เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 721

บทที่ 721 ข้าเป็นขุนนางทรยศแล้วอย่างไร?

เผชิญหน้ากับคำถามของฉินเฟิง เฉินเจิ้งยังคงรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว

“ฮ่องเต้ผู้เรืองปัญญาย่อมไม่ปล่อยให้ขุนนางผู้ภักดีต้องตายอย่างไร้เหตุผล มีเพียงฮ่องเต้ผู้ขลาดเขลาที่จะไม่คำนึงถึงผลได้ผลเสีย กระทำเพื่อความสะใจชั่วครู่ชั่วยาม”

“หากฮ่องเต้ผู้เรืองปัญญาสั่งให้ข้าตาย ข้าย่อมยอมตาย!”

ฉินเฟิงถามตรงไปตรงมา “ฮ่องเต้ผู้เรืองปัญญากับกษัตริย์ผู้ขลาดเขลา ท่านแยกแยะได้หรือ?”

เฉินเจิ้งสะบัดแขน แล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นธรรมชาติ ตราบใดที่ไม่ใช่คนโง่เขลา ในใจย่อมมาตรวัด”

“สำหรับข้า ผู้ที่ทุ่มเทบริหารบ้านเมืองเพื่อประชาชน นั่นคือฮ่องเต้ผู้ควรค่าแก่การมอบชีวิต”

“ส่วนผู้ที่เห็นแก่ตัว โลภในความสำราญ นั่นคือฮ่องเต้ผู้ขลาดเลา”

“ขุนนางตงฉินกับขุนนางกงฉินก็เช่นกัน!”

“ถ้ารู้แต่การแย่งชิงอำนาจ ถึงจะมีผลงานบ้าง ก็ไม่อาจนับว่าเป็นขุนนางที่ดี”

พอเห็นเฉินเจิ้งแสดงท่าทีผึ่งผาย กล่าววาจาหนักแน่น เหล่าขุนนางพลพรรคเถาหลินล้วนหดหู่นัก

แต่ไหนแต่ไร เฉินเจิ้งไม่ใช่คนพูดมาก แต่พอได้พูดก็ทำให้ผู้คนหาทางไปต่อไม่ถูก

ยามปกติ เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางขุนนางทั้งหลาย เขาแทบไม่มีตัวตน รู้แต่รับคำสั่งและปฏิบัติ เว้นแต่จะเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายจนทนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็แทบไม่ออกหน้า

และยามใดเฉินเจิ้งออกหน้า ก็ไม่มีใครโต้แย้งเขาได้

ไม่ว่านโยบายหรือแผนงานใด ๆ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากเฉินเจิ้ง แต่ดันทุรังผลักดัน สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะมีเพียงสองอย่าง

ไม่ล้มเลิก เฉินเจิ้งก็นำขุนนางผู้ซื่อตรงลาออก ทำให้การบริหารทั้งหมดต้องหยุดชะงัก

บรรดาขุนนางต่างคิดว่า คราวนี้ฉินเฟิงเตะแผ่นเหล็กเข้าแล้ว

เมื่อเทียบกับคณะทูตเป่ยตี๋ เฉินเจิ้งคือคนหัวรั้นที่แท้จริง ๆ ไม่ยอมอ่อนข้อใด ๆ ทั้งนั้น

ตอนนั้นเอง ฉินเฟิงกลับหัวเราะออกมา ทำเอาบรรดาขุนนางตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าฉินเฟิงหัวเราะด้วยเรื่องใด

แม้แต่เฉินเจิ้งก็ขมวดคิ้ว เขาเห็นความมั่นใจในแววตาของฉินเฟิง

“ฮ่า ๆๆ ช่างเป็นการแย่งชิงอำนาจที่ยอดเยี่ยม ถึงจะมีผลงานยิ่งใหญ่ ก็ไม่อาจนับว่าเป็นขุนนางผู้ภักดี ข้าเคยคิดว่าคำพูดที่ว่า บัณฑิตทำลายบ้านเมืองเป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอย ฮึ ๆ วันนี้ได้พบใต้เท้าเฉินจึงเข้าใจความลึกซึ้งของถ้อยคำ”

“ตามคำกล่าวของท่านใต่เท้าเฉิน ตระกูลฉินของข้าแย่งชิงผลประโยชน์ย่อมไม่ใช่ขุนนางผู้ภักดี”

“ขอถามใต้เท้า ผู้ใดเริ่มสงครามระหว่างแคว้น? แล้วใครขับไล่เป่ยตี๋? บนโต๊ะเจรจาสันติภาพ ใครเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ต้าเหลียง?”

“แล้วผู้ใดกันที่พิชิตหนึ่งมณฑลของเป่ยตี๋เปลี่ยนให้เป็นเขตกันชนของต้าเหลียง?”

“อีกทั้งใครกันที่ไม่คำนึงถึงต้นทุน ทุ่มเทเงินมหาศาล ไม่หวังผลกำไรแม้แต่สลึงเดียว ให้ราษฎรทั่วแคว้นได้กินอิ่มท้อง?”

“เพียงแค่ปากของใต้เท้าเฉินก็สร้างร้านธัญพืชตระกูลฉิน กดราคาธัญพืชของต้าเหลียงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องให้ลดลงได้หรือ?”

“ตระกูลฉินของข้าทุ่มเททำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อต้าเหลียง สุดท้ายกลับไม่ได้แม้แต่ชื่อขุนนางผู้ภักดี”

“ต่อไปนี้ขุนนางทั่วใต้หล้า ผู้ใดจะทุ่มเททำงานอย่างจริงจัง?”

ทั้งท้องพระโรงเงียบงัน ไม่เพียงแต่พลพรรคเถาหลิน แม้แต่ฝ่ายฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ต้องยอมรับว่า ตระกูลฉินมีแต่คุณูปการต่อต้าเหลียงมากนัก มีโทษเพียงประการเดียว…

อิทธิพลยิ่งใหญ่เกินไป หาไม่แล้ว ฝ่ายฮ่องเต้ย่อมไม่ตั้งตนเป็นศัตรู

เฉินเจิ้งที่พูดตรงไปตรงมาตลอดเงียบไป คำกล่าวของฉินเฟิงไม่ผิด ถ้าทุ่มเทแรงกายแรงใจแล้วยังไม่ได้แม้แต่ชื่อขุนนางผู้ภักดี ต่อไปจะมีขุนนางคนใดเต็มใจทุ่มเทอีก?

ฉินเฟิงเปลี่ยนกระแสลมฉับพลัน

“ข้าไม่อาจตายได้ ในสายตาของใต้เท้าเฉิน ข้าเป็นเพียงขุนนางทรยศ ไม่สนใจเลยว่าข้าได้ทำประโยชน์เพียงใดเพื่อแผ่นดิน เมื่อเป็นเช่นนี้ ขุนนางทรยศผู้นี้ก็จะขอเป็นต่อไป!”

เสียงทรงพลังของฉินเฟิงดังก้องท้องพระโรง เหล่าขุนนางเพียงแต่จ้องมองเขาเงียบ ๆ ไม่มีใครกล่าวสิ่งใด

แม้แต่เฉินเจิ้งก็ยังคิดไม่ออกว่าจะหาเหตุผลใดมาคัดค้าน

ฉินเฟิงฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน “ข้าผู้เป็นขุนนางกังฉินเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน! พวกท่านขุนนางซื่อตรงกลับรู้แต่จะอวดดีในราชสำนัก!”

“เหล่าขุนนางซื่อตรงทั้งหลายรู้ดีว่า การลาออกพร้อมกันจะทำให้ทั้งราชสำนักวุ่นวาย การเมืองหยุดชะงัก คำสั่งไม่อาจส่งถึงประชาชน ราษฎรต้องเดือดร้อน”

“แต่พวกท่านก็ใช้วิธีนี้ข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง นับว่าเป็นการทำทุกวิถีทางโดยแท้”

“คิดไปคิดมา พวกท่านขุนนางผู้ผู้ซื่อตรงก็ไม่ได้ดีไปกว่าใครเลย!”

“วันนี้ ตำแหน่งมหาเสนากับไท่เป่า ตระกูลชินของข้าจะต้องชิงมาให้ได้ ถ้าใต้เท้าท่านใดคิดว่าไม่เหมาะสม อยากจะลาออกเพื่อข่มขู่ก็เชิญตามสบายเถิด!”

“ข้าฉินเฟิง ภายนอกกล้าเป็นศัตรูกับพ่อค้าธัญพืชทั่วแคว้น กดราคาธัญพืชลงได้ ภายในราชสำนักย่อมกล้ารับภาระหนักอึ้งในการบริหารม้าหลวงทั่วแผ่นดินด้วย!”

“ถ้าวันหน้า ข้าฉินเฟิงตายด้วยความเหนื่อยล้า ถูกกดดันจนแตกสลาย เกิดจลาจลในต้าเหลียง พวกเจ้าขุนนางผู้ซื้อตรงทั้งหลายพึงจำไว้ให้ดีว่า ในนั้นเป็นผลงานของพวกเจ้า”

เหล่าขุนนางผู้ซื้อตรงที่เคยหยิ่งผยองอย่างไร้ขอบเขตหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายก็ก้มศีรษะอันสูงส่งลงทีละคน

เพราะ…ทุกคำพูดของฉินเฟิงล้วนมีเหตุผล พวกเขาไม่อาจโต้แย้ง

เฉินเจิ้งสูดลมหายใจลึก สมองได้กลั่นกรองคำพูดของฉินเฟิงทั้งหมดแล้ว และสรุปออกมาได้ข้อเดียว

การดำรงอยู่ของตระกูลฉินจะเป็นอันตรายต่อราชวงศ์หลี่เท่านั้น แต่การสูญเสียตระกูลฉินเป็นอันตรายต่อทั้งแคว้นต้าเหลียง

อันตรายเล็กน้อยดีกว่าอันตรายใหญ่หลวง

เฉินเจิ้งกล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเหล่าขุนนางใหญ่ เขาย่อมกล้าก้มหัวยอมรับผิดเช่นกัน โดยไม่ลังเล เขาประสานมือคำนับฉินเฟิง “เรื่องมหาเสนากับไท่เป่า ข้ากับเหล่าขุนนางผู้ซื่อตรงจะไม่ก้าวก่ายอีก”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ