองครักษ์ค่ายเทียนจีของเจ้าแล้ว”
“ฉินเฟิง ต่อให้เจ้าจะถ่อมตนอย่างไร ก็ไม่อาจปิดบังความแข็งแกร่งทหารค่ายเทียนจีได้”
“ข้าจะพูดกับเจ้าตรง ๆ หากทำศึกกันอีกครั้ง สิ่งแรกที่ข้าจะทำ ย่อมต้องเป็นหารสืบหาทหารค่ายเทียนจี”
“เมื่อเจอแล้ว ก็จับตาดูไม่ให้คลาด เมื่อข้าทำเช่นนั้นแล้ว ด้วยจำนวนน้อยนิดของทหารค่ายเทียนจี ย่อมไม่สามารถก่อคลื่นลมอะไรได้อีก”
เฉินซือเอ่ยเตือนฉินเฟิงอย่างตรงไปตรงมา
แต่ฉินเฟิงยังคงแย้มยิ้ม ท่าทีนิ่งสงบ
“เรียนรู้จากความผิดพลาดหรือ? แม่ทัพเฉินคงไม่ได้กำลังเยาะเย้ยข้ากระมัง?”
“ฮ่า ๆ เมื่อจุดอ่อนของค่ายเทียนจีชัดเจนถึงขนาดนี้ ถ้าข้าไม่พยายามแก้ไขอย่างสุดกำลัง นั่นไม่โง่เขลาเกินไปหรือ?”
“ข้าคิดเช่นนี้ รอให้การเจรจาระหว่างสองแคว้นสิ้นสุด ก็จะขยายกองทหารม้าทมิฬให้เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งหมื่นนาย”
“ส่วนองครักษ์ค่ายเทียนจี ขยายเป็นหนึ่งพันนาย”
“เช่นนี้ก็จะปกป้องตนเองได้”
พอได้ยินคำว่า ‘ปกป้องตนเอง’ เฉินซือหัวเราะออกมา
ด้วยกองทหารม้าทมิฬและองครักษ์ค่ายเทียนจีเพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะต้านกองทัพที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีได้แล้ว
ถ้าเพิ่มจำนวนเป็นหมื่นคน แล้วตั้งฐานทัพอยู่ที่ชายแดนเหนือ
เช่นนี้แล้วจะไม่ทำให้ทั้งแคว้นเป่ยตี้หวาดผวา ไม่เป็นอันกินอันนอนหรือ?
ขณะที่เฉินซือกำลังครุ่นคิด ฉินเฟิงก็ถอนหายใจออกมา ท่าทีลำบากใจและเขินอาย
“แต่การจะทำเช่นนั้นก็ต้องใช้เงินมหาศาล”
“เฮ้อ เหมือนว่าข้าจะต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินอีกแล้ว”
แม้ฉินเฟิงจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่เฉินซือกลับหัวเราะไม่ออก
เห็นได้ชัดว่า ฉินเฟิงไม่ได้กำลังพูดเล่น
เขาคิดจะขยายกองทหารม้าทมิฬและหน่วยองครักษ์ค่ายเทียนจีให้ใหญ่ขึ้นจริง ๆ
แล้วไหนจะกองทัพทหารเป่ยซีที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน และกองทัพของแม่ทัพทั้งสามแห่ง ชายแดนเหนืออีก
เพียงแค่กำลังพลของชายแดนเหนือก็เพียงพอจะทำให้เป่ยตี๋ไม่กล้าขยับทำการใดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น!
ถ้าเทียบกับกองกำลังแบบเดิม ๆ ของแคว้นต้าเหลียง
กองทัพในมือฉินเฟิงล้วนเป็นทหารหาญที่เชี่ยวชาญการศึกกลางสนามรบ ดุดันและไม่เกรงกลัว ราวกับเสือหิว หมาป่ากระหาย
“ย่อมไม่มีผู้ใดปรารถนาจะต่อสู้”
“ส่วนบนโต๊ะเจรจา จะเจรจาตกลงกันอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิตแล้ว”
ฉินเฟิงพยีกหน้า ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “จริงอย่างที่ท่านว่า ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต”
“ท่านแม่ทัพเฉิน ไปกับข้าอีกหน่อยเถอะ ข้าจะพาไปชมทางเหนือของเมืองหลวง ที่นั่นมีทั้งภูผา สายน้ำ และผู้คนมากน้ำใจ”
“อย่าดูถูกผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นเชียว แม้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกบัณฑิตหยิ่งผยองและเคร่งครัด แต่หากผู้ใดกล้าล่วงล้ำแผ่นดินของพวกเขา พวกเขาก็จะสู้จนถึงที่สุดโดยไม่ลังเล”
เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิงที่พูดเป็นนัย ๆ
เฉินซือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
ทั้งสองคนพูดคุยและหัวเราะ พากันมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของเมือง
ช่วงขณะเดียวกัน ที่พระราชวังต้องห้าม โรงดอกไม้ทิศตะวันตก
หลี่เซียวหลานกับหลิ่วหงเหยียนนั่งอยู่ด้วยกัน สองพี่น้องพบหน้า
เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงที่อยู่ด้านข้างตื้นตันใจนัก
“คุณหนูรอง ไยท่านเพิ่งมาเจ้าคะ?”
“นายน้อยก็เหมือนกัน ทำไมไม่รู้จักปล่อยให้ท่านมาเยี่ยมเยียนคุณหนูสามบ้าง”
“คุณหนูสามอยู่ในพระราชวังเพียงลำพังเงียบเหงานัก ช่างน่าเบื่อหน่าย ไม่รู้ได้เลยว่าวันเวลาแสนจืดชืดเช่นนี้ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด”
เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงต่างก็ร่ำร้องระบายความทุกข์ใจออกมา
หลิ่วหงเหยียนถลึงตาหยอก ก่อนเอ่ยเย้าว่า “พวกเจ้าคิดถึงข้าจริงหรือ? ไม่ใช่ว่าคิดถึงแต่เฟิงเอ๋อร์หรือไร”
“จะกล่าวว่าในวังหลังน่าเบื่อหน่ายก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่ไม่มีเฟิงเอ๋อร์อยู่พวกเจ้าก็เลยเบื่อกระมัง?”
ได้ยินแบบนี้ สาวใช้ทั้งสองก็กหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
แล้วหลิ่วหงเหยียนก็หันไปหาหลี่เซียวหลาน จับมือน้องหญฺงสามพลางมองอย่างพิจารณา ก่อนผ่อนลมหายใจแผ่วเบา
“เซียวหลาน เจ้าผอมลงไปมาก”
“อาหารในพระราชวังไม่ถูกปาก หรือถูกผู้ใดรังแกกัน?”
หลี่เซียวหลานพลันอบอุ่นหัวใจ
เมื่อรับรู้ว่ายังมีครอบครัวที่แท้จริงคอยห่วงใยนางอยู่เสมอ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ