บทที่ 749 บุกเบิกสร้างสรรค์
เพียงหนึ่งเดือนก็สามารถพิชิตป้อมปราการที่แข็งแกร่งซึ่งมีทหารคอยปกป้องได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ หากไม่ได้ประสบด้วยตนเอง หลี่จางคงไม่มีวันเชื่อว่าจะมีเรื่องประหลาดเช่นนี้ในโลก
หลี่จางถึงกับท้อขึ้นมา ยิ่งได้รู้จักกับฉินเฟิง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่มีทางไล่ตามฉินเฟิงทัน
นับตั้งแต่ฉินเฟิงตัดสินใจโจมตีเทือกเขาสยงอิง หลี่จางกระวนกระวายใจ นั่งไม่ติด บัดนี้ถึงได้หย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้อย่างเงียบ ๆ
สีหน้าซับซ้อนสับสน บอกไม่ถูกว่าเป็นความเคารพนับถือหรือทุกข์ท้อ
หลินฉวีฉีเข้าใจความรู้สึกของหลี่จางดีที่สุด เขาเดินไปข้าง ๆ หลี่จาง ตบไหล่เบา ๆ แล้วพูดอย่างจริงจัง “ซื่อจื่อไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง”
“พี่ฉินมีความสามารถเกินไป ไม่เพียงด้านการทหาร แต่ทั้งรวมถึงการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การค้า กระทั่งเครื่องจักรเครื่องกล ความเฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์แสนกลของเขาคือที่สุด”
“นับตั้งแต่พี่ฉินทำการค้าจนถึงตอนนี้ผ่านไปนานเท่าไร เขาทำให้ตระกูลฉินเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของต้าเหลียง ได้รับแต่งตั้งเป็นเทียนลู่โหว ศักดิ์ศรีไม่ด้อยไปกว่าอ๋อง ได้ปกครองชายแดนเหนืออย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาค่ายเทียนจี เครื่องมือกลไกมากมายล้วนเป็นพี่ฉินบุกเบิกสร้างสรรค์”
“แม้พี่ฉินจะไม่ใช่เศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่ในสิบอันดับของใต้หล้าย่อมต้องมีชื่อเขา”
“ความสำเร็จมากมายแสดงถึงความสามารถที่ไม่มีใครเทียบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนจะมีผู้ตามรอยในอนาคตหรือไม่ เกรงว่าในร้อยปีคงยากที่จะเจอ! ความสามารถยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ซื่อจื่อ ไม่ว่าผู้ใดก็ไล่ตามไม่ทัน?”
คำพูดของหลินฉวีฉีไม่เพียงแต่ปลอบใจหลี่จาง แต่ยังเป็นการปลอบใจตัวเองด้วย
ความสามารถของฉินเฟิงเป็นที่ประจักษ์ บทกวีออกด่านโด่งดังไปทั่วทิศ และยังคงถูกกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้ เพียงแค่ความสามารถในการประพันธ์บทกวีก็เพียงพอจะทำให้หลินฉวีฉีทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิต
สวีโม่ที่อยู่ข้าง ๆ ไม่สนใจในความสำเร็จเหล่านั้นของฉินเฟิงมากนัก แน่นอน เขาไม่เคยคิดจะเอาฉินเฟิงมาเป็นเป้าหมายในการไล่ตามด้วยซ้ำ
สวีโม่กล่าวอย่างห้าวหาญว่า “คนหรือจะสู้สวรรค์ บางคนเกิดมาก็ถูกลิขิตให้เป็นแม่ทัพแล้ว การที่ข้าได้ติดตามอยู่เคียงข้างพี่ฉิน ข้าก็พอใจมากแล้ว”
“แค่ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ติดตามพี่ฉิน ก็ฝากชื่อและผลงานให้ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ได้แล้ว!”
หลี่จางถอนหายใจเบา ๆ ตื้นตันในใจ “ถูกต้อง เพียงได้อยู่เคียงข้างฉินเฟิง แม้ไม่ได้ทำอะไรเลยก็เพียงพอที่จะมีชื่อเสียงไปอีกร้อยปี ในเมื่อเป็นที่หนึ่งไม่ได้ก็ขอเป็นที่สองแล้วกัน!”
สายตาที่เคยสับสนและลังเลพลันเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทุ่มเทความพยายามทุกอย่างเพื่อเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของฉินเฟิงให้ได้!
พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้สังเกตเลยว่า การสนทนาเมื่อครู่มีเสิ่นชิงฉือแอบฟังอยู่หลังม่าน
พอรู้ว่าฉินเฟิงพิชิตเทือกเขาสยงอิงได้แล้ว ความกังวลใจตลอดหลายวันของเสิ่นชิงฉือพลันเบาบาง ด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้างจึงแดงระเรื่อขึ้นมา
นางกัดริมฝีปากพลางพึมพำเบา ๆ “เฟิงเอ๋อร์ พี่หญิงใหญ่ต้องขอโทษเจ้า ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสามารถพิชิตเทือกเขาสยงอิงได้จริง ๆ ข้าเฝ้ากังวลว่า…”
“ไม่สำคัญแล้ว! ข้าต้องรีบเอาข่าวดีไปบอกท่านแม่กับเชียนอิ่ง”
เสิ่นชิงฉือเร่งกลับยังลานหลัง มีเพียงฉินเฉิงซื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้หิน วันแล้ววันเล่าทำงานจิปาถะขยันขันแข็ง เก็บเปลือกข้าวฟ่าง ทำความสะอาดถั่ว ปะชุนเสื้อผ้า งานทั้งหมดที่ควรเป็นของสาวใช้ล้วนถูกฉินเฉิงซื่อรับมาทำเอง
เดินเข้ามาก็เห็นฉินเฉิงซื่อกำลังเย็บหมวกขนสัตว์ เสิ่นชิงฉืออดบ่นไม่ได้
เสิ่นชิงฉือจึงไม่ขัดขวางอีก ปล่อยให้ฉินเฉิงซื่อวุ่นวายกับงานต่อ นางเพียงนั่งลงฝั่งตรงข้าม แล้วบอกเล่าอย่างตื่นเต้น “ท่านแม่ ข้ามีข่าวดีจากแนวหน้า… เฟิงเอ๋อร์ของเราพิชิตเทือกเขาสยงอิงได้แล้ว!”
ฉินเฉิงซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขยับมือต่ออย่างรวดเร็ว มุมปากแย้มยิ้มบาง
“คราวนี้เฟิงเอ๋อร์ผ่านอำเภอเป่ยซี ไม่ยอมเข้าเมืองมาให้พบหน้าสักหน่อย ข้าในฐานะมารดาน้อยใจอยู่บ้าง แต่เหมือนข้าจะจิตใจคับแคบเกินไป สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เฟิงเอ๋อร์ไม่เข้าเมืองนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
เสิ่นชิงฉือฉลาดเฉลียวจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่า คำพูดของฉินเฉิงซื่อเป็นการช่วยแก้ต่างให้ฉินเฟิงต่อจิ่งเชียนอิ่ง
เพราะตั้งแต่ฉินเฟิงออกไปยังแนวหน้า จิ่งเชียนอิ่งก็ปิดประตูไม่ออกไปไหน ใคร ๆ ก็สังเกตเห็นความขุ่นเคืองของนางได้
แต่ไหนแต่ไร ภายนอกจิ่งเชียนอิ่งมีนิสัยเย็นชา แต่แท้จรองแล้วนางอ่อนไหวที่สุด
ขณะนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก จิ่งเชียนอิ่งเดินก้มหน้าออกมา คำนับฉินเฉิงซื่อพลางกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ท่านแม่ ข้าจิตใจคับแคบเหลือเกิน ข้าคิดแต่ว่าเฟิงเอ๋อร์ผ่านหน้าบ้านแต่ไม่เข้ามาหา ลืมไปว่าทหารต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้า”
“ถ้าเฟิงเอ๋อร์ล่าช้าเพราะมัวเข้าเมืองมาพบครอบครัว พวกเราก็ล้วนเป็นคนบาป”
ฉินเฉิงซื่อหัวเราะพลางโบกมือเป็นสัญญาณให้จิ่งเชียนอิ่งเข้ามาใกล้ ๆ ลูบหลังมือนางเบา ๆ พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล “เชียนอิ่ง แม่รู้ดี เจ้าทำทีเย็นชาล้วนเพื่อปกป้องตัวเอง แท้จริงแล้วเจ้าเป็นคนที่อ่อนไหวและเปราะบางยิ่งกว่าใคร ๆ”
“คำสัญญาทั้งหมดที่เฟิงเอ๋อร์ให้ไว้กับเจ้า เจ้าล้วนจดจำไว้ในใจ เมื่อไม่เป็นอย่างคำมั่นไปบ้าง เจ้าเลยสับสนไม่รู้จะทำอย่างไร”
“เจ้าวางใจเถิด ทุกสิ่งที่เฟิงเอ๋อร์สัญญากับเจ้าจะกลายเป็นความจริงทั้งหมด”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ