บทที่ 741 กลยุทธ์ทำให้ศัตรูอ่อนล้า
ผ่านไปสามวัน การใช้รถขว้างหินใส่หัวทหารเป่ยตี๋ในป้อมปราการเทือกเขาสยงอิงกลายเป็นเรื่องปกติ
ต่อมาฉินเฟิงก็กำหนดให้มีรถคอยยิงหินามคันคอยก่อกวนไปเรื่อย ๆ ส่วนรถยิงให้พักและทำการซ่อมแซมเครื่องยิงที่เสียหาย
ช่างฝีมือจากค่ายเทียนจีไม่มีท่าทีจะหยุดพัก ทั้งซ่อมแซมรถยิงเก่าและผลิตรถยิงเพิ่ม
หนิ่งหู่มองรถยิงหินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ขมวดคิ้วแน่น “พี่ฉิน ต้องผลิตอีกกี่คันกันแน่?”
ฉินเฟิงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ยิ่งมากยิ่งดี”
หนิงหู่ถอนหายใจยาว กล่าวว่า “ขว้างมาสามวันแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าป้องปราการเทือกเขาสยงอิงจะจำนน”
“แน่นอนรถยิงมีประโยชน์มาก แต่การโจมตีด้วยหินไม่อาจสู้การโจมตีด้วยไฟ แม้การโจมตีด้วยไฟจะสิ้นเปลืองน้ำมันเกินไปก็เถอะ”
“ตามความเห็นของข้า ขวัญกำลังใจของทหารเป่ยตี๋ในป้อมปราการคงต่ำเตี้ยเต็มทีแล้ว ไม่สู้เราลงมือโจมตีสักครั้ง…”
ฉินเฟิงก็โบกมือขัด ท่าทางเด็ดขาดของเขาทำให้หนิงหู่ล้มเลิกความคิดไป
แผนรบกวนและบั่นทอนศัตรูดำเนินมาหลายวัน แต่ทหารป้อมปราการเมือกเขาสยงอิงก็ยังไร้ท่าทีจะจำนน แสดงว่า เหล่าทหารป้องกันยังคงมุ่งมั่นจะต่อสู้ หากบุ่มบ่ามบุกเข้าไปย่อมถูกศัตรูโต้กลับ แม้เป็นเพียงชัยชนะเล็ก ๆ แต่ยามวิกฤติแค่ชัยชนะเล็ก ๆ ก็ช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้ได้
ถึงตอนนั้น ความพยายามทั้งหมดของฉินเฟิงจะสูญเปล่า
เขาไม่มีทางทำเรื่องโง่เขลาอย่างการยกหินทุบเท้าตัวเอง
การรบยืดเยื้อต้องทำให้ขวัญกำลังใจศัตรูตกต่ำ แล้วบุกยึดในคราวเดียว จะไม่มีการส่งกองกำลังเล็ก ๆ เข้าโจมตีหยั่งเชิงเด็ดขาด
“อีกไม่นานแล้ว”
ฉิยเฟิงมองตรงไปยังป้อมปราการเงียบสงัด สายตามั่นใจมาก
เมื่อวานเขาสั่งให้รถยิงเดินหน้าอีกห้าสิบก้าวโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
ตามหลักแล้ว ถึงหม่าถิงอวิ๋นจะควบคุมสถานการณ์และอดทนได้มากเพียงใด แต่ต้องเผชิญกับก่อกวนติดต่อกันหลายวันก็ควรส่งกองกำลังขนาดเล็กออกมาทำลายข้าศึกบ้าง
แต่หม่าถิงอวิ๋นกลับเชี่ยวชาญใน ‘วิชาหดหัวเข้ากระดอง’
ไม่ว่าจะรบกวนอย่างไร ก็ยังนิ่งเฉยไม่ไหวติง
การทำเช่นนี้ขวัญกำลังใจของทหารย่อมตกต่ำ ไม่กล้าออกจากเมืองมาทำลายข้าศึก แม้มองไม่เห็นสถานการณ์ภายใน ฉินเฟิงก็เชื่อว่าแผนของเขาได้ผล
แต่โบราณกล่าวไว้ ระมัดระวังไว้ย่อมปลอดภัย ล่องเรือได้นานหมื่นปี
นอกจากรถยิงหินที่อยู่ห่างจากป้อมปราการไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบก้าว ฉินเฟิงสั่งขุดหลุมไม่ก็ล้อมรั้วหนามรอบ ๆ ป้องกันไม่ให้หม่าถิงอวิ๋นเกิดส่งทหารออกมาทำลาย
ด้วยจำเป็นต้องเก็บรักษารถยิงหินไว้ เพื่อใช้เป็นไพ่ตายในการโจมตีครั้งใหญ่
ขณะเดียวกัน ภายใต้คำสั่งของฉินเฟิง มีการขนเสบียงมายังแนวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และช่างฝีมือค่ายเทียนจีก็ทยอยเดินทางมาถึงสนามรบมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
ผ่านมายี่สิบวันแล้วตั้งแต่เริ่มโจมตีก่อกวนป้อมเทือกเขาสยงอิงของเป่ยตี๋ ตอนนี้ฉินเฟิงมีรถยิงถึงหนึ่งร้อยแล้ว
รถยิงเจ็ดสิบคันถูกทิ้งไว้ที่ด้านหน้า อีกสามสิบถูกส่งกระจายไปยังอีกสามด้านของป้อมปราการ
โจมตีรบกวนป้อมเทือกเขาสยงอิงจากทั้งสี่ด้าน
คราวนี้ ไม่ว่าทหารป้องกันจะหลบซ่อนอย่างไรก็ไม่อาจวางใจได้อีก
…
ค่ายทหารแห่งหนึ่งภายในป้อมปราการ หลู่ฉือเอามือไพล่หลังเดินไปมา สีหน้าเคร่งเครียด
รับรู้ถึงความแค้นและเดือดพล่านของทุกคน หลู่ฉือบกมือปราม
“ทุกคนใจเย็น ๆ พวกเราเพียงเลือกทางที่ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องสร้างปัญหาเพิ่ม”
“ถ้าเราฆ่าหม่าถิงอวิ๋น เราจะกลายคนทรยศที่ต้องแบกความแค้นลึกล้ำของชาวเป่ยตี๋ หน่วยนกฮูกราตรีย่อมไม่ปล่อยไว้ ไล่ล่าจนกว่าจะกวาดล้างได้”
“เราเพียงแค่จะทิ้งเมืองหนีไป แม้ว่าการหนีทัพจะน่าอับอาย แต่หน่วยนกฮูกราตรีไม่จำเป็นต้องทุ่มเทกำจัดทหารหนีทัพ”
เหล่าแม่ทัพนายกองต่างพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อทุกคนเห็นพ้องหลู่ฉือก็ไม่ลังเล สั่งการให้เตรียมกำลังทหาร
ตอนนี้กำลังทหารที่ระดมได้มีอยู่สองพันคน
หลังแน่ใจว่าหม่าถิงอวิ๋นเข้านอนแล้ว หลู่ฉือนำกำลังทหารบุกไปยังประตูเมือง ทหารยามไม่อาจต้าน พริบตาก็ถูกสังหารล้มระเนระนาด
เปิดประตูนำเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาทะยานออกไปยังค่ายหน้าของฉินเฟิงพร้อมตะโกนเสียงดัง “หลู่ฉือนำทัพยอมจำนน!”
“หลู่ฉือจำนน!”
ทุกคนวางอาวุธ ภายในมือถือเพียงคบเพลิงพลางร้องตะโกน ด้วยกลัวว่าฉินเฟิงจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการโจมตีและสังหารพวกเขา
ตั้งแต่มีเสียงโห่ร้องดังมา พลธนูราบของค่ายหน้าก็เตรียมป้องกันศัตรุแล้ว
แม้จะได้ยินว่ายอมจำนน พลธนูราบก็ไม่ได้ลดความระแวดระวังสักนิด เล็งหอกปยังกองทหารม้าที่ใกล้เข้ามา
เพื่อหลีกเลี่ยงศัตรูแกล้งยอมแพ้ แต่จริง ๆ มีเจตนาโจมตี พลธนูยิงออกไปล้มม้ากว่าสิบตัว บีบให้กองกำลังของหลู่ฉือหยุดลง
หลู่ฉือกระชับสายบังเหียน เหงื่อผุดทั่วร่างด้วยความตึงเครียด เขาไม่รู้เลยว่าฉินเฟิงจะยอมรับหรือจะสังหารพวกเขา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ