บทที่ 746 กลยุทธ์การทรมานจิตใจ
หลี่โฉวที่อยู่ข้าง ๆ มองหม่าถิงอวิ๋นทุกข์ใจก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจตาม
“ท่านแม่ทัพ เรื่องที่หลู่ฉือนำทหารแปรพักตร์ไม่มีใครคาดคิด ท่านอย่าได้ตำหนิตัวเองเกินไป ตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันเมืองก่อน”
หม่าถิงอวิ๋นส่ายหน้าพลางหัวเราะอย่างขมขื่น “ข้าไม่ได้เสียใจที่หลู่ฉือแปรพักตร์ แต่เสียใจที่ตอนแรกข้านึกถึงความเป็นพี่น้องร่วมรบ ใจอ่อนชั่วขณะ ยอมรับหลู่ฉือกับทหารของเขาเข้ามา ถ้าตอนนั้นข้าใจแข็งสักหน่อย ห้ามไม่ให้หลู่ฉือเข้าเมืองก็นับเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และวันนี้ขวัญกำลังใจเหล่าทหารในเมืองก็คงไม่ถูกทำลาย”
หัวใจหลี่โฉวหนักอึ้ง เดิมเขาก็คิดว่ายิ่งมีคนมากก็ยิ่งมีกำลังทหารป้องกันเมืองมากขึ้น มีทหารแปดพันคนปกป้อง เทือกเขาสยงอิงไม่มีวันพ่ายแพ้
ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่ากองทัพสนามกับกองทัพป้องกันเมืองจะต่างกันเพียงนี้
พวกทหารของหลู่ฉือเคยเร่ร่อนในที่รกร้างต่อสู้ประชิดตัวกับข้าศึก ไม่เพียงฝึกฝนความกล้าหาญและจิตใจให้เข้มแข็ง แต่ยังทำให้จิตใจพองโตจนลำพอง
วิธีต่อสู้ของทหารป้องกันเมืองในสายตาของหลู่ฉือเป็นเพียงการหดหัวอยู่ในกระดอง แล้วความไม่เข้าใจก็ก่อเกิดอึดอัดคับข้องจนลุกลามเป็นหายนะ
ทหารม้าสี่พันคนที่หลู่ฉือพาไปไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่กลับส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการป้องกันเมือง กล่าวคือ ทำลายขวัญกำลังใจของทหารในเมือง
หลี่โฉวมองนอกเมือง เห็นเครื่องยิงหินผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดก็อดส่ายหน้าไม่ได้ “ท่านแม่ทัพ ท่านดูเถิด เครื่องยิงหินมากมายขนาดนี้ ต่อให้โจมตีเมืองหลวงก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
“ตั้งแต่ฉินเฟิงมาถึงแนวหน้าก็ไม่ได้ส่งทหารมาโจมตีเมืองโดยตรงเลย แต่การโจมตีเมืองจากระยะไกลกลับหนักหน่วงนัก ฉินเฟิงช่างสมกับเป็นขุนศึกผู้ร่ำรวยของแคว้นต้าเหลียง วิธีการรบที่สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน แม้แต่แม่ทัพใหญ่แคว้นต้าเหลียงเองก็คงไม่กล้าคิดถึง”
คำกล่าวเข้าถึงจิตใจของหม่าถิงอวิ๋น
ถ้าฉินเฟิงส่งกองทัพมาบุกอย่างหนัก หม่าถิงอวิ๋นมั่นใจอย่างยิ่งว่าทหารต้าเหลียงมาเท่าไหร่ก็ต้องตายเท่านั้น แต่ฉินเฟิงไม่ได้ปฏิบัติตามประเพณี กองทัพแนวหน้าทั้งหมดเพียงคอยป้องกัน ระวังทหารในเมืองโจมตีกลับฉับพลัน
ส่วนกองกำลังที่โจมตีเมืองจริง ๆ กลับเป็น…ช่างฝีมือ!
พวกช่างฝีมือค่ายเทียนจีล้วนเป็นช่างฝีมือชั้นยอดเทียบเท่าช่างหลวง ทักษะและความชำนาญสูงส่ง การสร้างรถยิงหนึ่งคันใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม
กระสุนที่สร้างขึ้นก็มีหลากหลายชนิดจนรับมือไม่ทัน
กระสุนตาข่ายบรรจุหินยิงครั้งนึงก็แตกเป็นสิบก้อน สร้างความเสียหายให้ป้อมเทือกเขาสยงอิงอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ก็ยังมีกระสุนหินกลมขนาดใหญ่ พอโยนเข้ามาก็กลิ้งไปตามพื้น กระแทกกำแพง ทำลายบ้านเรือน คร่าชีวิตผู้คน ไม่สามารถหยุดได้เลย
ช่วงแรกทหารเป่ยตี๋ที่ไม่กลัวตายพยายามขวางหินกลิ้งเอาไว้ ทว่ากลับถูกบดขยี้จนกลายเป็นกิงเลือด
แน่นอน กระสุนหินกลิ้งหลบเลี่ยงได้โดยอาศัยที่กำบังทางทหาร
เจ้าสารเลวฉินเฟิง เพื่อยึดเทือกเขาสยงอิงถึงกับงัดอุบายสารพัด และอาวุธที่อันตรายที่สุดก็คือ ‘กระสุนระเบิดกลิ่น’
ทหารหลายพันคนภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเฟิงผลิตสิ่งปฏิกูลจำนวนมากได้ทุกวัน ฉินเฟิงถึงกับสั่งให้คนรวบรวมสิ่งปฏิกูลไว้ ตกกลางคืนก็แข็งตัวเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ พอฟ้าเพิ่งจะสาง อุณหภูมิยังค่อนข้างต่ำ ก็ใช้รถยิงขว้างเข้ามาในป้อมปราการ
พอตอนเที่ยงอุณหภูมิสูง ก้อนปฏิกูลที่จับแข็งก็เริ่มละลาย กลายเป็นของเหลวไหลเจิ่งไปทั้งป้อมปราการ ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงคละคลุ้ง
เทียบกับกระสุนหินที่ฆ่าคนได้โดยตรง กระสุนสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ทรมานจิตใจได้ดียิ่ง
ถึงกับมีคำพูดหนึ่งได้แพร่สะพัดไปทั่วป้อม…
ป้องกันต่อไปแบบนี้ ตายเสียยังจะดีกว่า…
“เจ้าสารเลว!”
หม่าถิงอวิ๋นชกกำแพง ไม่สนใจกระดูกนิ้วและเลือด จ้องมองกองหน้าของฉินเฟิงอย่างเดือดดาล
“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป แม้พวกเราจะมีพละกำลังมากก็ไม่มีที่ให้ใช้ เทียบกับร่างกาย จิตใจจะพังทลายก่อน”
ฉินเฟิงรีบออกคำสั่งให้ช่างฝีมือของเน่าลงในกระสอบป่าน แล้วใช้รถยิงเพื่อโยนกระสุนระเบิดกลิ่นที่ปรุงอย่างพิถีพิถันเข้าไปในป้อมปราการเทือกเขาสยงอิง
“ข้าอยากรู้นักว่า พวกทหารเป่ยตี๋ในป้อมเทือกเขาสยงอิงจะทนได้อีกนานแค่ไหน!”
กระสอบบรรจุกระสุนระเบิดกลิ่นถูกโยนเข้าไปในป้อมปราการทีละใบ ทหารรักษาการณ์เป่ยตี๋ที่เกือบจะยอมแพ้แล้วไม่มีท่าทีว่าจะออกมาทำความสะอาด
หลังจากถูกรบกวนมาหลายวัน ทั้งป้อมปราการเกือบถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็น
ทว่าน้ำเป็นทรัพยากรล้ำค่า ไม่อาจใช้เช็ดล้าง ทำให้กลิ่นของทั้งป้อมไม่ต่างไปจากส้วม
แต่พอกระสุนระเบิดกลิ่นรุ่นปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันถูกโยนเข้ามาเพิ่ม กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงแสบจมูกพุ่งไปถึงสมองก็ทำให้เหล่าทหารรักษาการณ์ป้อมเทือกเขาสยงอิงของเป่ยตี๋ต้องทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า ‘เหม็น’ ใหม่
พออุณหภูมิสูงกลิ่นเหม็นก็ยิ่งรุนแรง
ทหารหนุ่มคนหนึ่งจิตใจพังทลาย ร้องตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง “ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้ายอมตายในสนามรบ!”
“เจ้าสารเลวฉินเฟิง ข้าขอสาปแช่งบรรพบุรุษของเจ้า!”
“ถ้ามีฝีมือก็ส่งทหารบุกเมืองสิวะ โยนของเน่าเข้ามาในเมืองนับเป็นความสามารถอะไรกัน!”
ทหารอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทนไม่ไหวแล้ว เขาทรุดตัวนั่ง ร่ำไห้ฟูมฟาย
หม่าถิงอวิ๋นที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองกลั้นหายใจ กวาดตามองป้อมปราการที่น่าสยดสยองนั้นก็อยากจะร้องไห้เช่นกัน
“หลี่โฉว… จัดเตรียมทัพ เราจะสู้ศึกแลกชีวิตกับฉินเฟิง!”
หม่าถิงอวิ๋นรู้ดี การออกจากเมืองคือหนทางสู่ความตาย แต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขาต้องสู้จนถึงที่สุด!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ