เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 683

บทที่ 683 วันนี้มาถึงเสียที

พอได้ฟังคำพูดของฉินเฟิง หนิงหู่จมดิ่งอยู่กับความเงียบงัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตาเขาสั้น หรือสายตาของฉินเฟิงลึกล้ำเกินไป

การเจรจาสงบศึกยังไม่ทันเริ่ม ฉินเฟิงก็คิดไกลไปถึงเพียงนั้นแล้ว

ผู้อื่นต่างบอกว่า ฉินเฟิงก้าวหนึ่งก้าว มองไกลไปสามก้าว

แต่ในสายตาของหนิงหู่ ชัดเจนว่า นายน้อยฉินก้าวหนึ่งก็มองไปถึงสิบแล้ว

ไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดฝ่าบาทผู้ทรงพระปรีชาสามารถ ก็ยังไม่อาจละเลยนายน้อยฉิน

เมื่อเห็นหนิงหู่นิ่งไป ฉินเฟิงก็ไม่ได้เซ้าซี้ เพียงแต่พูดต่อ

“ตอนนี้ ข้าจะตอบคำถามของเจ้า”

“เหตุใดถึงเข้มงวดกับหลิ่วหมิงหรือ?”

“ก็เพราะ นับตั้งแต่วินาทีที่เราถูกฝ่าบาทระแวง พวกเราก็ไม่มีทางถอยอีกแล้ว”

“ไม่ว่าฝ่าบาทจะคิดอย่างไร ข้ากับฝ่าบาทไม่มีทางกลับมาคืนดีกันได้”

“เส้นทางนี้ถูกกำหนดให้เป็นดั่งการเดินบนเส้นลวด ถ้าก้าวพลาดก็มีแต่ความพินาศรอยู่เท่านั้น”

“และสิ่งที่จะทำลายข้าได้มากที่สุด ก็ไม่ใช่พลังจากภายนอก แต่เป็นคนทรยศจากภายใน”

“ด้วยเหตุนี้ การใช้คนจึงต้องระมัดระวังยิ่ง จะให้มีข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด”

“ผู้ใดมีจุดยืนหรือเจตจำนงสั่นคลอน แม้เพียงเล็กน้อยก็จำเป็นต้องคัดออกทันที”

“เหมือนที่เจ้ากล่าว หลิ่วหมิงแบกรับภาระหนักอึ้ง”

“ถ้าจะกล่าวให้ชัด จุดยืนของหลิ่วหมิงเกี่ยวพันถึงชีวิตและความตายของพวกเรา”

“การตำหนิเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องทดสอบอย่างเข้มงวด จนกว่าจะแน่ใจว่า เขาเหมาะสม ถึงจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้ได้”

คำอธิบายของฉินเฟิง หนิงหู่เข้าใจดี

มีเพียงตระกูลฉินและเหล่าพี่น้องที่ร่วมต่อสู้ก้วยกันมาตั้งแต่แรกเริ่มที่พอวางใจได้

ส่วนผู้อื่น ล้วนต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่อาจวางใจอย่างสมบูรณ์ได้ทันที

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเช่นหลิ่วหมิง คนใหม่ที่ได้รับหน้าที่สำคัญแบบนี้ยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก

“พี่ฉิน ข้าโง่เขลานัก”

หนิงหู่ก้มหน้าลงต่ำ

การที่เขาอยากช่วยหลิ่วหมิง จนถึงกับเอ่นปากกับฉินเฟิง นี่ก็เป็นการแสดงถึง ‘จุดยืนที่ไม่มั่นคง’ แล้ว

ฉินเฟิงหัวเราะ เขาตบบ่าหนิงหู่เบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

เทียบกับการตำหนิหลิ่วหมิงอย่างเข้มงวด ฉินเฟิงกลับใจกว้างกับหนิงหู่นัก

เหตุผลนั้นง่ายดาย

หนิงหู่กับหลิ่วหมิงไม่เหมือนกัน

หนิงหู่เป็นเพียงนักรบ มีเป้าหมายเพียงการออกรบ สังหารศัตรู สร้างความดีความชอบ เพียงแค่มีความรู้ทางทหารที่แข็งแกร่ง

ด้านกลอุบาย หนิงหู่ก็ยังไม่เชี่ยวชาญนัก

แน่นอน

ฉินเฟิงไว้วางใจหนิงหู่เพราะเขาเป็นสหายด้วย และอีกประการหนึ่งคือ ด้วยนิสัยของหนิงหู่ที่เป็นคนซื่อตรง ไม่ชอบเก็บงำเรื่องค้าคาใจ เขาย่อมไม่ก่อภัยคุกคามต่อฉินเฟิง

“พี่หนิง พรุ่งนี้ก็จะเริ่มเปิดโต๊ะเจรจาแล้ว”

“นับตั้งแต่คณะทูตเป่ยตี๋เข้าเมืองหลวง พวกเขาซุกตัวอยู่ในจวนพักมาตลอด ข้าไม่รู้เลยว่า พวกเขาคิดแผนการใหญ่อะไรไว้บ้าง”

“ยามขึ้นโต๊ะเจรจา ก็คงจะเป็นการต่อสู็ที่ดุเดือด”

“ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นนี้ คาดว่ากลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองหลวง จะต้องมีการเคลื่อนไหวแน่”

“เป้าหมายของพวกเขาแตกต่างกันไป”

“บางคนหวังทำลายการเจรจาสันติภาพ หวังให้ต้าเหลียงกับเป่ยตี๋ทำสงครามกันต่อ ที่ดีที่สุดคือให้จมปลักอยู่ในห้วงสงครามตลอดไป”

“บางกลุ่มก็หวังฆ่าหานอวี้หมิง ไม่อยากให้ข้ากับแคว้นเกาชานใกล่ชิดกันมากเกินไป”

“และบางคนก็ฉวยใช้โอกาจนี้ แก้แค้นส่วนตัว”

“พรุ่งนี้ เจ้านำกองกำลังบางส่วนของค่ายเทียนจีมาประจำที่หมิ่งเยว่ไจ เตรียมพร้อมรับมือเหตุไม่คาดฝัน”

“ส่วนจ้าวอวี้หลงนั้น ให้ดูแลเรื่องในค่ายเทียนจี”

“ถ้าไม่คุกคามเรา ต่อให้พวกไร้ประโยชน์ทำเรื่องไร้สาระก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”

“เจ้าเด็กนี่พูดจาไร้สาระเก่งเสียจริง”

“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าตื่นแล้วก็ดี ข้าจะยอมทนฟังเรื่องเหลวไหลสักครั้ง เอาละ รีบไปกินข้าวกินปลาที่ห้องโถงใหญ่เถอะ จะได้เร่งเข้าวัง”

“ท่านพ่อเข้าวังไปตั้งแต่ชั่วยามก่อนแล้ว”

“ตอนนี้ เจ้าหน้าที่เจรจาสันติภาพมาพร้อมหน้า เหลือเพียงเจ้าคนเดียว”

ฉินเฟิงถอนหายใจ ไม่ได้ไปไหว้สุสานเสียหน่อย จะไปเร็วเพียงนั้นเพื่ออะไรกัน

นายน้อยฉินไม่ได้รีบร้อน จริง ๆ จงใจถ่วงเวลาด้วยซ้ำ ขอเพียงไปทันนาทีสุดท้ายก็พอไม่ใช่หรือ?

ช่วงเวลาเดียวกัน ท้องพระโรงแออัดไปด้วยผู้คน

เพียงแค่เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการเจรจาก็มีถึงยี่สิบคน

ตอนนี้มาถึงสิบเก้าคนแล้ว เหลือเจ้าคนขี้เกียจคนใดไม่ต้องสงสัยเลย

แต่ฉินเทียนหู่ก็จนปัญญาจริง ๆ

“เจ้าเด็กสารเลวนั่น รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้มีการเจรจาสันติภาพ แต่กลับอืดอาดเชื่องช้า ไม่ใส่ใจ”

“ไใาคิดจะไว้หน้าข้าเลยใช่หรืไม่!”

เห็นฉินเทียนหู่ทุบอกชกหักตัวเองอยู่ ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดขึ้นว่า

“ฮ่า ๆๆ ใต้เท้าฉิน อย่าได้โกรธไปเลย จะเสียสุขภาพเสียเปล”

“เรื่องที่บุตรชายของท่านไม่ชอบเข้าประชุมเช้า ไม่ใช่ความลับอะไรในเมืองหลวง”

“อย่าว่าแต่การเจรจาวันติภาพเลย แม้แต่ฝ่าบาทเรียกพบ เขาก็ต้องลีลาอยู่พักกว่าจะยอมมาไม่ใช่หรือ”

“แต่พูดก็พูดเถอะ การเจรจาคราวนี้จะขาดใครก็ได้ แต่ไม่อาจขากบุตรชายของท่าน”

“ด้วยมีเพียงเขาที่สามารถควบคุมคณะทูตเป่ยตี๋ได้”

เหล่าขุนนางที่อยู่รอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วย

เสนาบดีสำนักศึกษาหลวงไพล่มืออยู่ด้านหลัง กล่าวอย่างหนักแน่น

“หัวหน้าคณะทูตเป่ยตี๋คือหลู่หลี ขุนนางสายเหยี่ยวที่อันตรายที่สุดของเป่ยตี๋”

“ผู้ที่สามารถควบคุมเขาได้มีไม่มาก”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ