บทที่ 690 กวาดล้างชายแดน
นับตั้งแต่ถูกโจมตี หลู่ชิวและผู้ใต้บังคับบัญชาต่างเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งหนี
ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือม้าศึกต่างก็สูญเสียพละกำลังไปมาก
ขณะที่ทหารม้าเกราะเบาของเป่ยซีพึ่งพาการสนับสนุนจากกองกำลังเสริมที่ตามมา สลับกันพักผ่อนต่อเนื่อง
ฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลง อีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้น
เมื่อเผชิญหน้ากับการไล่ล่าของทหารม้าเกราะเบาของเป่ยซี เพียงชั่วหนึ่งก้านธูป กองทหารม้าเป่ยตี๋ก็ถูกตามทัน
การปะทะดุเดือดเริ่มขึ้น
หลู่ชิวปล่อยมือทั้งสองข้างจากบังเหียน ทว่าขาก็ยังกระทุ้งท้องม้า กระตุ้นให้ม้าวิ่งต่อ ขณธเดียวกันก็หาโอกาสพลิกตัวกลับไปยิงธนู
ด้วยความเชี่ยวชาญในการยิงธนู เขายิงทหารม้าเกราะเบาของเป่ยซีคนหนึ่งร่วงจากหลังม้า
ท่ามกลางความวุ่นวาย ทหารม้าเกราะเบาคนนั้นก็ถูกม้าวิ่งเหยียบ ตัวโชกเลือด
“ทหารส่งสาร!”
“ทหารส่งสารหายไปตายที่ไหนแล้ว?!”
“รีบส่งคำสั่งลงไปโดยเร็ว ให้ทุกคนมุ่งหน้าไปยังเมืองใกล้เคียง หากพลัดหลงจากกองทัพ ให้ฝ่าวงล้อมออกไปเอง!”
หลู่ชิวยิงธนูต้านพลางถอย
ด้วยการนำของเขา กองทหารม้าเป่ยตี๋ที่เหลือแสดงฝีมือเต็มที่
กองทัพทหารม้าเป่ยตี๋ใช้ความสามารถทั้งหมดต้านทานทหารม้าเกราะเบาเป่ยซี แต่การบาดเจ็บสูญเสียก็ยังหนักหนา
ท้ายที่สุดแล้ว พอเป็นฝ่ายถูกล่า กองทัพทหารม้าเป่ยตี๋ทำได้เพียงควบม้าหนี พลางเหลียวกลับมายิงธนูตอบโต้เป็นครั้งคราว
ขณะที่ทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีที่มีฝีมือการยิงธนูไม่ได้ด้อยไปกว่าทหารเป่ยตี๋ รุดหน้าเต็มกำลัง ทั้งยังยิงธนูไปด้านหน้า
ชัดเจนว่าทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีได้เปรียบกว่ามาก
เป่ยตี๋สูญเสียหนัก ตาชั่งแห่งชัยชนะกำลังเอียงไปทางฝ่ายผู้ไล่ล่า
แต่ในฐานะคนท้องถิ่น กองทหารม้าเป่ยตี๋ยังได้เปรียบในเรื่องความคุ้นเคยในพื้นที่
หลู่ชิวพิจารณาลักษณะภูมิประเทศโดยรอบ ที่นี่ห่างจากอำเภอเข่อหลานที่ใกล้ที่สุดไม่ถึงยี่สิบลี้ เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้าอดทนไว้ ขอเพียงไปถึงเข่อหลาน กองทัพเป่ยซีย่อมไม่กล้ารุกต่อ!”
ขณะที่หลู่ชิวกำลังตะโกนปลุกขวัญกำลังใจ จู่ๆ เขาก็เสียการทรงตัว
ร่วงจากหลังม้า กระแทกพื้นอย่างแรง
หลู่ชิวเกือบตายคาที่แล้ว
โชคดีเกราะที่สวมใส่อยู่ช่วยลดแรงกระแทก กระนั้น แขนซ้ายของเขาก็ยังหัก
หลู่ชิวกัดฟันแน่น ทนความเจ็บปวด ลุกขึ้นจากพื้นด้วยสภาพมอมแมม
เดิมทีเขาคิดว่า ม้าถูกธนูของทหารเป่ยซี แต่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว กลับพบว่าม้าไม่ได้ถูกยิง
ทว่าม้ากลับนอนราบกับพื้น ไม่ว่าหลู่ชิวจะเฆี่ยนตีอย่างไร ก็ไม่ยอมลุก
ม้าพ่นฟองขาวออกมาจากปากและจมูกไม่หยุด
แม้แต่ม้าศึกที่ดีที่สุดก็ถึงขีดแล้ว หลังวิ่งตะบึงหนักหน่วง ม้าล้มลงเพราะหมดแรง
“มาทางนี้ เร็วเข้า”
หลู่ชิวโบกแขนซ้าย ตะโกนเรียกสหายร่วมรบที่อยู่ไม่ไกล
ทว่าตอนที่สหายร่วมรบควบม้ามาช่วยเหลือ เขาก็ถูกธนูของศัตรูยิงร่วง
ทหารม้าเป่ยตี๋ที่เหลือเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รั้งบังเหียนม้า
“แม่ทัพหลวี่ตกม้า รีบไปช่วยเร็วเข้า!”
“ฮึ่ม! สู้กลับ!”
“ไอ้พวกต้าเหลียง ข้าจะสู้กับเจ้าเอง!”
ทหารม้าเป่ยตี๋หลายสิบนายควบม้ากลับมาอยู่ข้างกายหลู่ชิว ชั่วพริบตาก็ถูกกองทัพเป่ยซีที่ไล่ล่ามาปิดล้อม
ทหารม้าเป่ยตี๋รวมตัวกัน โอบล้อมคุ้มครองหลู่ชิวไว้ตรงกลาง พลางยิงธนูใส่ทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีล้อมอยู่รอบ ๆ
ทหารม้าเกราะเบาเป่ยซีไม่ยอม รวมกำลังปิดล้อมแน่นหนา พร้อมยิงธนูใส่อย่างไม่ปรานี
ชั่วอึดใจเดียว ทหารม้าที่อยู่รอบตัวหลู่ชิวก็ถูกยิงร่วงไปสิบคนแล้ว
บนสนามรบ จำนวนทหารและแม่ทัพสำคัญยิ่ง
“เจ้าเป็นใคร? ดำรงตำแหน่งใด แจ้งนามมาเดี๋ยวนี้!”
เผชิญหน้ากับคำถามของสวีผิง หลู่ชิวไม่เอ่ยคำใด สองเท้าเหยียบคันธนู เตรียมยิง
สวีผิงพลันใช้แหลนม้าแทงทะลุไหล่ ตรึงเขาติดกับพื้น
เลือดไหลทะลัก
หลู่ชิวกัดฟันแน่น ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
สีหน้าของสวีผิงเผยแววชื่นชม “เจ้าช่างเป็นกล้าหาญจริง ๆ”
“ข้าควรจะจับเจ้ากลับไปอำเภอเป่ยซี ให้องครักษ์เสื้อแพรเป็นคนถามเจ้า”
“แต่เห็นแก่ความกล้าหาญและจงรักภักดี ข้าจะเหลือเกียรติสุดท้ายให้”
“ในมณฑลนี้ ทหารเป่ยซียึดไปได้เจ็ดอำเภอแล้ว!”
“กำแพงป้อมปราการของเป่ยตี๋ต่ำเตี้ย อาวุธยุทโธปกรณ์ล้าหลัง เทียบกับป้อมปราการของต้าเหลียงก็เป็นเพียงกระดาษบาง ๆ แทงทะลุได้ง่ายดาย”
“ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ กองทัพของข้าจะยึดครองทั้งมณฑล พวกเจ้าอย่าได้ดิ้นรนต่อสู้อย่างไร้ความหมายเยี่ยงสัตว์ที่ถูกล้อมจับอีกเลย”
แขนขวาของหลู่ชิวหัก ไหล่ซ้ายก็ถูกแทงทะลุ ไม่อาจจับอาวุธได้อีกต่อไป
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสวีผิง สายตาเขายังคงเดือดดาล ไร้ความหวาดกลัว
หลู่ชิวตวาดด้วยเสียงเกรี้ยว
“ต้าเหลียงไร้ซึ่งสัจจะ อาศัยช่วงการเจรจาสันติภาพโจมตีดินแดนเป่ยตี๋เรา!”
“ถ้ากองพลพญาอินทรีและกองพลหมาป่าเหมันต์อยู่ที่นี่ พวกเจ้าก็เป็นเพียงสุกรที่ถูกเชือดทิ้ง!”
เผชิญกับคำด่าทอของหลู่ชิว
สวีผิงไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “พูดถึงเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ เทียบกับเป่ยตี๋แล้ว ต้าเหลียงของข้าต้องยอมแพ้อย่างราบคาบ”
“พวกเจ้าพ่ายแพ้สงคราม เป็นฝ่ายขอสงบศึก แต่กลับไม่มีสำนึกของผู้แพ้สงคราม โอหังอวดดี ไม่มีความถ่อมตนแม้แต่น้อย”
“ถ้าไม่ทำให้พวกเจ้าเจ็บปวดเสียบ้าง จะมีการเจรจาเกิดขึ้นหรือ?”
“เรื่องบ้านเมืองเช่นนี้ หารือกับเจ้าไปก็ไม่ได้อะไร!”
สิ้นเสียง สวีผิงดึงแหลนม้าออกจากไหล่หลู่ชิว ขณะหันกลับ กองทหารม้าเป่ยซีก็ได้ยิงธนูใส่หลู่ชิวจนกลายเป็นเม่น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ